การใช้เครื่องมือ AI เชิงสร้างสรรค์แพร่หลายอย่างรวดเร็ว สำหรับหลายๆ คน เครื่องมือเหล่านี้อาจให้ความบันเทิง ให้ข้อมูล และเป็นประโยชน์ อย่างไรก็ตาม ก็มีด้านมืดอยู่ด้วยเช่นกัน แม้ปัจจุบัน AI ยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าก่อให้เกิดการเสพติด เนื่องจากหลักฐานทางการแพทย์ยังอยู่ในระหว่างการรวบรวม แต่มีข้อมูลจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่าการใช้งานแชตบอตและระบบอื่น ๆ ที่สร้างข้อความ รูปภาพ และวิดีโออย่างหนักหน่วง นำไปสู่รูปแบบทางประสาทและพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเสพติด
การเสพติด AI คืออะไร?
การเสพติด AI เป็นปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่าคล้ายคลึงกับการเสพติดเทคโนโลยีประเภทอื่น ๆ เช่น การติดเกม และการเสพติดสื่อสังคมออนไลน์ ที่ผู้คนใช้ AI มากจนเริ่มส่งผลเสียต่อชีวิตประจำวัน
ความแตกต่างหลักระหว่างการเสพติด AI กับการเสพติดอินเทอร์เน็ตประเภทอื่น คือ การเสพติดเกมและการเสพติดโซเชียลมีเดียเป็นตัวอย่างของการบริโภคเนื้อหาจากภายนอก ในขณะที่ AI เป็นส่วนขยายความคิดสร้างสรรค์ของเราเอง โดยตัวอย่างที่ถูกพูดถึงกันมาก ได้แก่ การพึ่งพาทางอารมณ์กับแชตบอต การมีปฏิสัมพันธ์กับแชตบอตอย่างหมกมุ่น จนสูญเสียคนรู้จัก และเพื่อนฝูงในโลกแห่งความเป็นจริง
ผู้คนใช้ AI เพื่อแสดงออกถึงตัวตน กระตุ้นความคิด และหาเพื่อน โดยตั้งคำถามและสนทนากับแชตบอตเหล่านี้ ขณะที่แชตบอตก็จะใช้ประโยชน์จากอารมณ์ของผู้ใช้ เพื่อสร้างคำตอบที่ดึงดูดให้ใช้งานต่อไป นี่คือการมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้น ที่อาจกลายเป็นสิ่งเสพติดจนถึงขั้นทำให้ผู้คนติดได้ แม้ว่าสุขภาพจิตจะแย่ลงก็ตาม
ผู้คนมักหมกมุ่นอยู่กับการโต้ตอบกับแชตบอต AI จนเกิดภาวะถอนตัวทางอารมณ์เมื่ออยู่ห่างจาก AI และต้องพึ่งพาเอไอในการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม วัยรุ่นและเยาวชนมีความเสี่ยงเป็นพิเศษต่อการเสพติด AI เนื่องจากสามารถผูกพัน และมีส่วนร่วมกับแชตบอต หรือเพื่อน AI มากจนก่อให้เกิดอันตรายทางจิตใจได้
นอกจากนี้ ยังมีข้อพิสูจน์ก็คือ ความพ่ายแพ้ทางกฎหมายครั้งล่าสุดของ Meta และ YouTube ในคดีสำคัญเกี่ยวกับการเสพติดสื่อสังคมออนไลน์ จึงอาจเวลาแล้วที่ต้องเริ่มมองถึงปัญหานี้อย่างจริงจัง และหาทางจัดการก่อนที่จะส่งผลเสียกับผู้คนมากกว่านี้
สัญญาณการเสพติด AI
AI ถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดให้ผู้ใช้ติดใจ และการโต้ตอบอย่างต่อเนื่องนี้อาจกลายเป็นสิ่งเสพติด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีองค์ประกอบทางอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะแชตบอตสามารถทำให้ผู้คนรู้สึกได้รับการชื่นชมและเป็นที่รัก
ปฏิกิริยาทางอารมณ์เหล่านี้กระตุ้นการหลั่งสารโดปามีนในสมอง และเช่นเดียวกับการเสพติด อื่น ๆ วงจรการให้รางวัลและสารเคมีที่ทำให้รู้สึกดีนี้ จะผลักดันให้ผู้ใช้ต้องการมีส่วนร่วมมากขึ้น แม้ว่าผู้คนจะใช้แชตบอต AI เพียงเพื่อหาข้อมูล แต่ก็อาจหลงใหลในแชตบอตเหล่านั้นได้ง่าย ๆ เนื่องจากการโต้ตอบที่น่าดึงดูดและสมจริง
อาการที่เกี่ยวข้องกับการเสพติด AI
- ใช้ AI ในการตรวจสอบความถูกต้องของความชอบ และความต้องการส่วนบุคคลของตัวเอง
- ปรึกษา AI เกี่ยวกับสิ่งที่จะกิน สวมใส่ ซื้อ ดู ฯลฯ
- ชอบสนทนากับแชตบอตมากกว่าการพูดคุยกับมนุษย์จริง ๆ
- ถามคำถามแบบสุ่มและตรวจสอบ AI ตลอดทั้งวันเพื่อรักษาปฏิสัมพันธ์
- ความวิตกกังวล ความหงุดหงิด หรือความคับข้องใจเมื่อไม่สามารถเข้าถึง AI ได้
- ละเลยความรับผิดชอบในชีวิตจริงเนื่องจากใช้เวลามากเกินไปกับการใช้ AI
- การตัดสินใจทำได้ยากหากปราศจากความช่วยเหลือจาก AI
- ไม่สามารถเขียนอีเมลหรือบันทึกข้อความได้หากไม่ใช้เครื่องมือ AI เช่น ChatGPT
- อาการปวดหัว ปวดตา และอ่อนเพลียจากการใช้หน้าจอและปัญญาประดิษฐ์มากเกินไป
- การปลีกตัวออกจากเพื่อนและครอบครัว
- ผลการเรียนหรือการทำงานลดลง
- ไม่สามารถจำกัดเวลาที่ใช้กับ AI ได้
- สูญเสียความสนใจและงานอดิเรก
- พฤติกรรมการนอนหลับที่ไม่ดี อันเนื่องมาจากการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และการมีปฏิสัมพันธ์กับ AI อย่างต่อเนื่อง
ประเภทการเสพติด AI
การเสพติด AI ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการมีเพื่อนผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งรวมถึงแชตบอต เพื่อน AI และสื่อลามก AI
แชตบอต
แชตบอตเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้คนสามารถโต้ตอบกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้โดยการถามคำถามและสนทนากับแชตบอตต่าง ๆ เช่น Character.AI, ChatGPT, Claude, Gemini, Meta AI, Microsoft Copilot, Perplexity และ Replika ผู้คนมักใช้แชตบอตเพื่อแก้ปัญหา ขอคำแนะนำ หรือสร้างเนื้อหา จากการศึกษาพบว่า ผู้คนยังใช้แชตบอตเพื่อเป็นเพื่อนและแม้กระทั่งเพื่อความสัมพันธ์โรแมนติกอีกด้วย
มีการศึกษาหลายชิ้นที่ตรวจสอบการเสพติดแชตบอต งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าแชตบอตใช้สัญญาณที่คาดการณ์ถึงรางวัล ซึ่งกระตุ้นวงจรการให้รางวัลโดปามีนในสมอง ทำให้ผู้ใช้ต้องการมีส่วนร่วมมากขึ้น โดยการใช้ถ้อยคำที่เห็นอกเห็นใจและเห็นด้วย แชตบอตจะ “จดจำ” บทสนทนาก่อนหน้าและใช้ข้อมูลนี้ เพื่อถามคำถามเพิ่มเติมและตรวจสอบความเป็นอยู่ของบุคคลนั้น สร้างความสัมพันธ์ทางสังคมที่อาจนำไปสู่พฤติกรรมที่บีบคั้นและการเสพติด กลไกการเสพติดอื่น ๆ ที่แชตบอตใช้ ได้แก่ การให้การยอมรับ และการเห็นด้วยกับผู้ใช้มากเกินไป แม้ว่าข้อมูลที่ให้มาจะไม่ถูกต้องก็ตาม
เพื่อน AI
เพื่อน AI คือแชตบอตและอวตารดิจิทัลที่ให้ความช่วยเหลือ ให้กำลังใจทางอารมณ์ หรือให้ความสบายใจแก่ทุกคนที่สนใจพูดคุย พวกมันพร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง มีเสียงเหมือนมนุษย์ มีความเห็นอกเห็นใจ ให้คำแนะนำ ถามคำถามที่น่าสนใจ และแม้กระทั่งพูดคำว่า “ฉันรักคุณ” จากการศึกษาพบว่า ผู้คนมักรู้สึกเหมือน “สูญเสียเพื่อนที่ดีที่สุด” หรือ “คนรักในชีวิต” เมื่อแชตบอต AI หายไปหรือถูกปิดใช้งาน
อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลมากมายเกี่ยวกับผู้ช่วยอัจฉริยะ (AI) เนื่องจากไม่มีการควบคุม และอาจสนับสนุนการกระทำที่เป็นอันตรายโดยไม่ตั้งใจ เช่น การสนับสนุนบุคคลในการกระทำที่ก้าวร้าวและทำร้ายตัวเอง
AI ลามก
สื่อลามกที่สร้างโดย AI หรือสื่อลามกสังเคราะห์ที่สร้างโดย AI คือสื่อลามกที่สร้างขึ้นตามสั่ง ซึ่งอนุญาตให้ผู้ใช้สร้างเนื้อหาทางเพศสังเคราะห์ใด ๆ ก็ได้ตามที่ต้องการ สื่อลามกที่สร้างโดย AI ได้เปลี่ยนมุมมองของผู้คนที่มีต่อเนื้อหาทางเพศออนไลน์ และไม่เพียงแต่เป็นอันตรายสำหรับผู้ที่กำลังต่อสู้กับการเสพติดสื่อลามก หรือการเสพติดทางเพศอยู่แล้วเท่านั้น แต่ยังอาจสร้างพฤติกรรมบีบคั้นที่ไม่ดีต่อสุขภาพในผู้ใช้ใหม่ ที่ไม่เคยมีส่วนร่วมกับสื่อลามกมาก่อนอีกด้วย
ผลกระทบการเสพติด AI
การเสพติด AI อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตและความสัมพันธ์ทางสังคมของผู้ใช้ ผู้ใช้จะหลงใหลในแชตบอตและเพื่อนเสมือนจริง จนถึงขั้นที่ความรู้สึกเกี่ยวกับความเป็นจริงเริ่มพร่าเลือนไปกับจินตนาการ ซึ่งอาจก่อให้เกิดหลายอย่างเช่น
- รูปแบบความผูกพันที่ไม่ดีต่อสุขภาพ
- การพึ่งพาทางจิตใจ
- ความบกพร่องของกระบวนการคิด เช่น การตัดสินใจ
- มีการเพิ่มขึ้นของเหตุการณ์วิกฤตทางจิตอย่างรุนแรง เช่นความคิดและพฤติกรรมฆ่าตัวตาย
- ความนับถือตนเองต่ำ
- การแยกตัว
- ความรู้สึกผิดเพี้ยนของความเป็นจริง
- อาการหลงผิดและภาพหลอน
ใครบ้างที่เสี่ยงเสพติด AI?
กลุ่มเสี่ยงที่มีความเสี่ยงต่อการเสพติด AI ได้แก่ วัยรุ่น เยาวชน และผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต
วัยรุ่นและเยาวชน
เด็ก ๆ ยังอยู่ในช่วงพัฒนาการที่สำคัญ และแชตบอตสามารถใช้ประโยชน์จากจุดนี้ได้โดยการสร้างความรู้สึกเป็นเพื่อนที่ไม่เป็นความจริง ซึ่งอาจทำให้เด็ก ๆ ใช้ AI เป็นที่ระบายอารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเด็ก ๆ รู้สึกถูกรังแกหรือถูกกีดกัน
เด็ก ๆ อาจมอง AI เป็นเพื่อนร่วมสังคมมากกว่าเป็นเครื่องมือ เด็ก ๆ มักแยกแยะความจริงออกจากจินตนาการได้ยาก และแชตบอตไม่ได้ขอความช่วยเหลือทางอารมณ์หรือคำถามยาก ๆ ที่มักเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ในชีวิตจริง แต่กลับให้ความรู้สึกมิตรภาพจอมปลอมอย่างต่อเนื่อง โดยการเห็นด้วยกับผู้ใช้และให้กำลังใจในเชิงบวกโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใด ๆ เด็กที่ถูกรังแกที่โรงเรียน เด็กที่รู้สึกเหงา หรือเด็กที่มีภาวะออทิสติกมีความเสี่ยงเป็นพิเศษที่จะติด AI
แชตบอตสามารถสร้างความไว้วางใจให้กับผู้ใช้ที่เป็นวัยรุ่น และอาจให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือเป็นอันตรายได้ วัยรุ่นมีความเสี่ยงที่จะมีพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น และควบคุมอารมณ์ได้ไม่ดี เนื่องจากสมองส่วนหน้ายังพัฒนาไม่เต็มที่ ดังนั้น หากแชตบอต AI แนะนำให้ทำสิ่งที่เป็นอันตราย วัยรุ่นอาจทำตาม เพราะได้สร้างความผูกพันทางอารมณ์ขึ้นแล้ว มีรายงานกรณีที่น่าเป็นห่วงเกี่ยวกับการใช้ AI มากเกินไปในกลุ่มวัยรุ่นเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
ผู้ที่กำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิต
บุคคลที่มีปัญหาสุขภาพจิต เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวลและความผิดปกติในการผูกพัน มีความเสี่ยงสูงที่จะติดปัญญาประดิษฐ์ (AI) เนื่องจากอาจใช้แชตบอตเพื่อช่วยรับมือกับความเหงา และใช้ AI เป็นนักบำบัดเพื่อช่วยจัดการกับปัญหาสุขภาพจิตของตัวเอง
บทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Mental Health and Clinical Psychology พบว่า “บุคคลที่เปราะบางจำนวนมากรายงานว่ากำลังมองหาเพื่อนเสมือนจริง (AI) โดย 12% หันมาใช้แอปฯ เหล่านี้ เพื่อรับมือกับความเหงาโดยเฉพาะ และ 14% ใช้เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตส่วนตัว” นอกจากนี้ บทความยังเน้นย้ำว่า เนื่องจากบุคคลเหล่านี้มีอิสระในการตัดสินใจลดลงอยู่แล้ว บุคคลที่มีปัญหาสุขภาพจิตจึงมีความเสี่ยงเป็นพิเศษที่จะถูกเทคโนโลยีเหล่านี้เอาเปรียบ
แชตบอต AI ส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตหรือไม่?
แม้ว่าการวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบโดยตรงของแชตบอต AI ต่อสุขภาพจิตยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น แต่การศึกษาล่าสุดแสดงให้เห็นว่าแชตบอต AI สามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของบุคคลได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตอยู่แล้ว ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าควรหลีกเลี่ยงการใช้แชตบอตในผู้ที่มีความคิดฆ่าตัวตาย มีอาการทางจิต หรือได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเกี่ยวกับการรับประทานอาหารเนื่องจากพบว่า แชตบอตสามารถยืนยันความเชื่อที่ผิดเพี้ยน เพิ่มความเสี่ยงในการฆ่าตัวตาย และยืนยันความเข้าใจผิดเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของร่างกายได้
เนื่องจากการเสพติด AI เป็นหัวข้อการศึกษาที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ ข้อสรุปจึงยังไม่ชัดเจน และยังต้องการหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อพิจารณาว่าแชตบอตส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตหรือไม่ โดยเฉพาะในผู้ที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคทางจิตเวช อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไปจนถึงขั้นรบกวนชีวิตประจำวัน อาจเป็นสัญญาณของการเสพติดพฤติกรรมและไม่ควรละเลย
ทางเลือกในการรักษาการเสพติด AI
เนื่องจากการเสพติด AI ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น จึงยังไม่มีวิธีการรักษาที่อิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เฉพาะสำหรับการเสพติด AI อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนแนะนำให้ใช้วิธีการรักษาที่คล้ายคลึงกับวิธีการรักษาการเสพติดเทคโนโลยีอื่น ๆ เช่น จิตบำบัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การบำบัดด้วยการปรับพฤติกรรมทางความคิด (Cognitive Behavioral Therapy) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการรักษาการเสพติดเทคโนโลยี กลุ่มผู้ติดอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยี (Internet and Technology Addicts Anonymous)
นอกจากนี้ ควรใช้ AI เท่าที่จำเป็น เพื่อไม่ให้เราตัวติดกับ AI จนมากเกินไป โดยอาจจะเริ่มต้นด้วยงานอดิเรกและการออกกำลังกายใหม่ ๆ รวมถึงหากิจกรรมทำ พบปะผู้คน หรือเข้าสังคมดูบ้าง เพื่อจะได้ไม่มีเวลาหรือสมาธิเหลือพอที่จะใช้งาน หรือคำนึงถึง AI ให้น้อยลง
หากยังไม่ได้ผล แนะนำว่า ควรปรึกษาจิตแพทย์-นักบำบัด เพื่อขอรับการบำบัดจากผู้เชี่ยวชาญสำหรับปัญหาด้านสุขภาพจิต ทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นใจ มีพื้นที่ปลอดภัยในการแบ่งปันความคิดและความรู้สึก รวมถึงการช่วยให้เราจัดการกับอารมณ์ที่ยากลำบาก ซึ่งจะช่วยลดความเครียด และสุขภาพจิตดีขึ้นได้
ด้วยความปรารถนาดีจาก Thai PBS Sci & Tech
📌อ่าน : AI เกิดอาการหลอน! ผลทดสอบ AI Search ให้คำตอบผิด 10 ล้านครั้ง หรือ 10% ของการค้นหา
📌อ่าน : ความคิดสร้างสรรค์ เอไอ VS. มนุษย์ : ผลการวิจัยใหม่
📌อ่าน : ไม่ปลอดภัย! รหัสผ่านสร้างโดย AI ถอดรหัสได้ง่ายกว่าที่คิด
📌อ่าน : ถ้า AI คิดเองได้ ไม่รอคำสั่ง แล้วใครจะเป็นคนควบคุม?
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
ที่มาข้อมูล : theconversation, addictioncenter
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech









