ค้นหา
ทีวีออนไลน์
เว็บไซต์ในเครือ
เว็บไซต์บริการ

"เงินฌาปนกิจสงเคราะห์" ความหวังสุดท้ายหรือกับดักความเสี่ยงของผู้สูงวัย ?

สังคม
11:16
1,054
"เงินฌาปนกิจสงเคราะห์" ความหวังสุดท้ายหรือกับดักความเสี่ยงของผู้สูงวัย ?
อ่านให้ฟัง
17:12อ่านข่าวให้ฟังโดย Botnoi Voice เว็บแอปพลิเคชันสำหรับสร้างเสียงจากข้อความด้วย AI (Text to Speech)
"เงินฌาปนกิจสงเคราะห์" หลักประกันสุดท้ายของหลายครอบครัว กำลังเผชิญวิกฤตหนักจากสังคมสูงวัย ชวนเจาะลึกระบบฌาปนกิจในไทย ตั้งแต่กฎหมายจนถึงแนวทางป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ ท่ามกลางข่าวล่าสุดหลายสมาคมถูกยกเลิก สร้างความกังวลให้ผู้สูงอายุทั่วประเทศ

เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ ถือเป็นหนึ่งในรูปแบบสวัสดิการสังคมที่ชาวไทยคุ้นเคยมานาน โดยเฉพาะในหมู่ผู้สูงอายุและกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่หวังพึ่งพาเป็นหลักประกันสุดท้าย เพื่อไม่ให้ครอบครัวต้องแบกรับภาระค่าจัดการศพและสงเคราะห์ทายาท

ในช่วงปีที่ผ่านมา ระบบนี้กำลังเผชิญกับพายุลูกใหญ่ ทั้งจากปัญหาโครงสร้างสังคมสูงวัยที่ทำให้อัตราการเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้น การบริหารจัดการที่ขาดความโปร่งใส และกรณีฉ้อโกงที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง จนนำไปสู่การยกเลิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์หลายแห่ง สร้างความเดือดร้อนและความกังวลใจให้กับสมาชิกจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่ส่งเงินสะสมมานานหลายสิบปีด้วยความหวังว่าจะได้รับการคุ้มครองเมื่อถึงเวลาจำเป็น

สถานการณ์ปัจจุบันของกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์ในประเทศไทยกำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักหน่วงถึงความมั่นคงและความโปร่งใส โดยล่าสุดมีกรณีดรามาที่สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วประเทศ เมื่อมีการเผยแพร่เอกสารประกาศยกเลิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์หลายแห่งในหลายจังหวัด เช่น

  • สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา
  • สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ผู้ฝากเงินธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาศรีสะเกษ
  • สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ชมรมสาธารณสุขแห่งประเทศไทย อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ

ส่งผลให้สมาชิกจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่ส่งเงินสะสมมานานหลายสิบปี เกิดความกังวลว่าการลงทุนทั้งชีวิตจะสูญเปล่า และเงินที่ส่งไปจะไม่สามารถเบิกคืนได้ตามสิทธิที่ควรได้รับ ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงและหาทางออกเพื่อปกป้องสิทธิของประชาชน

สังคมสูงวัยทำกองทุนล่มสลาย ?

วิกฤตที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องการบริหารเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างจากสังคมสูงวัยที่กำลังกลายเป็นระเบิดเวลาของระบบนี้ ในประเทศไทย ซึ่งก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบแล้ว ประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจากกรมกิจการผู้สูงอายุระบุว่าปี พ.ศ.2569 มีผู้สูงอายุมากกว่า 12 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 18 ของประชากรทั้งหมด ทำให้อัตราการเสียชีวิตในกลุ่มสมาชิกฌาปนกิจสูงขึ้นตามธรรมชาติ

สมาชิกที่ยังมีชีวิตอยู่ ต้องส่งเงินสงเคราะห์บ่อยครั้งขึ้น จากเดิมอาจเดือนละครั้งกลายเป็นสัปดาห์ละหลายครั้ง จนหลายคนแบกรับภาระไม่ไหวและเลือกถอนตัวออกจากระบบ ประกอบกับการขาดคนรุ่นใหม่เข้ามาเติมเต็มสมาชิกภาพ เนื่องจากวัยหนุ่มสาวหันไปพึ่งประกันชีวิตภาคเอกชนที่มั่นคงกว่า หรือมองว่าการส่งเงินฌาปนกิจไม่คุ้มค่าในระยะยาว ทำให้กองทุนขาดสมดุล รายรับจากเงินสงเคราะห์ไม่พอจ่ายให้ทายาทผู้เสียชีวิต สุดท้ายนำไปสู่การค้างจ่ายและการปิดตัวของสมาคม

นอกจากปัญหาโครงสร้างสังคมสูงวัยแล้ว การบริหารจัดการที่ขาดความเป็นมืออาชีพและความโปร่งใสในระดับท้องถิ่นยังเป็นช่องว่างสำคัญที่เปิดโอกาสให้เกิดการทุจริตและยักยอกเงินกองทุนไปใช้ส่วนตัว โดยจากข้อมูลกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในปี พ.ศ.2569 พบว่ามีสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ทั่วประเทศกว่า 4,874 แห่ง แต่ยังดำเนินการอยู่จริงเพียง 3,839 แห่ง

โดยตั้งแต่เดือน เม.ย.2568 - ก.พ.2569 มีการยกเลิกสมาคมเพียง 10 แห่งเท่านั้น อาทิ สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ผู้ฝากเงินธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาศรีสะเกษ และสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา

สาเหตุหลักของการยกเลิกมาจากมติที่ประชุมใหญ่ของสมาคมเองที่เห็นว่าไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ เนื่องจากสมาชิกลาออกจำนวนมาก ขาดกรรมการบริหาร หรือมีพฤติการณ์ไม่สุจริต เช่น การค้างจ่ายเงินสงเคราะห์ผู้เสียชีวิตหรือการทุจริตเงินกองทุน ซึ่งนายทะเบียนท้องที่ (เช่น นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหรือนายกเทศมนตรี) มีอำนาจสั่งเลิกได้ตาม พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545

พ.ร.บ.ฌาปนกิจสงเคราะห์ 2545 กฎเหล็กป้องกันการฉ้อโกง

เพื่อทำความเข้าใจระบบฌาปนกิจสงเคราะห์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ย้อนดูความหมายและวัตถุประสงค์หลักตาม พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 ซึ่งกำหนดว่า การฌาปนกิจสงเคราะห์ หมายถึงกิจการที่บุคคลหลายคนตกลงเข้าร่วมกันเพื่อทำการสงเคราะห์ซึ่งกันและกันในการจัดการศพ หรือจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัวของสมาชิกที่ถึงแก่ความตาย โดยหัวใจสำคัญคือต้องไม่แสวงหากำไรหรือรายได้เพื่อนำมาแบ่งปันกัน ซึ่งแตกต่างจากประกันชีวิตหรือเงินออมที่เป็นการลงทุนเพื่อผลตอบแทนส่วนบุคคล

วัตถุประสงค์หลักของระบบนี้แบ่งเป็น 3 มิติสำคัญ ได้แก่

  1. การพึ่งพาตนเองและสร้างสวัสดิการชุมชน โดยให้สมาชิกในชุมชนหรือหน่วยงานช่วยเหลือกันเอง
  2. การบรรเทาภาระทางการเงินของทายาทในเรื่องค่าจัดการศพ ซึ่งในประเทศไทยค่าจัดงานศพเฉลี่ยอยู่ที่ 50,000-200,000 บาท ขึ้นอยู่กับพิธีกรรมและสถานที่
  3. การสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันผ่านเงินทำบุญรายศพที่รวมกันเป็นเงินก้อนใหญ่ โดยไม่ต้องพึ่งพาบริษัทเอกชนที่อาจมีเงื่อนไขซับซ้อนหรือเบี้ยประกันสูง

การจัดตั้งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 กรณีหลัก ตามหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อให้ครอบคลุมทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ

  1. ภาคเอกชนเรียกว่า สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สำหรับประชาชนทั่วไป ซึ่งต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลกับนายทะเบียนท้องที่ โดยในกรุงเทพมหานครยื่นที่สำนักงานเขต และในต่างจังหวัดยื่นที่เทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) โดยต้องมีผู้เริ่มก่อการไม่น้อยกว่าเจ็ดคน และต้องมีข้อบังคับที่ชัดเจนเกี่ยวกับการบริหารจัดการเงิน การเรียกเก็บเงินสงเคราะห์ และการจ่ายเงินให้ทายาท
  2. ภาครัฐเรียกว่า การฌาปนกิจสงเคราะห์ภาครัฐ ซึ่งดำเนินการโดยส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรวิชาชีพที่อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐ เพื่อเป็นสวัสดิการแก่เจ้าหน้าที่ในสังกัด เช่น การฌาปนกิจสงเคราะห์ของตำรวจ (กณ.ตร.) ทหาร (สสอท.) หรือครู (ช.พ.ค.) ซึ่งมีสมาชิกจำนวนมากและได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายเดียวกัน แต่มีการกำกับดูแลที่เข้มงวดกว่าเนื่องจากเกี่ยวข้องกับงบประมาณรัฐ

เมื่อสมัครเป็นสมาชิก ผู้สมัครต้องชำระค่าธรรมเนียมตามที่ระบุในข้อบังคับของสมาคม เช่น ค่าสมัครครั้งเดียว เงินค่าบำรุงรายปี และเงินสงเคราะห์ล่วงหน้าเพื่อสำรองไว้ใช้จ่ายเมื่อมีสมาชิกเสียชีวิต

หน้าที่หลักของสมาชิก คือ ต้องชำระเงินสงเคราะห์ทุกครั้งที่มีเพื่อนสมาชิกถึงแก่ความตาย โดยปกติเรียกเก็บศพละ 1 - 20 บาท ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ใน พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 ซึ่งอัตรานี้ถูกกำหนดเพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้โดยไม่เป็นภาระมากเกินไป

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ อัตรานี้อาจเพิ่มขึ้นตามจำนวนสมาชิกที่เสียชีวิตมากขึ้นในช่วงสังคมสูงวัย ทำให้สมาชิกที่ยังมีชีวิตอยู่บางคนรู้สึกว่าเป็นภาระหนัก และนำไปสู่การลาออกหรือการร้องเรียนต่อหน่วยงานกำกับดูแลอย่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

สิทธิประโยชน์ที่สมาชิกจะได้รับ คือ เมื่อสมาชิกเสียชีวิต ทายาทที่ระบุชื่อไว้จะได้รับเงิน 2 ส่วนหลัก ได้แก่

  1. เงินค่าจัดการศพ ซึ่งช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในการจัดพิธีกรรมและงานศพ
  2. เงินสงเคราะห์ครอบครัวที่เหลือ เพื่อช่วยเหลือทายาทให้สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้

โดยจำนวนเงินที่จะได้รับไม่แน่นอน เพราะขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกที่ยังมีชีวิตอยู่ในวันที่สมาชิกคนนั้นเสียชีวิต และอัตราเงินสงเคราะห์ที่เรียกเก็บได้จริง ซึ่งในกรณีสมาคมที่มีสมาชิกมาก เช่น สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ครู (ช.พ.ค.) อาจจ่ายเงินได้สูงถึงหลักแสนบาท แต่ในสมาคมขนาดเล็กที่สมาชิกลดลงเนื่องจากสังคมสูงวัย เงินที่ได้รับอาจน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ จนทำให้สมาชิกบางกลุ่มรู้สึกว่าคุ้มค่าไม่พอเมื่อเทียบกับเงินที่ส่งสะสมมา

กระบวนการจ่ายเงินและการหักค่าบริหารจัดการถูกกำหนดไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันการทุจริต โดย พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 อนุญาตให้สมาคมหักเงินจากเงินสงเคราะห์ที่เรียกเก็บได้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ โดยหากมีสมาชิกเกิน 10,000 คน จะหักได้ไม่เกินร้อยละ 4 ของเงินที่เรียกเก็บ

ตัวอย่างเช่น ในสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สกสค.) หรือ ช.พ.ค. เงินร้อยละ 4 นี้จะถูกแบ่งเป็นร้อยละ 20 เพื่อเก็บเป็นเงินทุนสำรองความมั่นคง และ ร้อยละ 80 เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและจัดสวัสดิการอื่น ๆ ให้สมาชิก อย่างไรก็ตาม ในกรณีสมาคมขนาดเล็กที่ขาดการกำกับดูแลที่ดี การหักเงินนี้บางครั้งถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เช่น การยักยอกไปใช้ส่วนตัว ซึ่งนำไปสู่คดีฉ้อโกงที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงปีหลัง ๆ

ความเสี่ยงเมื่อสมาคมฯ ต้องปิดตัว

ความเสี่ยงและการคุ้มครองทางกฎหมายเป็นประเด็นสำคัญที่สมาชิกต้องตระหนัก โดยหนึ่งในภัยร้ายที่มาพร้อมกับเงินฌาปนกิจคือ "การฉ้อโกง" ซึ่งมีกรณีศึกษาจากศาลฎีกาที่เคยสั่งจำคุกผู้ที่ร่วมกันชักชวนประชาชนให้สมัครสมาคมฌาปนกิจที่ไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมาย โดยหลอกลวงว่าจะได้รับเงินหลักแสนเมื่อเสียชีวิต แต่แท้จริงแล้วไม่มีเจตนาจะจ่ายเงินให้ ส่งผลให้ผู้เสียหายจำนวนมากสูญเงินสะสมไปโดยเปล่าประโยชน์

นอกจากนี้ ผู้สูงอายุยังมีความเสี่ยงสูงในการถูกละเมิดทางทรัพย์สินจากบุคคลในครอบครัวหรือคนดูแลที่หวังจะเอาเงินสวัสดิการส่วนนี้ไป เช่น การหลอกให้เซ็นเอกสารมอบอำนาจเพื่อเบิกเงินประกันชีวิตหรือเงินฌาปนกิจ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่คนเดียวหรือเจ็บป่วยซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุดต่อการถูกเอารัดเอาเปรียบ

ตามข้อมูลจากกระทรวง พม. ในปี พ.ศ.2569 พบว่ามีคดีเกี่ยวกับการฉ้อโกงเงินฌาปนกิจเพิ่มขึ้น โดยหลายคดีเกิดจากคณะกรรมการสมาคมที่ค้างจ่ายเงินสงเคราะห์ให้ทายาทผู้เสียชีวิต หรือนำเงินกองทุนไปใช้ส่วนตัว จนนำไปสู่การฟ้องร้องและการยกเลิกสมาคม

เมื่อสมาคมต้องปิดตัวลง ไม่ว่าจะจากมติที่ประชุมใหญ่หรือคำสั่งนายทะเบียน จะต้องมีการชำระบัญชีตามกฎหมาย โดยทรัพย์สินที่เหลือจากการชำระบัญชีแล้ว ห้ามนำมาแบ่งคืนให้สมาชิกโดยตรง แต่ต้องโอนไปให้สมาคมอื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการกุศลสาธารณะตามที่ระบุในข้อบังคับ หากไม่มีระบุไว้ ทรัพย์สินนั้นจะตกเป็นของแผ่นดิน

ซึ่งจุดนี้เป็นความเข้าใจผิดที่พบบ่อย โดยสมาชิกหลายคนคิดว่าเงินที่ส่งไปคือเงินออมที่สามารถเบิกคืนได้

แต่ตาม พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 มีเพียงเงินสงเคราะห์ล่วงหน้าเท่านั้นที่สมาชิกอาจมีสิทธิได้รับคืน หากเงินส่วนนั้นยังไม่ถูกนำไปจ่ายเป็นเงินสงเคราะห์ศพให้ผู้อื่น ซึ่งในกรณีสมาคมที่ถูกยกเลิกในปี พ.ศ.2569 เช่น สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ผู้ฝากเงิน ธ.ก.ส. สาขาศรีสะเกษ สมาชิกหลายรายร้องเรียนว่ายังไม่ได้เงินคืนแม้สมาคมยกเลิกมานานกว่า 2 ปี ส่งผลให้เกิดการรวมตัวเรียกร้องผ่านคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและสื่อมวลชน

แนวทางพัฒนาระบบฌาปนกิจเพื่อรอดพ้นวิกฤตสูงวัย

เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับระบบฌาปนกิจในอนาคต งานวิจัย รูปแบบและแนวทางการบริหารจัดการการดำเนินงานสวัสดิการ ด้านการฌาปนกิจสงเคราะห์ของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. โดย มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ ได้เสนอรูปแบบการบริหารจัดการใหม่ ๆ เช่น โมเดล FORMATS และ FUNERAL ซึ่งเน้น 7 หัวข้อสำคัญเพื่อปรับปรุงระบบ ได้แก่

  • Friendship ติดตามสมาชิกและทำให้การสมัครเป็นเรื่องง่ายผ่านระบบออนไลน์ เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่
  • Update ปรับข้อมูลให้ทันสมัยผ่านแอปพลิเคชัน หรือ SMS เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดความผิดพลาด
  • Necessary อธิบายเงื่อนไขที่สำคัญให้โปร่งใสและชัดเจนตั้งแต่แรก เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด
  • Event จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์เชิงรุกเพื่อขยายฐานสมาชิก
  • Renewal ปรับปรุงนโยบายเพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ โดยลดเพดานอายุการสมัครลงและเพิ่มสิทธิประโยชน์อื่น ๆ
  • Alternative ให้ทางเลือกอัตราการจ่ายเงินที่เหมาะสมกับรายได้ของสมาชิกแต่ละกลุ่ม เพื่อลดภาระ
  • Listening รับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากสมาชิกโดยตรงผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อปรับปรุงระบบให้ตอบโจทย์

นอกจากนี้ กระทรวง พม. ยังย้ำว่าการยกเลิกสมาคมบางแห่งไม่กระทบทั้งระบบ และแนะนำให้สมาชิกตรวจสอบสถานะสมาคมกับนายทะเบียนท้องที่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกงหรือการบริหารที่ไม่ดี

ที่มาข้อมูลเพิ่มเติม : กรมการปกครอง, รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง รูปแบบและแนวทางการบริหารจัดการการดำเนินงานสวัสดิการ ด้านการฌาปนกิจสงเคราะห์ของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค., พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545

อ่านข่าวอื่น :

พม.แจงเลิกฌาปนกิจสงเคราะห์ ขอคืนเงินไม่ได้ ต้องโอนให้สมาคมอื่น-ตกเป็นของแผ่นดิน

ตั้ง 3 ข้อหา ชายยิงรองนายก อบต.ในสระบุรี บาดเจ็บสาหัส

สู้ไม่ไหว "มอลลี่" กลับดาวหมา เจ้าของเตรียมรับร่าง - ตร.เร่งดำเนินคดี