"สินเชื่อทะเบียนรถ" พุ่ง ส่งผล"หนี้ครัวเรือน" อ่วม 16.2 ล้านล้าน

เศรษฐกิจ
4 มี.ค. 67
14:25
666
Logo Thai PBS
"สินเชื่อทะเบียนรถ" พุ่ง ส่งผล"หนี้ครัวเรือน" อ่วม 16.2 ล้านล้าน
อ่านให้ฟัง
00:00อ่านข่าวให้ฟังโดย Botnoi Voice เว็บแอปพลิเคชันสำหรับสร้างเสียงจากข้อความด้วย AI (Text to Speech)
อ่วม กู้สินเชื่อทะเบียนรถ พุ่งต่อเนื่อง กลุ่มเปราะบาง เจอปัญหาขาดสภาพคล่องหนัก สศช.ชี้ ภาพรวมปี 2566 หนี้ครัวเรือนไทย น่าห่วง Q3/66 กระฉูด 16.2 ล้านล้าน เสนอ 3 มาตรการด่วนเร่งแก้ไข

วันนี้ (4 มีค. 2567) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวถึง รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาสสี่ และภาพรวมปี 2566 ว่า สถานการณ์หนี้สินครัวเรือนไทย ไตรมาสสาม ปี 2566 ซึ่งเป็นตัวเลขล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า มีมูลค่ารวม 16.2 ล้านล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 3.3 แม้ว่าจะชะลอตัวลงจากไตรมาสเดียวกันปีก่อน แต่ก็ยังอยู่ในสัดส่วนที่สูง โดยมีสัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อ GDP อยู่ที่ร้อยละ 90.9

โดยพบว่า ครัวเรือนมีการชะลอการก่อหนี้ในเกือบทุกประเภทสินเชื่อ ยกเว้นสินเชื่อส่วนบุคคลยังคงขยายตัวต่อเนื่องเป็น จากร้อยละ 3.2 เป็นร้อยละ 3.5 จากไตรมาสที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการสภาพคล่องของครัวเรือนบางกลุ่ม ทั้งกลุ่มที่รายได้ยังไม่ฟื้นตัว มีเหตุฉุกเฉินและจำเป็นต้องใช้เงิน หรือนำไปจ่ายหนี้สินหรือรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิต เนื่องจากเป็นสินเชื่อที่เข้าถึงได้ง่าย

ขณะที่คุณภาพสินเชื่อ พบว่า ด้อยลงทุกประเภทสินเชื่อ ข้อมูลธนาคารพาณิชย์ ไตรมาส 3 ปี 2566 พบว่า ยอดคงค้างหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) มีมูลค่า 1.52 แสนล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 7.9 จากร้อยละ 2.7ในไตรมาสก่อน และคิดเป็นสัดส่วนต่อสินเชื่อรวมที่ร้อยละ 2.79 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.71 ในไตรมาสก่อน

“ครัวเรือนบางกลุ่มยังเผชิญปัญหาการขาดสภาพคล่อง คุณภาพสินเชื่อด้อยลงทุกประเภท โดยสัดส่วนหนี้เสียต่อสินเชื่อร่วมของที่อยู่อาศัยรวม ร้อยละ 3.24 และสินเชื่อบัตรเครดิต มีสัดส่วนหนี้เสียต่อสินเชื่อรวมร้อยละ3.34 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน เช่นเดียวกับสินเชื่อยานยนต์มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น จากร้อยละ 2.05 ของไตรมาสที่ผ่านมาร้อยละ เป็น 2.10”

เลขาธิการฯสศช. กล่าวต่ว่า หากพิจารณาหนี้ที่มีการค้างชำระ 1 - 3 เดือน (SMLs) พบว่าดส่วน SMLs ต่อสินเชื่อรวมทรงตัวอยู่ที่ 6.7% แต่หนี้ SMLs ของสินเชื่อยานยนต์ ยังคงอยู่ในระดับสูงและเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งสถานการณ์คุณภาพหนี้ยานยนต์ข้างต้นสอดคล้องกับข้อมูลสถิติการยึดรถยนต์ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในปี 2566 ที่เพิ่มขึ้นเป็น 25,000 - 30,000 คันต่อเดือน จากปี 2565 ที่อยู่ที่ประมาณ 20,000 คันต่อเดือน

ทั้งนี้ สศช. มีข้อเสนอแนะในประเด็นหนี้สินครัวเรือนที่ควรให้ความสำคัญ 3 เรื่อง ประกอบด้วย การเร่งติดตามผลของการบังคับใช้หลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ในการแก้ปัญหาหนี้สินครัวเรือน โดย Responsible Lending ที่เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2567 ทั้ง การช่วยเหลือลูกหนี้ด้วยการปรับปรุงโครงสร้างหนี้, ลูกหนี้เรื้อรังสามารถปิดจบหนี้ได้เร็วขึ้น และการคุ้มครองสิทธิลูกหนี้

“รัฐต้องควบคุมเนื้อหาโฆษณาให้ถูกต้องชัดเจนและไม่กระตุ้นให้ก่อหนี้เกินควร การเสนอขายผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับความต้องการใช้เงินของลูกหนี้ รวมถึงการให้ข้อมูลและคำเตือนสำคัญที่ลูกหนี้ควรรู้ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะช่วยแก้ปัญหาทั้งกลุ่มลูกหนี้เดิมและลูกหนี้ใหม่ แต่ยังต้องติดตามการเข้ารับความช่วยเหลือของกลุ่มลูกหนี้ที่มีปัญหาโดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นหนี้เรื้อรัง”

ประเด็นที่สอง การเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องของสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ สะท้อนให้เห็นถึงการขาดสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้น โดยภาพรวมสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้กำกับขยายตัวสูงถึงร้อยละ 15.6 ขยายตัวในระดับสูง ตั้งแต่ไตรมาสสอง ปี 2564 โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับประเภทที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน ซึ่งในไตรมาสสาม ปี 2566 ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 40.2

สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการขาดสภาพคล่องของครัวเรือนที่รุนแรงขึ้น เนื่องจากเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลที่อนุมัติเร็วและง่าย แต่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าสินเชื่อประเภทอื่น และมีแนวโน้มจะเป็นทางเลือกสุดท้ายในการกู้ยืมเพื่อเติมสภาพคล่อง

ในขณะที่หนี้เสียของสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับยังขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย โดยมีสัดส่วนต่อสินเชื่อรวมสูงถึงร้อยละ 4.0 เพิ่มขึ้น จากปลายปี 2564 ที่มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 2.4

และประเด็นสุดท้าย คือ การติดตามการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ที่ต้องติดตามความสามารถในการไกล่เกลี่ยหนี้นอกระบบ หรือเปลี่ยนหนี้นอกระบบให้เป็นหนี้ในระบบ ซึ่งอาจต้องผ่อนปรนเงื่อนไขการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) ที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดอุปสรรคการให้กู้ยืมกับกลุ่มลูกหนี้นอกระบบที่เป็นกลุ่มที่มีเครดิตไม่ดีนัก รวมทั้งต้องมีการติดตามความสามารถในการจ่ายหนี้ของลูกหนี้นอกระบบอย่างต่อเนื่อง

“ คือ การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระที่มีรายได้ไม่แน่นอนเพราะกลุ่มดังกล่าวยังเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ สาเหตุมาจากฐานะทางการเงิน หรือรายได้ไม่เพียงพอ ไม่มีความรู้ความเข้าใจ และผลิตภัณฑ์ไม่ตอบโจทย์ความต้องการ ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจก่อหนี้นอกระบบได้ในอนาคต”

 อ่านข่าวอื่นๆ:

เริ่ม 1 พ.ค. กดเงินสด-รูดบัตรร้านจดทะเบียน ตปท. เสียค่าธรรมเนียม 1%

เช็ก 35 ประเทศ คนไทยเดินทางไม่ต้องขอวีซา

จับตา"ราคาทองคำ"เฉียดบาทละ 3.8 หมื่นบาท ปลายไตรมาส 2

ข่าวที่เกี่ยวข้อง