แผ่นดินไหว วัดอย่างไร ? เปรียบเทียบมาตรวัดและการใช้งาน

แผ่นดินไหว วัดอย่างไร ? เปรียบเทียบมาตรวัดและการใช้งาน

หน่วยวัดแผ่นดินไหว ซึ่งใช้วัด “ขนาด” และ “ความรุนแรง” สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ ที่มักเจอในชีวิตประจำวัน

 

1. ขนาด (Magnitude)

การใช้งาน : เพื่อบอกพลังงานที่ปลดปล่อยออกมาจากแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหว

• มาตราริกเตอร์ (Richter Scale : ML)  
• มาตราโมเมนต์ (Moment Magnitude Scale : Mw) มาตรฐานสากลปัจจุบัน  
• มาตราคลื่นตัวกลาง (Body-wave Magnitude Scale : Mb)  
• มาตราคลื่นผิว (Surface-wave Magnitude : Ms)

 

2. ความรุนแรง (Intensity)

การใช้งาน : เพื่อบอกผลกระทบที่ผู้คนรู้สึก หรือความเสียหายบนพื้นดิน เช่น อาคาร บ้านเรือน และการวางแผนรับมือภัยพิบัติในพื้นที่ต่าง ๆ

• มาตราเมอร์คัลลีย์ (Modified Mercalli Intensity : MMI)  
• มาตราชินโดะ (JMA Intensity : JMA)  
• มาตราภูมิภาคยุโรป (European Macroseismic Intensity : EMS-98 )  
• มาตราเมดเวเดพ-สปอนฮอเออร์-คาร์นิก (Medvedev-Sponheuer-Karnik Intensity : MSK)  
• มาตราของจีน (China Seismic Intensity Scale : CSIS)

 

นอกจากนี้ ยังมีหน่วยวัดทางฟิสิกส์ มักจะเจอในงานด้านวิศวกรรม การออกแบบ สำหรับใช้ในการออกแบบอาคารต้านแรงสั่น หรือใช้ในแผนที่ความเสี่ยงแผ่นดินไหว เช่น Peak Ground Acceleration (PGA), Peak Ground Velocity (PGV) และ Spectral Acceleration (Sa) ซึ่งใช้ในวิศวกรรมโครงสร้าง

 

รู้หรือไม่ ?

 

“ริกเตอร์” คือ มาตราแบบหนึ่งในการวัดแผ่นดินไหว ส่วน “แมกนิจูด” แปลว่า ขนาด ดังนั้นในการรายงานข่าวแผ่นดินไหว ต้องใช้ว่า “แผ่นดินไหวขนาด 5.0 ตามมาตราริกเตอร์” หรือ “แผ่นดินไหวขนาด 5.0”

 

สำหรับประเทศไทย กรมอุตุนิยมวิทยาจะรายงานขนาดแผ่นดินไหวในประเทศและภูมิภาคใกล้เคียงด้วยมาตราริกเตอร์ (ML) เป็นหลัก ในขณะที่องค์กรสากลอย่าง USGS มักจะใช้มาตราโมเมนต์ (Mw) สำหรับแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ เนื่องจากมาตราริกเตอร์มีข้อจำกัดในการวัดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบางครั้งเหตุการณ์เดียวกัน ต่างประเทศรายงานขนาดหนึ่ง แต่ไทยรายงานอีกขนาดหนึ่ง ส่วนมาตรา Mb, Ms เป็นการวัดคลื่นแผ่นดินไหวระยะไกลซึ่งเครือข่ายในไทยไม่ได้เน้นใช้รายงาน

 

 

แผ่นดินไหว วัดอย่างไร ? เปรียบเทียบมาตรวัดและการใช้งาน

หน่วยวัดแผ่นดินไหว ซึ่งใช้วัด “ขนาด” และ “ความรุนแรง” สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ ที่มักเจอในชีวิตประจำวัน

 

1. ขนาด (Magnitude)

การใช้งาน : เพื่อบอกพลังงานที่ปลดปล่อยออกมาจากแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหว

• มาตราริกเตอร์ (Richter Scale : ML)  
• มาตราโมเมนต์ (Moment Magnitude Scale : Mw) มาตรฐานสากลปัจจุบัน  
• มาตราคลื่นตัวกลาง (Body-wave Magnitude Scale : Mb)  
• มาตราคลื่นผิว (Surface-wave Magnitude : Ms)

 

2. ความรุนแรง (Intensity)

การใช้งาน : เพื่อบอกผลกระทบที่ผู้คนรู้สึก หรือความเสียหายบนพื้นดิน เช่น อาคาร บ้านเรือน และการวางแผนรับมือภัยพิบัติในพื้นที่ต่าง ๆ

• มาตราเมอร์คัลลีย์ (Modified Mercalli Intensity : MMI)  
• มาตราชินโดะ (JMA Intensity : JMA)  
• มาตราภูมิภาคยุโรป (European Macroseismic Intensity : EMS-98 )  
• มาตราเมดเวเดพ-สปอนฮอเออร์-คาร์นิก (Medvedev-Sponheuer-Karnik Intensity : MSK)  
• มาตราของจีน (China Seismic Intensity Scale : CSIS)

 

นอกจากนี้ ยังมีหน่วยวัดทางฟิสิกส์ มักจะเจอในงานด้านวิศวกรรม การออกแบบ สำหรับใช้ในการออกแบบอาคารต้านแรงสั่น หรือใช้ในแผนที่ความเสี่ยงแผ่นดินไหว เช่น Peak Ground Acceleration (PGA), Peak Ground Velocity (PGV) และ Spectral Acceleration (Sa) ซึ่งใช้ในวิศวกรรมโครงสร้าง

 

รู้หรือไม่ ?

 

“ริกเตอร์” คือ มาตราแบบหนึ่งในการวัดแผ่นดินไหว ส่วน “แมกนิจูด” แปลว่า ขนาด ดังนั้นในการรายงานข่าวแผ่นดินไหว ต้องใช้ว่า “แผ่นดินไหวขนาด 5.0 ตามมาตราริกเตอร์” หรือ “แผ่นดินไหวขนาด 5.0”

 

สำหรับประเทศไทย กรมอุตุนิยมวิทยาจะรายงานขนาดแผ่นดินไหวในประเทศและภูมิภาคใกล้เคียงด้วยมาตราริกเตอร์ (ML) เป็นหลัก ในขณะที่องค์กรสากลอย่าง USGS มักจะใช้มาตราโมเมนต์ (Mw) สำหรับแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ เนื่องจากมาตราริกเตอร์มีข้อจำกัดในการวัดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบางครั้งเหตุการณ์เดียวกัน ต่างประเทศรายงานขนาดหนึ่ง แต่ไทยรายงานอีกขนาดหนึ่ง ส่วนมาตรา Mb, Ms เป็นการวัดคลื่นแผ่นดินไหวระยะไกลซึ่งเครือข่ายในไทยไม่ได้เน้นใช้รายงาน