3 มี.ค. 69 นอกจากจะเป็น “วันมาฆบูชา” แล้ว ยังเกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาอีกด้วย โดยเริ่มตั้งแต่เวลาประมาณ 15:44 - 21:23 น. (ตามเวลาประเทศไทย ณ กรุงเทพมหานคร) ส่วน “จันทรุปราคาเต็มดวง” เวลา 18:04 - 19:02 น. ชมได้ด้วยตาเปล่าทั่วไทย

สำหรับ ปรากฏการณ์ “จันทรุปราคาเต็มดวง” เกิดขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์เรียงตัวกันตามลำดับ เมื่อการเรียงตัวนี้แม่นยำ เงาของโลกจะตกกระทบดวงจันทร์ บดบังแสงอาทิตย์โดยตรง เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นทุกเดือน เพราะวงโคจรของดวงจันทร์เอียงทำมุมกับระนาบของโลกและดวงอาทิตย์ ดังนั้นในแต่ละเดือนส่วนใหญ่ ดวงจันทร์จะอยู่เหนือหรือใต้จุด (เรียกว่าจุดตัดวงโคจร) ที่อาจเกิดจันทรุปราคาได้
โดยการเกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคา จะสามารถมองเห็นได้ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลก ผู้สังเกตการณ์ที่อยู่ทั่วทวีปอเมริกาเหนือและใต้ เอเชีย และออสเตรเลีย รวมถึงบริเวณอาร์กติกและแอนตาร์กติกา สามารถมองเห็นปรากฏการณ์นี้ได้อย่างน้อยบางส่วน หากท้องฟ้าแจ่มใส

ทั้งนี้ การเกิดจันทรุปราคาแบ่งออกเป็นหลายระยะ แต่ละระยะกำหนดโดยช่วงเวลาที่เงาของโลกสัมผัสกับดวงจันทร์ โดยเงาของโลกมีองค์ประกอบหลักสองส่วน คือ เงาจาง (penumbra) ซึ่งเป็นส่วนนอกที่จางกว่าและเกิดจากการที่โลกบดบังแสงอาทิตย์บางส่วน และเงามืด (umbra) ซึ่งเป็นส่วนตรงกลางที่มืดกว่าและเกิดจากการที่โลกบดบังแสงอาทิตย์โดยตรงอย่างสมบูรณ์ และจะเริ่มมองเห็นดวงจันทร์เว้าแหว่งอีกครั้งหนึ่งเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนที่ออกจากเงามืดของโลก ที่คนไทยสมัยโบราณเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ราหูอมจันทร์” นั่นเอง
ประเด็นที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ “สีแดง” ที่เกิดขึ้นอาจแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละครั้งที่เกิดจันทรุปราคา โดยปัจจัยหลักที่มีผลต่อ “สี” ก็คือปริมาณฝุ่นและเมฆในชั้นบรรยากาศของโลกในขณะที่เกิดจันทรุปราคา ตัวอย่างเช่น การปะทุของภูเขาไฟสามารถปล่อยละอองลอยจำนวนมากเข้าสู่ชั้นสตราโตสเฟียร์ เหตุการณ์เช่นนี้จะนำไปสู่จันทรุปราคาที่มีสีเข้มเป็นพิเศษหรือสีแดงจัด
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
แหล่งข้อมูลอ้างอิง : astronomy
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech









