เปิดต้นแบบญี่ปุ่น " Hometown tax" ภาษีบ้านเกิด ...กลไกพัฒนาท้องถิ่นอย่างตรงจุด ผู้จ่ายภาษีได้ของที่ระลึกจากชุมชนเป็นของขวัญ แทนคำขอบคุณ หลังกระทรวงการคลัง เตรียมศึกษา "ภาษีบ้านเกิด" โดยหักชำระคล้าย "บริจาคเงินให้พรรคการเมือง" เปิดทางให้ "ผู้มีเงินได้" เลือกจ่ายภาษีให้ "บ้านเกิดตัวเอง" กระจายความมั่งคั่งจากส่วนกลางออกสู่ภูมิภาค
ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร น้ำมัน ค่าครองชีพจะสูงแค่ไหน แต่ "การกลับบ้าน....เพราะครอบครัวรออยู่" คือเครื่องสะท้อนวัฒนธรรมครอบครัวไทยอย่างหนึ่ง
ภาพผู้คนมากกมาย เดินทางกลับภูมิลำเนา ในช่วงเทศกาลวันหยุดยาวต่างๆ จึงเป็นข้อเท็จจริงหนึ่ง ตอกย้ำถึง ประชากรวัยแรงงาน จากต่างจังหวัด ต้องเข้าเมืองใหญ่ ทำงานหาโอกาส หารายได้จุนเจือครอบครัว
สำนักงานสถิติแห่งชาติ รายงานจำนวนประชานกร กรุงเทพฯ ตามข้อมูลตามทะเบียนราษฎร ในปี 2566 ประมาณ 5.3 ล้านคน หากรวมประชากรแฝงแบบอาศัยจริง รวมกันมากกว่า 8 ล้านคน
กรุงเทพฯ ในฐานะเมืองหลวง จึงเป็นศูนย์กลางในการบริหารราชการแผ่นดิน รวมทั้ง กิจกรรมทางเศรษฐกิจ ธุรกิจ ห้างร้าน บริษัทข้ามชาติ จึงใช้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางตั้งสำนักงานใหญ่
การเติบโตทางเศรษฐกิจจากศูนย์กลางเช่นนี้ จึงถ่างให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มมากขึ้น
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กางนโยบายเศรษฐกิจ 4 ปี ภายใต้กลยุทธ์ 4T ได้แก่ Target , Transtion. Tranform และ Together เพื่อเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย เป็นรถคันใหม่ ผ่านวิกฤต และเปลี่ยนประเทศ
โดยเฉพาะ การดำเนินนโนบาย กระจายความมั่งคั่ง จากส่วนกลาง ออกสู่ภูมิภาคมากขึ้น ผ่านมาตรการภาษีใหม่ ที่มีชื่อว่า "ภาษีบ้านเกิด หรือ Hometown tax"
"ถ้าต้องจ่ายภาษีอยู่แล้ว เราก็ควรเลือกได้ ...ว่าอยากจ่ายให้ส่วนกลาง หรือ บ้านเกิดตัวเอง จะได้ช่วยกระจายเศรษฐกิจจากส่วนกลางออกไปยังภูมิภาค ลดความเหลื่อมล้ำ" นายเอกนิติกล่าว
ภาษีบ้านเกิด จึงไม่ใช่ การเก็บภาษีใหม่ เพิ่มเติม แต่เป็น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่มนุษย์เงินเดือนต้องจ่ายทุกปีอยู่แล้ว
"เอกนิติ" จึงสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ศึกษาแนวทาง ให้ผู้มีเงินได้ สามารถเลือกได้ว่า จะจ่ายภาษี ให้ส่วนกลาง หรือ เลือกจังหวัดบ้านเกิดตัวเอง คล้ายกับเวลาเลือกบริจาคเงินให้พรรคการเมือง ส่วนการเลือกชำระภาษีให้บ้านเกิด จะได้สิทธิลดหย่อนภาษี เหมือนบริจาคพรรคการเมืองหรือไม่ ...อยู่ระหว่างพิจารณา
นายพิทูร ชมสุข , นางสาว เพชรลักษณ์ และ นายจิรวัฒน์ ภู่งาม จากฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย เขียนบทความ เกี่ยวกับ Hometown tax โดยหยิบยกความสำเร็จของ "ญี่ปุ่น" ซึ่งเป็นต้นกำเนิดระบบชำระภาษีนี้ ซึ่งประกาศใช้ในสมัย นายชินโซะ อาเบะ เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2551 ในชื่อว่า ระบบภาษี Furasato Nozei หลังเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ ท้องถิ่นเก็บภาษีได้ลดลง ไม่สามารถจัดสาธารณะประโยชน์ได้อย่างเพียงพอ ขาดการพัฒนาระยะยาว กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินเช่นภัยพิบัติ เงินจากส่วนกลางอาจไม่ทันกาลกับความต้องการรับความช่วยเหลือ
ผู้มีเงินได้ สามารถแบ่งเงินได้ ไปจ่ายท้องถิ่น และรับของฝากของดีประจำท้องถิ่น ส่งถึงบ้าน เพื่อเป็นของสมมนาคุณทุกปี ในมูลค่าไม่เกิน 30% ของยอดบริจาค โดยระบบชำระภาษีนี้ ดำเนินการควบคู่กับ การปฏิรูป ระบบชำระภาษี ลด-ละ-เลิก แบบฟอร์ม สนับสนุนการคืนเงินภาษีแบบ One stop service ส่งผลให้ ยอดบริจาคเงินเข้าท้องถิ่น เพิ่มขึ้นจาก 2.4 พันล้านบาท ในปี 2551 เป็น 1.46 แสนล้านบาท ในปี 2562
ภาพตัวอย่าง การคำนวณภาษี และแบ่งภาษีเงินได้ประจำไป ไปชำระภาษีบ้านเกิดของญี่ปุ่น
Hometown tax ในญี่ปุ่น ไม่เพียงช่วยเพิ่มรายได้ท้องถิ่น แต่ยังสนับสนุนและฟื้นฟู ความเป็นสังคมสูงวัยอย่างตรงจุด โดยเมือง Tara-cho จังหวัด Saga ซึ่งคนท้องถิ่นส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ได้นำรายได้ภาษีนี้ ไปปรับปรุงพื้นที่เกษตร ที่ลาดชัน ให้เป็นที่ราบ เพื่อให้ผู้สูงอายุเก็บเกี่ยวผลผลิตสะดวกขึ้น อีกทั้งยังสนับสนุนทุนการศึกษาในท้องถิ่น
ที่มาภาพ : Kumamoto Utsawa Reborn Project
ขณะที่ เหตุอุทกภัยและดินถล่มฉับพลัน หลังแผ่นดินไหว ในปี 2562 เมือง Kamamoto สามารถใช้เงินที่ได้รับจาก Hometown tax จำนวน 570 ล้านเยน ช่วยผู้ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที เมื่อเทียบกับการขอรับจัดสรรจากส่วนกลาง ซึ่งขั้นตอนหลายชั้น และใช้เวลานาน เหตุการณ์ครั้งนั้น ผู้บริจาค ยังได้รับ เครื่องปั้นดินเผาเซรามิก ที่แตกสลายจากเหตุแผ่นดินไหว มาประกอบเป็นชามใหม่ ที่เชื่อมด้วยทองคำ ตามเทคนิควาจิมะ เป็นของขวัญสำหรับผู้บริจาค นี่คือตัวอย่างส่วนหนึ่งของวิธีบริหารจัดการภาษีนี้ของญี่ปุ่น
ทีมนักวิจัยจากธนาคารแห่งประเทศไทย จึงถอดบทเรียนประยุกต์ใช้กับประเทศไทย ในรูปแบบการสร้างแรงจูงใจให้คนอยากบริจาคเงินให้ท้องถิ่น ด้วยการให้ของสมมนาคุณ หรือ สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ ต่อยอดจากการรับบริจาคที่บางท้องถิ่นมีการระดมเงินผ่านกองทุนผ้าป่าฯ อยู่แล้ว
พร้อมกับยกตัวอย่าง ท้อถิ่นที่ประสบความสำเร็จ ในการระดมเงินบริจาค ไปแก้ปัญหาอย่างตรงจุด เช่น ที่เทศบาลตำบลท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเทศกาลระดมเงินผ่านกองทุนผ้าป่าฯ ไปสร้างบ้าน โรงเรือน และมอบอุปกรณ์ทำกิน เมล็ดพันธุ์ สำหรับครัวเรือนผู้ยากไร้ ดแคลนที่อยู่ จำนวน 64 ครัวเรือน ภายใต้โครงการ "กาฟสินธุ์แฮปปี้เนส โมเดล 2019 คนกาฬสินธุ์ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง"
และอีกตัวอย่างที่ อบต.หนองป่าครั่ง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่น้ำไฟปะปาไม่ทั่วถึง อบต.หนองป่าครั่ง จึงระดมเงินบริจาคจากชาวบ้านในพื้นที่ พร้อมกับตั้งคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิต จากจิตอาสา ร่วมกับท้องถิ่นและชาวบ้าน วางแผนพัฒนาชุมชน จัดหารถรับส่งนักเรียน จัดสร้างศูนย์เจริญวัยเด็กเล็กและสร้าง โรงพยาบาลด้วยตัวเอง ถือเป็นตัวอย่างการมีส่วนร่วมพัฒนา สร้างความเข้มแข็ง และจัดสวัสดิการดูแลประชาชนได้อย่างตรจุด
ทีมนักวิจัยจากแบงก์ชาติ ระบุอีกว่า หากรัฐบาล จะผลักดันแนวคิดการเก็บภาษี Hometown tax อาจต้องปรับให้สอดคล้องกับบริบท และวัฒนธรรม ภายใต้หลัก โปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่สร้างภาระ
ทั้งนี้ หากรัฐบาล ดำเนินนโยบายในรูปแบบคล้ายการรับเงินบริจาคให้ชุมชน แบบญี่ปุ่น ควรเริ่มจากการทดลองใช้ในขอบเขตจำกัด หรือ sandbox ในจังหวัดที่มีรายได้ต่อหัวน้อย 10 อันดับแรก เพื่อให้ติดตามประสิทธิภาพนโยบายอย่างใกล้ชิด หรือ ประยุกต์ใช้ระบบ e-Donation เชื่อมโครงข่ายด้านระบบชำระเงินระหว่างผู้บริจาค ผู้รับบริจาค และภาครัฐ
กรณีต้องการออกแบบนโยบายให้มีการมอบของสมมาคุณ แก่ผู้บริจาค ก็ควรกำหนดสัดส่วนมูลค่าของต่อเงินบริจาค เหมือนญี่ปุ่น หรือ ให้ส่วนลดค่าที่พัก หากมาเที่ยวจังหวัดนั้นๆ พร้อมเสนอต่อยอดสนับสนุนธุรกิจสมัยใหม่ เช่น ระบบติดตามรถสาธารณะในท้องถิ่น เป็นต้น ปัจจุบัน ไม่เพียงญี่ปุ่นที่มีภาษีนี้ ยังมี สหรัฐฯ ,สหราชอาณาจักร และ เกาหลีใต้ ที่กำลังศึกษาภาษีนี้เช่นกัน และมีแนวโน้มประสบความสำเร็จ สะท้อนจากยอดบริจาคและโครงการสาธารณะประโยชน์ในท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้น
ขณะที่ ประเทศไทย มีผู้ยื่นแบบแสดงเงินได้เสียภาษี ประมาณ 11 ล้านคน ในจำนวนนี้ เสียภาษีเพิ่มเติม หลังหักลดหย่อนฯ ประมาณ 4 ล้านคน ส่วนที่เหลือ คือ ผู้ใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษี แล้วชำระเกิน ซึ่งเลือกได้ว่า จะรับเงินคืนภาษี หรือ ไม่รับเงินคืนก็ได้
หากรัฐบาล ออกแบบระบบการชำระภาษีบ้านเกิด ให้ชำระได้ง่าย ถึงตรงวัตถุประสงค์ และตรวจสอบการใช้เงินได้อย่างโปร่งใส ก็เชื่อว่า "คนไกลบ้าน" ย่อมอยาก "จ่ายภาษี" เพื่อถิ่นฐานบ้านเกิดที่พ่อแม่ผู้ย่าตายายตัวเองอาศัยอยู่
ชนสร ตั้งพาณิชย์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส ข่าวเศรษฐกิจ
