เปิด 2 แนวทางคดีถอด "เศรษฐา" ศาลรัฐธรรมนูญชี้ชะตา 14 ส.ค.

การเมือง
13:43
จำนวนผู้ชม 9,207
เปิด 2 แนวทางคดีถอด "เศรษฐา" ศาลรัฐธรรมนูญชี้ชะตา 14 ส.ค.
จับตาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย คดีถอดถอนนายกรัฐมนตรี "เศรษฐา" กรณีตั้ง "พิชิต" นั่งรัฐมนตรี พร้อมเผย 2 แนวทางของคำวินิจฉัย

เป็นที่จับตาดูว่า พรุ่งนี้ (14 ส.ค.2567) ประเทศไทย จะมีอะไรให้ต้องลุ้นหรือไม่ กับ เส้นทางนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ของประเทศ นายเศรษฐา ทวีสิน กับคำร้องที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ความเป็นนายกฯ จะต้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวหรือไม่

จากกรณีประธานวุฒิสภาส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และนายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ (เรื่องพิจารณาที่ 17/2567)

สมาชิกวุฒิสภา จำนวน 40 คน ยื่นคำร้องต่อประธานวุฒิสภา (ผู้ร้อง) ว่านายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี (ผู้ถูกร้องที่ 1) ได้นำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ผู้ถูกร้องที่ 2) เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าผู้ถูกร้องที่ 2 ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ

ภาพประกอบข่าว เปิด 2 แนวทางคดีถอด

เนื่องจากผู้ถูกร้องที่ 2 เคยถูกศาลฎีกามีคำสั่ง จำคุกเป็นเวลาหกเดือน ในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล เป็นบุคคลที่กระทำการอันไม่ซื่อสัตย์สุจริตและมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ ผู้ร้องจึงส่งคำร้องเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งไม่รับคำร้องเฉพาะส่วนของผู้ถูกร้องที่ 2

ภาพประกอบข่าว เปิด 2 แนวทางคดีถอด

2 แนวทาง "รอด" กับ "ไม่รอด"

ซึ่งในรายละเอียดจะเกี่ยวกับขั้นตอน การยื่นคำร้อง ข้อกล่าวหาเรื่องคุณสมบัติรัฐมนตรี และลักษณะต้องห้ามความเป็นรัฐมนตรี และคำถาม ที่เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ทวีสิน ต้องสิ้นสุดลงหรือไม่

ขณะที่ ข้อเท็จจริง คือการกระทำ เจตนา และเหตุที่เกิดขึ้นจริง กรณีนายเศรษฐา แต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรี คือ "รู้หรือควรรู้อยู่แล้ว" ว่านายพิชิต ไม่ซื่อสัตย์สุจริต และฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง เข้าข่ายขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามเป็นรัฐมนตรีหรือไม่

ภาพประกอบข่าว เปิด 2 แนวทางคดีถอด

แนวทางที่คาดว่า  ไม่รอด หรือ ไม่ได้ไปต่อ หรือความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐาสิ้นสุดลง นอกจากการเลือกนายกฯคนใหม่ และ ครม. ชุดใหม่แล้ว ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 168 บัญญัติ ไม่ให้นายกรัฐมนตรีที่ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ด้วยเหตุขาดคุณสมบัติ และมีลักษณะต้องห้าม ทำหน้าที่ "รักษาการ" แต่ให้ ครม.รักษาการ ประชุมกัน แล้วเลือก ผู้ทำหน้าที่ นายกฯ รักษาการ

ภาพประกอบข่าว เปิด 2 แนวทางคดีถอด

ถ้าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ รอด หรือ ได้ไปต่อ ยังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป นอกจากเร่งแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ เดินหน้าโครงการ "ดิจิทัล-วอลเล็ต" และขับเคลื่อนนโยบายหลักๆ ของรัฐบาลแล้ว ภายในเดือนกันยายน หรือตุลาคมนี้ จะมีการปรับ ครม.เศรษฐา 1/2 เกิดขึ้น

แต่โจทย์ก็คือ ไม่ว่า นายกรัฐมนตรี จะเป็นอย่างไร ก็ยังมีเรื่องให้ต้องลุ้น คือ เศรษฐกิจ โดยเฉพาะกับ งบประมาณ 2568 ที่จะต้องใช้ทำดิจิทัลวอลเล็ต และ งบประมาณปกติ ที่จะต้องพิจารณาให้เสร็จทัน ก.ย. นี้

ภาพประกอบข่าว เปิด 2 แนวทางคดีถอด

ทั้งนี้ยังเป็นข้อสังเกตด้วยว่า ไม่สามารถเลื่อนลำดับให้นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำจากพรรคเพื่อไทย เข้ามาทำหน้าที่ เป็นผู้รักษาราชการแทน ได้

แม้ตามลำดับจะเป็นรองนายกฯ คนที่ 1 และมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ กับนายนายพิชัย ชุณหวชิร จากพรรคเดียวกัน เป็นลำดับ 2 และ 3

แต่ก็ยังมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ และนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค จากพรรคร่วมรัฐบาล เป็นรองนายกฯ ตามลำดับอีกด้วย

ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 41 กำหนดไว้ว่า ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีรองนายกรัฐมนตรีหลายคน ให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน

เศรษฐกิจไทยกระทบหรือไม่ หากนายกฯไม่ได้ไปต่อ?

แหล่งข่าวในภาคธุรกิจบางราย ให้น้ำหนักไปที่นายเศรษฐา มีโอกาสรอดสูง ขณะที่ รศ.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง มองว่า กรณีถอดถอนนายกฯ ไม่เหมือนกรณีของก้าวไกล 2 ประเด็น คือ ในทางกฎหมายที่นายกฯ สู้ได้ว่า ทำไปโดยสุจริต เชื่อว่าทำเช่นนั้นได้ กับ ในทางแรงกดดันทางการเมืองก็ไม่มากนัก แตกต่างจากกรณีของก้าวไกล จึงให้น้ำหนักไปที่โอกาสไปต่อมีมากกว่า

แต่การไปต่อของนายกฯ ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจจะไปได้สวย เพราะ ความไม่แน่ไม่นอนยังมีอยู่ เดินหน้างานต่อได้ จิตวิทยาทางเศรษฐกิจไม่สะดุด แต่จะสำเร็จแค่ไหน ที่ทำไว้ ไปโรดโชว์มา จะให้ผลเพียงใด อันนั้นต้องทำให้ชัด

และ ถ้าไม่ได้ไปต่อ ก็อาจจะทำให้ตลาดหุ้น การลงทุนโดยตรง ที่นายกฯไปเชื้อเชิญมาสะดุดลงบ้าง แบบ Wait n See แต่ในท้ายที่สุดความกังวลนี้ก็จะหายไปได้

นักวิชาการชี้ การเมืองคุณภาพต่ำลง ต้นตอเศรษฐกิจชะงัก

ในช่วง 10-20 ปีมานี้ การเมืองไทย ถูกยกให้เป็นความเสี่ยงอันดับ 1 สำหรับการลงทุนในไทย เรื่องที่ไม่คาดฝัน บางทีก็ไม่ไกลเกินที่จะเกิดขึ้น เป็นเรื่องที่เราควรจะมอง หรือ เข้าใจ หรือ หาทางออกอย่างไร

รศ.สมชาย บอกว่า ใช่ ที่ความเสี่ยงทางการเมือง ทำให้เศรษฐกิจร่อยหรอ ทุกๆ 10 ปี จีดีพี หายไป 1 เปอร์เซ็นต์ และ มากขึ้น ในช่วงหลัง ในขณะที่อาเซียนทำได้ดีกว่าเรา

แต่สิ่งที่การเมืองมีผลต่อเศรษฐกิจจริงๆ คือ เราขาดผู้นำ ที่มีวิสัยทัศน์ไปข้างหน้า ความเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ปัญหา เท่ากับ การเมืองที่เข้ามา มีคุณภาพต่ำลง

คุณภาพการเมืองต่ำลง ทำแต่นโยบายระยะสั้น แก้ปัญหาโครงสร้างไม่ตรงประเด็น เช่น กรณีสตาร์ตอัพ

เปลี่ยนแค่พรรค นโยบายไม่เปลี่ยน ไทยไม่มีพรรคซ้ายจัด ขวาจัด นโยบายก็เหมือนๆ กัน แต่เป็นการขยายตัวของกลุ่มผลประโยชน์ 

อ่านข่าว :

"เศรษฐา" ส่งเลขานายกรัฐมนตรีฟังคดีศาล รธน.14 ส.ค.

“ภูมิธรรม” หารือพรรคร่วม ภท.ขอโควตารองปธ.สภา

"อนุทิน" แย้มภูมิใจไทยส่ง​ "ภราดร" นั่งรอง ปธ.สภาฯ คนที่​ 1