“จีโนม” ไขความลับมนุษย์-เชื้อโรคกลายพันธุ์

สังคม
12:22
จำนวนผู้ชม 658
“จีโนม” ไขความลับมนุษย์-เชื้อโรคกลายพันธุ์
ไทยพีบีเอสออนไลน์ ทำความรู้จัก “ศูนย์จีโนมทางการแพทย์” ผู้ไขความลับร่างกายมนุษย์ ตั้งแต่ก่อนเกิดจนถึงสูงวัย สกัดเชื้อโรคร้าย พัฒนาดิจิทัล DNA แบงก์เก็บข้อมูลจีโนมผ่านมือถือ วางแผนป้องกันโรค ดูแลสุขภาพในอนาคต

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรามักจะได้ยินคำว่า การถอดรหัสพันธุกรรม จีโนมของเชื้อไวรัสบ่อยขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโควิด-19 ฝีดาษลิง จนเกิดข้อสงสัยว่า การถอดรหัสพันธุกรรมไวรัส ใช้ทำอะไรมีประโยชน์อย่างไรต่อสถานการณ์โรคระบาด

ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้คำตอบเรื่องนี้กับไทยพีบีเอสออนไลน์ว่า การถอดรหัสพันธุกรรมของไวรัส มีประโยชน์ต่อการสืบสวน ป้องกันโรค และพัฒนาวิธีการตรวจ

การถอดรหัสพันธุกรรมเชื้อโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะเชื้อโรคอุบัติใหม่ โรคอุบัติซ้ำ หรือแม้แต่การถอดรหัสพันธุกรรมของเซลล์มะเร็ง เพื่อเลือกใช้ยาที่สามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะ

ภาพประกอบข่าว “จีโนม” ไขความลับมนุษย์-เชื้อโรคกลายพันธุ์

 

ขณะที่การศึกษาพันธุกรรมมนุษย์ หรือจีโนมมนุษย์ ถูกนำมาประยุกต์ใช้ด้านการแพทย์ ครอบคลุมทั้งการป้องกัน รักษา และดูแลโรคต่าง ๆ ตั้งแต่ก่อนเกิดจนตาย เช่น การหาสาเหตุของโรคที่ไม่รู้สาเหตุ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ "จีโนม" จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจที่จะดูแลสุขภาพของแต่ละคนมากขึ้น

ภาพประกอบข่าว “จีโนม” ไขความลับมนุษย์-เชื้อโรคกลายพันธุ์

 

ไขความลับจากรหัสพันธุกรรมก่อนเกิดจนตาย

ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ อธิบายการทำงานของศูนย์จีโนมทางการแพทย์ว่า เน้นถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์เป็นหลัก ทำให้รู้ว่ามนุษย์ แต่ละคนมีรหัสพันธุกรรม 3,000 ล้านเบส สามารถนำไปวิเคราะห์ เพื่อแปลผลในการตรวจคัดกรองป้องกัน ออกแบบการดูแลรักษาโรค ช่วยลดเจ็บป่วย และส่งเสริมสุขภาพ ในทุกช่วงอายุ

แต่ละคนมีรหัสพันธุกรรมที่ไม่เหมือนกัน รหัสพันธุกรรมจะเป็นกุญแจบ่งชี้ สุขภาพ หากเป็นโรคแล้วจะทำการรักษา ด้วยวิธีการไหน อย่างไรให้เหมาะสม

ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ กล่าวว่า ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ ถอดรหัสพันธุกรรม ตั้งแต่ก่อนเกิดจนถึงผู้สูงอายุ เช่น ตรวจคัดกรองการเป็นพาหะโรคทางพันธุกรรมของคู่สมรสก่อนมีบุตร เมื่อท้องจะตรวจความผิดปกติของดีเอ็นเอลูกจากเลือดแม่ ว่ามีความผิดปกติของกรรมพันธุ์ในยีนหรือไม่ เช่น โรคธาลัสซีเมีย ยีนกล้ามเนื้ออ่อนแรง หากรู้ก่อนจะป้องกันได้ โดยมีการนำเอาเทคโนโลยี Next Generation Genomics มาประยุกต์ใช้ในการตรวจคัดกรอง

กรณีเด็กเกิดมาแล้วมีอาการชัก จะถอดรหัสพันธุกรรมเด็ก เพื่อจะดูว่าอาการชักที่เกิดขึ้นมีการกลายพันธุ์ที่ตำแหน่งไหนของยีน เพราะการกลายพันธุ์ทำให้การสร้างโปรตีนลดลง ทำให้เด็กมีอาการชัก เมื่อรู้แล้วจะมีการเสริมสารอาหารที่ขาดให้ไปตั้งแต่เด็ก แต่พอโตขึ้นก็ไม่จำเป็นต้องได้สารอาหารแบบนี้แล้ว เพราะกินเสริมได้เอง

ภาพประกอบข่าว “จีโนม” ไขความลับมนุษย์-เชื้อโรคกลายพันธุ์

 

ถอดรหัสพันธุกรรมผู้ป่วยทั้งจีโนม เพื่อสืบค้นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุว่าเกิดจากการกลายพันธุ์ที่ยีนตำแหน่งไหน จะใช้วิธี หรือยารักษาผู้ป่วยหรือป้องกันญาติสายตรงที่ไม่มีอาการไม่ให้ถ่ายทอดไปสู่รุ่นลูกหลานได้หรือไม่

นอกจากนี้ยังมีกระบวนการอื่น คือ การตรวจจุลชีพต่าง ๆ ในร่างกายซึ่งมีความสำคัญต่อสุขภาพของแต่ละคน เช่น ตรวจในลำไส้ เพื่อดูจำนวนและชนิด หากพบว่ามีแบคทีเรียตัวหนึ่งมาก จึงอาจจะต้องปรับสมดุลเรื่องการกินอาหารเสริมบางอย่าง ทำให้สุขภาพดี ขึ้นได้

นอกจากนี้ เมื่ออายุมากขึ้นจะทำอย่างไรให้สูงอายุอย่างมีคุณภาพ ไม่เป็นโรค หรือหากเป็นโรค ตรวจพันธุกรรมเจาะเลือดดูดีเอ็นเอ เช็กความเสี่ยง เพื่อหาแนวทางป้องกันวางแนวทางดูแลและรักษา

"ดิจิทัล DNA แบงก์" เก็บข้อมูลจีโนมผ่านมือถือ

ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ กล่าวว่า เทคโนโลยีตรวจวินิจฉัยโรคก้าวหน้ามาก ประกอบกับคนจำนวนมากใส่ใจสุขภาพ ทำให้หลายคนมองหาทางเลือกในการดูแลรักษาสุขภาพให้กับตัวเองอย่างดีที่สุด แม้แต่คนที่เคยมีคนในครอบครัวเป็นโรคต่าง ๆ เช่น มะเร็ง โรคหัวใจ ที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมก็สนใจ และเข้ามาตรวจถอดรหัสพันธุกรรมมากขึ้น

ภาพประกอบข่าว “จีโนม” ไขความลับมนุษย์-เชื้อโรคกลายพันธุ์

 

ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ อธิบายให้ชัดขึ้นว่า เมื่อมีความกังวลเรื่องสุขภาพ เนื่องจากคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง จึงมาตรวจจีโนม ซึ่งวิธีการคือ การเจาะเลือด และนำไปประมวลผล ก็จะทำให้รู้ถึงความเสี่ยงจากรหัสพันธุกรรมที่ปรากฎออกมา

การถอดรหัสพันธุกรรมถอดเพียงครั้งเดียว เพราะในช่วงชีวิตจะไม่ค่อยเปลี่ยน แต่อาจต้องมาวิเคราะซ้ำ เพราะข้อมูลจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ คือ รหัสพันธุกรรมไม่เปลี่ยน แต่ที่เปลี่ยนคือข้อมูลที่บอกว่ามีการกลายพันธุ์ตรงไหนบ้าง จึงต้องมาดูว่าจะต้องมีปรับการดูแลรักษาหรือไม่ ซึ่งอาจต้องดูกันทุกเดือน

สำหรับใครที่อยากจะมาตรวจเช็กจีโนมของตนเอง ต้องมีการปรึกษาพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญก่อน ว่ามีความสุ่มเสี่ยง ถึงในระดับที่จะถอดพันธุกรรมหรือไม่

ภาพประกอบข่าว “จีโนม” ไขความลับมนุษย์-เชื้อโรคกลายพันธุ์

 

ภาครัฐและเอกชนทำ ดิจิทัล DNA แบงก์ ซึ่งเป็นการเก็บรหัสพันธุกรรมของแต่ละบุคคล เหมือนเป็นธนาคารฝากไว้ อนาคตอาจดึงข้อมูลไปใช้ได้ประกอบการรักษา วางแผนดูแลสุขภาพ คาดว่าจะได้รับความนิยมมากขึ้น

ปัจจุบันมีการเก็บข้อมูลส่วนนี้ไว้ในระบบคลาวด์ สามารถดูข้อมูลได้ผ่านมือถือ แค่ผ่านการล็อกอิน เรียกได้ว่า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือจะไปรักษาที่ไหน ก็สามารถให้แพทย์ที่รักษาดูเพื่อประกอบการวินิจฉัยการดูแลได้ทันที โดยความลับของข้อมูลนี้จะถูกเก็บไว้นาน 5 ปี ระหว่างศูนย์จีโนมกับเจ้าของจีโนมเท่านั้น

1 ปี 10,000 ตัวอย่างถอดรหัสจีโนม

ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ กล่าวว่า ในอดีตบุคลากรที่ทำงานในส่วนนี้ต้องใช้ทักษะสูงมาก แต่ตอนนี้สามารถทำได้ง่ายขึ้น ใช้เทคโนโลยีช่วย เริ่มตั้งแต่การนำตัวอย่างเลือด มายิงบาโค้ดใส่เครื่อง อัปโหลดขึ้นไปบนระบบคลาวด์ซิสเต็ม จากนั้นจะเป็นการวิเคราะห์และแปลผล นำข้อมูลมาประกอบการวินิจฉัยและดูแลรักษาของแพทย์

จากเดิมที่ต้องลงมือปฏิบัติทั้งหมด 500 ขั้นตอน ตอนนี้ลดเหลือเพียงไม่กี่ขั้นตอนเท่านั้น โดยใช้เทคโนโลยีด้านแขนกลและระบบเอไอเข้ามาช่วย บุคคลากรเจ้าหน้าที่จะไปทำหน้าที่ QC คือ ควบคุมคุณภาพของข้อมูลอีกขั้นว่าถูกต้องหรือไม่

ภาพประกอบข่าว “จีโนม” ไขความลับมนุษย์-เชื้อโรคกลายพันธุ์

 

ศูนย์จีโนมมีบุคลากร ในการถอดรหัส 20 คน มีการส่งตัวอย่างเข้ามาให้ตรวจประมาณปีละ 10,000 อย่าง ไม่ว่าจะเป็นเลือด สารคัดหลั่ง และข้อมูลนี้มีแพทย์ 200-300 คน ซึ่งดูคนไข้อีกเป็นหมื่นคนได้นำไปใช้งาน

ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ ยกตัวอย่าง เด็กที่มีอาการชัก หรือเป็นโรคที่หายากบางอย่างจำเป็นต้องมีการถอดรหัสให้เร็วที่สุด ต้องทำให้เสร็จใน 48 ชั่วโมง นำไปสู่การวินิจฉัยโรค เมื่อพบสาเหตุจะได้ทำการรักษาให้ตรงจุด และเร็วที่สุด 

แพทย์ผู้รักษาก็ต้องการรู้ว่าเขากำลังสู้อยู่กับอะไร มีการกลายพันธุ์ตำแหน่งไหน โปรตีนผิดปกติไปยังไง เป็นการติดเชื้อไวรัส หรือ แบคทีเรีย หรือ เชื้อรา ยาต้านที่ใช้ในการรักษาไม่เหมือนกันเลย หรือแม้แต่โควิด-19 โอมิครอน สายพันธุ์ BA.4 BA.5 หรืออื่น ๆ แอนติบอดีสังเคราะห์ ก็มีหลากหลายชนิดฉะนั้นต้องเลือกให้ถูก

ไวรัสจากสัตว์ติดสู่คน ถอดรหัสพันธุกรรม

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ได้อาศัยเทคโนโลยีการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม มาช่วยพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มีไวรัสจากสัตว์แพร่ติดต่อมาสู่คนอย่างต่อเนื่อง สาเหตุสำคัญคาดว่าเกิดจากการที่มนุษย์รุกเข้าไปในพื้นที่ป่า สัมผัสใกล้ชิดกับสัตว์ป่า และสภาวะโลกร้อน

ยกตัวอย่างเช่น ไวรัสโควิด-19 แพร่มาสู่คนเป็นครั้งแรกเกิดในตลาดฮู่ฮั่น ประเทศจีน ตลาดที่มีการค้าขายสัตว์ป่าทั้งที่มีชีวิต และฆ่าชำแหละขายเป็นอาหาร ในปี 2562 โดยไม่เคยพบไวรัสชนิดนี้มาก่อนในมนุษย์ส่งผลให้ใน 3 ปีต่อมา มีผู้ติดเชื้อทั่วโลกแล้วกว่า 500 ล้านคน เสียชีวิตอีก 6.5 ล้านคน

โควิด-19 มีการกลายพันธุ์อย่างรวดเร็ว และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันกว่า 100 ตำแหน่งบนจีโนม (โอมิครอน สายพันธุ์ย่อย BA.2.75) เมื่อเทียบกับไวรัสดั้งเดิมจากตลาดอู่ฮั่น เมื่อ 3 ปีก่อน
ภาพประกอบข่าว “จีโนม” ไขความลับมนุษย์-เชื้อโรคกลายพันธุ์

 

วิวัฒนาการเชื้อไวรัส – การกลายพันธุ์

ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ กล่าวว่า เชื้อไวรัสจะพัฒนาการช้าบ้างเร็วบ้าง เช่น ฝีดาษลิง เมื่อก่อนมีการกลายพันธุ์ช้า คือ 200,000 กว่าตำแหน่ง จะกลายพันธุ์หนึ่งตำแหน่งทุก ๆ ปี

ขณะนี้กลายเป็น 1 ตำแหน่งทุก ๆ เดือน โดยเฉพาะตอนที่เขากระโจนมาสู่มนุษย์ในปี 2565 มีการกลายพันธุ์ไปจากเดิมประมาณ 50 ตำ แหน่ง ในขณะที่ ไวรัสซาร์ส-โควี-2 มีการกลายพันธุ์ไปแล้ว 100 กว่าตำแหน่ง

การระบาด หากอยู่ในสัตว์เดิมจะไม่ค่อยมีการกลายพันธุ์ แต่หากมีการกระโจนเข้ามาสู่สปีชีส์ใหม่ จะมีการพัฒนาตัวเองทำให้มีการกลายพันธุ์มากขึ้น

แต่หากถามน่ากังวลแค่ไหนหากมีการกลายพันธุ์เดือนละ 1 ตำแหน่ง ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ วิเคราะห์ว่า กรณีโควิด-19 การกลายพันธุ์ทำให้ภูมิคุ้มกันหรือวัคซีนที่ฉีด ซึ่งเคยได้ผลกลับใช้ไม่ได้ผล ก็ต้องมีวัคซีนรุ่นใหม่ออกมา แต่ไม่ได้หมายความว่าการกลายพันธุ์ไปมาก ๆ เช่น BA.2.75 กลายพันธุ์ไป 100 กว่าตำแหน่ง ก็ไม่ได้ทำให้การระบาด รวดเร็วหรือรุนแรงมาก

ภาพประกอบข่าว “จีโนม” ไขความลับมนุษย์-เชื้อโรคกลายพันธุ์

 

ส่วนกรณีการกลายพันธุ์ของไวรัสฝีดาษลิง พบว่ามีการกลายพันธุ์เพราะเกิดจากเอนไซม์ของมนุษย์ กระตุ้นให้กลายพันธุ์ เพื่อจะทำลายไวรัส ฝีดาษลิงที่ปรากฎอยู่ตอนนี้ คือผู้ที่เหลือรอดจากการทำลาย

ภาพประกอบข่าว “จีโนม” ไขความลับมนุษย์-เชื้อโรคกลายพันธุ์

 

โรคใหม่ที่ต้องจับตา

จากการประเมินด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันบ่งชี้ว่า มีไวรัสไม่น้อยกว่า 320,000 ชนิด ที่แพร่ติดต่ออยู่ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แต่ไวรัสที่พบติดต่อและก่อโรคในมนุษย์มีเพียง 219 ชนิด หรือเพียง ร้อยละ 0.06 เท่านั้น

นั้นหมายถึงยังมีไวรัสอีกมากจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่พร้อมจะแพร่ติดต่อข้ามมาสู่คนหากมีโอกาส เช่น ไวรัสที่เพิ่งก่อโรคอุบัติใหม่ในมนุษย์ "ไวรัสลางยาเฮนิปาห์" หรือ "ไวรัสเลย์วี" ที่คาดว่าแพร่มาจากสัตว์ฟันแทะ เลี้ยงลูกด้วยนม ขนาดเล็ก โดยพบผู้ติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์นี้ในประเทศจีนแล้วกว่า 35 คน

ซึ่งทีมนักวิจัยได้ใช้เทคนิค Metagenomic sequencing (mNGS) ในการตรวจกรองจนพบว่า ไวรัสเลย์วี มีรหัสพันธุกรรมคล้ายกับไวรัส Mojiang henipavirus ที่ถูกถอดรหัสพันธุกรรมท้้งจีโนมและแชร์ไว้บนฐานข้อมูลจีโนมโลก Genbank 

จากข้อมูลรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมของไวรัสโควิด- 19 ฝีดาษลิง และไวรัสเลย์วี ช่วยให้ศูนย์จีโนมฯ สามารถนำมาพัฒนาการตรวจรหัสพันธุกรรม 40 ตำแหน่ง ด้วยเทคโนโลยี "MassArray Genotyping" ใช้แยกสายพันธุ์ไวรัสก่อโรคอุบัติใหม่ ให้เสร็จใน 48 ชั่วโมง ด้วยต้นทุนใกล้เคียงกับ PCR แต่ต่ำกว่าการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม