
“คนไทย” อันดับ 8 ของโลก รู้สึกเครียดและกังวลในชีวิตประจำวัน
ประเทศใดบ้างที่รู้สึกวิตกกังวล เครียดและกังวลในชีวิตประจำวัน เหตุผลอาจจะเกิดจาก ผลจากเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และปัญหาอื่น ๆ รุมเร้า โดยสำรวจของ Statista Consumer Insights พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่า 40% จากอาร์เจนตินา แคนาดา และฟินแลนด์ รวมถึงออสเตรเลีย เม็กซิโก สวีเดน แอฟริกาใต้ และฟิลิปปินส์ รายงานว่ารู้สึกเครียดและวิตกกังวลในชีวิตประจำวัน
ขณะที่ “คนไทย” เป็นอันดับ 8 ของโลก มี 24% เท่ากับซาอุดีอาระเบีย ที่รู้สึกเครียดและวิตกกังวลในชีวิตประจำวัน ส่วนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สวิตเซอร์แลนด์ และเยอรมนี ต่างรายงานระดับความเครียดและความวิตกกังวลต่ำกว่า 30% และถึงแม้ว่าจะมีบางประเทศในเอเชียที่มีความสงบ แต่ก็ไม่ใช่ทุกที่ โดยฟิลิปปินส์ 43% และเกาหลีใต้ 40% ที่ผลสำรวจรายงานว่าระดับความเครียดค่อนข้างสูง
สหรัฐอเมริกาแม้จะมีเหตุการณ์เกี่ยวดองหนองยุ่งมากมายทั่วโลก แต่ไม่ได้เป็นประเทศที่มีคนเครียดมากที่สุด โดยในรายงานว่าคนอเมริกันมีรู้สึกเครียดอยู่ที่ 39% ซึ่งน้อยกว่าแคนาดาและออสเตรเลีย แต่มากกว่าสหราชอาณาจักร (33%) นอกจากนี้ประเทศในละตินอเมริกาและประเทศในแถบสแกนดิเนเวียก็รายงานระดับความเครียดสูงเช่นกัน
ความเครียดคืออะไร
ความเครียดก็คือ การหดตัวของกล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหลายส่วนของร่างกาย นั่นเอง ซึ่งทุกคนจำเป็นต้องมีอยู่เสมอในการดำรงชีวิต เช่น การทรงตัว เคลื่อนไหวทั่ว ๆ ไป มีการศึกษาพบว่าทุกครั้งที่เราคิดหรือมีอารมณ์บางอย่างเกิดขึ้นจะต้องมีการหดตัว เคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อแห่งใดแห่งหนึ่ง ในร่างกายเกิดขึ้นควบคู่เสมอ
ความเครียด มีทั้งประโยชน์และโทษ แต่ความเครียดที่เป็นโทษนั้น เป็นความเครียดชนิดที่เกินความจำเป็น แทนที่จะเป็นประโยชน์กลับกลายเป็นอุปสรรคและอันตรายต่อชีวิต เมื่อคนเราอยู่ในภาวะตึงเครียด ร่างกายก็จะเกิดความเตียมพร้อมที่จะ “สู้” หรือ “หนี” โดยที่ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เช่น
- หัวใจเต้นแรงและเร็วขึ้น เพื่อฉีดเลือดซึ่งจะนำออกซิเจนและสารอาหารต่าง ๆ ไปเลี้ยงเซลล์ทั่วร่างกาย พร้อมกับขจัดของเสียออกจากกระแสเลือดอย่างเร็ว
- การหายใจดีเร็วขึ้น แต่เป็นการหายใจตื้นๆ
- มีการขับครีนาลีนและฮอร์โมนอื่น ๆ เข้าสู่กระแสเลือด
- ม่านตาขยายเพื่อให้ได้รับแสงมากขึ้น
- กล้ามเนื้อหดเกร็งเพื่อเตรียมการเคลื่อนไหว เตรียมสู้หรือหนี
- เส้นเลือดบริเวณอวัยวะย่อยอาหารหดตัว
- เหงื่อออก เพราะมีการเผาผลาญอาหารมากขึ้น ทำให้อุณหภูมิของร่างกายเพิ่มขึ้น
เมื่อวิกฤตการณ์ผ่านพ้นไปร่างกายจะกลับสู่สภาวะปกติ แต่ความเครียดที่เป็นอันตราย ก็คือความเครียดที่เกิดขึ้นมากเกินความจำเป็น เมื่อเกิดแล้วคงอยู่เป็นประจำ ไม่ลดหรือหายไปตามปกติ หรือเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุการณ์ที่เป็นการคุมคามจริง ๆ
ผลของความเครียดต่อชีวิต
ผลต่อสุขภาพทางกาย : ได้แก่ อาการไม่สบายทางกายต่าง ๆ เช่น ปวดหัว ปวดเมื่อยตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ความผิดปกติของหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคกระเพาะ อาการท้องผูกท้องเสียบ่อย ๆ นอนไม่หลับ หอบหืด เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ฯลฯ
ผลต่อสุขภาพจิตใจ : นำไปสู่ ความวิตกกังวล ซึมเศร้า กลัวอย่างไรเหตุผล อารมณ์ไม่มั่นคง เปลี่ยนแปลงง่าย หรือโรคประสาทบางอย่าง
นอกจากนี้ความเครียดส่งผลต่อร่างกายและจิตใจ ย่อมส่งผลไปถึง ประสิทธิภาพในการทำงาน สัมพันธภาพต่อครอบครัวและบุคคลแวดล้อม และเมื่อประสิทธิภาพในงานตกต่ำ สัมพันธภาพเสื่อมทรามลง จิตใจย่อมได้รับผลตึงเครียดมากขึ้นซ้ำซ้อน นับว่าความเครียดเป็นภัยต่อชีวิตอย่างยิ่ง
การลดความเครียด และวิธีลดความเครียด
- วิธีแก้ไขที่ปลายเหตุ ได้แก่ การใช้ยา เช่น ยาหม่อง ยาดม ยาแก้ปวด ยาลดกรดในกระเพาะ ยากล่อมประสาท แต่วิธีการดังกล่าวไม่ได้แก้ไขความเครียดที่ต้นเหตุ อาจทำให้ความเครียดนั้นเกิดขึ้นได้อีก วิธีที่ดีที่สุดคือ
- วิธีแก้ไขที่ต้นเหตุ ได้แก่ แก้ไขเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตที่เอื้ออำนวยให้เกิดความเครียด เช่น งานอดิเรกที่ชอบ ฝึกออกกำลังกาย บริหารร่างกายแบบง่ายๆ เป็นต้น
- เปลี่ยนแปลงนิสัยและทัศนคติต่อการดำเนินชีวิต เช่น ลดการแข่งขัน ผ่อนปรน ลดความเข้มงวด ในเรื่องต่าง ๆ
- หาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโภชนาการ เช่น รู้ว่าอาหาร เครื่องดื่มบางประเภท ช่วยส่งเสริมความเครียด
- สำรวจและเปลี่ยนแปลงทัศนคติต่อตัวเองและผู้อื่น เช่น มองตัวเองในแง่ดี มองผู้อื่นในแง่ดี
- สำรวจและปรับปรุง สัมพันธภาพต่อคนในครอบครัวและสังคมภายนอก
- ฝึกผ่อนคลายโดยตรง เช่น การฝึกหายใจให้ถูกวิธี การฝึกสมาธิ การออกกำลังกายแบบง่ายๆ การฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การนวด การสำรวจ ท่านั่ง นอน ยืน เดิน การใช้จินตนาการ นึกภาพที่รื่นรมย์
เมื่อเกิดความเครียดขึ้นมา ลองพยายามนึกทบทวนดูว่า เกิดจากสาเหตุอะไร และเลือกใช้วิธีลดความเครียดดังที่กล่าวมา วิธีใด วิธีหนึ่งหรือหลายวิธีร่วมกัน เพื่อทำให้ความเครียดผ่อนคลายลดน้อยลงไปสร้างผลเสียกับร่างกายเราให้น้อยที่สุด
“คนไทย” อันดับ 8 ของโลก รู้สึกเครียดและกังวลในชีวิตประจำวัน
ประเทศใดบ้างที่รู้สึกวิตกกังวล เครียดและกังวลในชีวิตประจำวัน เหตุผลอาจจะเกิดจาก ผลจากเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และปัญหาอื่น ๆ รุมเร้า โดยสำรวจของ Statista Consumer Insights พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่า 40% จากอาร์เจนตินา แคนาดา และฟินแลนด์ รวมถึงออสเตรเลีย เม็กซิโก สวีเดน แอฟริกาใต้ และฟิลิปปินส์ รายงานว่ารู้สึกเครียดและวิตกกังวลในชีวิตประจำวัน
ขณะที่ “คนไทย” เป็นอันดับ 8 ของโลก มี 24% เท่ากับซาอุดีอาระเบีย ที่รู้สึกเครียดและวิตกกังวลในชีวิตประจำวัน ส่วนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สวิตเซอร์แลนด์ และเยอรมนี ต่างรายงานระดับความเครียดและความวิตกกังวลต่ำกว่า 30% และถึงแม้ว่าจะมีบางประเทศในเอเชียที่มีความสงบ แต่ก็ไม่ใช่ทุกที่ โดยฟิลิปปินส์ 43% และเกาหลีใต้ 40% ที่ผลสำรวจรายงานว่าระดับความเครียดค่อนข้างสูง
สหรัฐอเมริกาแม้จะมีเหตุการณ์เกี่ยวดองหนองยุ่งมากมายทั่วโลก แต่ไม่ได้เป็นประเทศที่มีคนเครียดมากที่สุด โดยในรายงานว่าคนอเมริกันมีรู้สึกเครียดอยู่ที่ 39% ซึ่งน้อยกว่าแคนาดาและออสเตรเลีย แต่มากกว่าสหราชอาณาจักร (33%) นอกจากนี้ประเทศในละตินอเมริกาและประเทศในแถบสแกนดิเนเวียก็รายงานระดับความเครียดสูงเช่นกัน
ความเครียดคืออะไร
ความเครียดก็คือ การหดตัวของกล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหลายส่วนของร่างกาย นั่นเอง ซึ่งทุกคนจำเป็นต้องมีอยู่เสมอในการดำรงชีวิต เช่น การทรงตัว เคลื่อนไหวทั่ว ๆ ไป มีการศึกษาพบว่าทุกครั้งที่เราคิดหรือมีอารมณ์บางอย่างเกิดขึ้นจะต้องมีการหดตัว เคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อแห่งใดแห่งหนึ่ง ในร่างกายเกิดขึ้นควบคู่เสมอ
ความเครียด มีทั้งประโยชน์และโทษ แต่ความเครียดที่เป็นโทษนั้น เป็นความเครียดชนิดที่เกินความจำเป็น แทนที่จะเป็นประโยชน์กลับกลายเป็นอุปสรรคและอันตรายต่อชีวิต เมื่อคนเราอยู่ในภาวะตึงเครียด ร่างกายก็จะเกิดความเตียมพร้อมที่จะ “สู้” หรือ “หนี” โดยที่ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เช่น
- หัวใจเต้นแรงและเร็วขึ้น เพื่อฉีดเลือดซึ่งจะนำออกซิเจนและสารอาหารต่าง ๆ ไปเลี้ยงเซลล์ทั่วร่างกาย พร้อมกับขจัดของเสียออกจากกระแสเลือดอย่างเร็ว
- การหายใจดีเร็วขึ้น แต่เป็นการหายใจตื้นๆ
- มีการขับครีนาลีนและฮอร์โมนอื่น ๆ เข้าสู่กระแสเลือด
- ม่านตาขยายเพื่อให้ได้รับแสงมากขึ้น
- กล้ามเนื้อหดเกร็งเพื่อเตรียมการเคลื่อนไหว เตรียมสู้หรือหนี
- เส้นเลือดบริเวณอวัยวะย่อยอาหารหดตัว
- เหงื่อออก เพราะมีการเผาผลาญอาหารมากขึ้น ทำให้อุณหภูมิของร่างกายเพิ่มขึ้น
เมื่อวิกฤตการณ์ผ่านพ้นไปร่างกายจะกลับสู่สภาวะปกติ แต่ความเครียดที่เป็นอันตราย ก็คือความเครียดที่เกิดขึ้นมากเกินความจำเป็น เมื่อเกิดแล้วคงอยู่เป็นประจำ ไม่ลดหรือหายไปตามปกติ หรือเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุการณ์ที่เป็นการคุมคามจริง ๆ
ผลของความเครียดต่อชีวิต
ผลต่อสุขภาพทางกาย : ได้แก่ อาการไม่สบายทางกายต่าง ๆ เช่น ปวดหัว ปวดเมื่อยตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ความผิดปกติของหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคกระเพาะ อาการท้องผูกท้องเสียบ่อย ๆ นอนไม่หลับ หอบหืด เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ฯลฯ
ผลต่อสุขภาพจิตใจ : นำไปสู่ ความวิตกกังวล ซึมเศร้า กลัวอย่างไรเหตุผล อารมณ์ไม่มั่นคง เปลี่ยนแปลงง่าย หรือโรคประสาทบางอย่าง
นอกจากนี้ความเครียดส่งผลต่อร่างกายและจิตใจ ย่อมส่งผลไปถึง ประสิทธิภาพในการทำงาน สัมพันธภาพต่อครอบครัวและบุคคลแวดล้อม และเมื่อประสิทธิภาพในงานตกต่ำ สัมพันธภาพเสื่อมทรามลง จิตใจย่อมได้รับผลตึงเครียดมากขึ้นซ้ำซ้อน นับว่าความเครียดเป็นภัยต่อชีวิตอย่างยิ่ง
การลดความเครียด และวิธีลดความเครียด
- วิธีแก้ไขที่ปลายเหตุ ได้แก่ การใช้ยา เช่น ยาหม่อง ยาดม ยาแก้ปวด ยาลดกรดในกระเพาะ ยากล่อมประสาท แต่วิธีการดังกล่าวไม่ได้แก้ไขความเครียดที่ต้นเหตุ อาจทำให้ความเครียดนั้นเกิดขึ้นได้อีก วิธีที่ดีที่สุดคือ
- วิธีแก้ไขที่ต้นเหตุ ได้แก่ แก้ไขเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตที่เอื้ออำนวยให้เกิดความเครียด เช่น งานอดิเรกที่ชอบ ฝึกออกกำลังกาย บริหารร่างกายแบบง่ายๆ เป็นต้น
- เปลี่ยนแปลงนิสัยและทัศนคติต่อการดำเนินชีวิต เช่น ลดการแข่งขัน ผ่อนปรน ลดความเข้มงวด ในเรื่องต่าง ๆ
- หาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโภชนาการ เช่น รู้ว่าอาหาร เครื่องดื่มบางประเภท ช่วยส่งเสริมความเครียด
- สำรวจและเปลี่ยนแปลงทัศนคติต่อตัวเองและผู้อื่น เช่น มองตัวเองในแง่ดี มองผู้อื่นในแง่ดี
- สำรวจและปรับปรุง สัมพันธภาพต่อคนในครอบครัวและสังคมภายนอก
- ฝึกผ่อนคลายโดยตรง เช่น การฝึกหายใจให้ถูกวิธี การฝึกสมาธิ การออกกำลังกายแบบง่ายๆ การฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การนวด การสำรวจ ท่านั่ง นอน ยืน เดิน การใช้จินตนาการ นึกภาพที่รื่นรมย์
เมื่อเกิดความเครียดขึ้นมา ลองพยายามนึกทบทวนดูว่า เกิดจากสาเหตุอะไร และเลือกใช้วิธีลดความเครียดดังที่กล่าวมา วิธีใด วิธีหนึ่งหรือหลายวิธีร่วมกัน เพื่อทำให้ความเครียดผ่อนคลายลดน้อยลงไปสร้างผลเสียกับร่างกายเราให้น้อยที่สุด