วันนี้ (20 เม.ย.2569) นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการเตรียมความพร้อมด้านข้อกฎหมายของรัฐบาล เพื่อหาแหล่งเงินทุนมารองรับวิกฤตเศรษฐกิจ ว่า เบื้องต้นเตรียมการพิจารณาข้อกฎหมายแล้วว่า หากมีความจำเป็นต้องกู้เงิน จะสามารถดำเนินการได้อย่างไรบ้าง โดยการออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินนั้น สามารถทำได้ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉิน เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะออก พ.ร.ก.กู้เงินได้ รัฐบาลจะต้องดำเนินการตามกฎหมายว่า ด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐเสียก่อน โดยเฉพาะการขยายเพดานหนี้สาธารณะของประเทศขึ้นไปรองรับ เนื่องจากในขณะนี้สถานการณ์ทางการคลังของประเทศค่อนข้างตึงตัว และใกล้จะชนเพดานหนี้แล้ว ซึ่งในอดีตก็เคยมีการดำเนินการขยายเพดานหนี้ในลักษณะนี้มาแล้ว เมื่อครั้งวิกฤตโควิด-19 โดยวงเงินกู้ในครั้งนี้คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 500,000 ล้านบาท แต่ขณะนี้ยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนว่า จะขยายเพดานหนี้สาธารณะไปเป็นเท่าใด
ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า จะขยายเป็น 75% หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ยังไม่แน่ใจ หากขยายมากเกินไป อาจจะไม่ค่อยดี ปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ที่ระดับเกือบ 67% และยืนยันว่าการขยายเพดานหนี้ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับการตั้งกรอบวงเงินกู้ 500,000 ล้านบาท
การขออนุมัติกู้เงินจะเป็นลักษณะของการตั้งกรอบวงเงินกู้ไว้ สมมติว่าตั้งไว้ 500,000 ล้านบาท เวลาไปกู้จริงอาจจะไม่ถึงกรอบที่ตั้งไว้ก็ได้ แต่เวลาขยายวงเงินก็ต้องขยายตามวงเงินกู้ให้สอดคล้องกัน และหลังจากออก พ.ร.ก.เรียบร้อยแล้ว ก็จะต้องนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ในโอกาสแรกที่สามารถทำได้
นายปกรณ์ กล่าวต่อว่า นอกจากแนวทางการออก พ.ร.ก.กู้เงินแล้ว รัฐบาลยังมีอีกหนึ่งช่องทาง คือการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 โดยจะเป็นการรวบรวมเงินงบประมาณในส่วนที่ยังไม่ได้เบิกจ่าย หรือยังไม่ได้ผูกพันสัญญาในโครงการต่าง ๆ นำมารวมกันเพื่อใช้ประโยชน์ก่อน ซึ่งขั้นตอนนี้น่าจะใช้เวลามากกว่า เนื่องจากต้องทำเป็น พ.ร.บ. และต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ รวมไปถึงอาจจะต้องพิจารณาตรวจสอบ “เงินนอกงบประมาณ” ว่าปัจจุบันมีเหลืออยู่เท่าใด และจะสามารถดึงมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สาเหตุความจำเป็นที่รัฐบาลต้องเตรียมการกู้เงิน เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันถือว่าไม่ปกติอย่างมาก และเงินที่อยู่ในคลังก็ค่อนข้างน้อย รัฐบาลจึงต้องเตรียมเงินทุนเพื่อนำมาฟื้นฟูเศรษฐกิจจากภาวะวิกฤตพลังงานที่กำลังเกิดขึ้น
รวมถึงต้องเตรียมการรองรับวิกฤตการณ์อื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นและไม่สามารถคาดเดาได้ เช่น ปัญหาซูเปอร์เอลนีโญในปีนี้ ที่แม้ฝนอาจจะไม่ตก แต่จะเกิดภัยแล้งและส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรอย่างหนัก นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของสถานการณ์สงครามที่ผันผวน และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ที่อาจต้องเปลี่ยนจากการใช้ก๊าซไปใช้น้ำมันหรือลิกไนต์แทน
เมื่อกู้เงินมาแล้ว ซึ่งถือเป็นหนี้สาธารณะของทุกคน รัฐบาลจะต้องวางแผนการใช้จ่ายเงินให้พุ่งเป้าและตรงประเด็นมากที่สุด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อว่าทางกระทรวงการคลังเตรียมพร้อมล่วงหน้าแล้วว่า จะนำเงินไปใช้ผลักดันผ่านโครงการใดบ้าง เพราะคงไม่มีใครกู้เงินมาเปล่า ๆ โดยที่ยังไม่ได้คิดแผนรองรับ
ส่วนของปัญหากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่แบกรับภาระหนี้จากการอุดหนุนราคาพลังงานนั้น รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ชี้แจงว่า "กองทุนน้ำมันฯ มีสถานะเป็นเพียงเครื่องมือรักษาเสถียรภาพ เพื่อรองรับแรงเหวี่ยงของราคาในระยะเวลาชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งเดิมทีกำหนดกรอบวงเงินไว้เพียงหลักหมื่นล้านบาท การที่รัฐบาลนำเงินกองทุนฯ ไปใช้อุ้มราคาพลังงานเป็นเวลานานจนเกิดหนี้บานเบอะหลักแสนล้านบาท ถือเป็นเรื่องที่ผิดวัตถุประสงค์ของกองทุนฯ อย่างยิ่ง"
การที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ เป็นการส่งสัญญาณเตือนประชาชนแล้วว่า ขณะนี้สถานการณ์ไม่ปกติ สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งคือทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน จะต้องปรับตัวรับมือกับสถานการณ์
อ่านข่าว :
"นายกฯ" มอบนโยบายงบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน เน้นลงทุนรับวิกฤตโลก-ดัน EV
"ยศชนัน" พร้อมดึงงบฯ ทำห้องปลอดฝุ่น ยัน อว.หนุนทุกมิติแก้ปัญหา
"ประเสริฐ" ถกปอเนาะ-ตาดีกา 29 เม.ย.หารือแนวทางทำงานร่วมกันในอนาคต
