
วันนี้ (19 มี.ค. 69) การเมืองไทยก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งกับการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อ "โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี" โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ ทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นครั้งแรก ซึ่งการโหวตในครั้งนี้ถูกจับตามองอย่างมาก เนื่องจากเป็นการใช้กติกาตามรัฐธรรมนูญที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยเฉพาะการตัดสินใจที่ขึ้นอยู่กับเสียงของ สส. เป็นหลัก เพื่อนำพาประเทศเข้าสู่การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่
◉ ขั้นตอนโหวตนายกรัฐมนตรี: จากการเสนอชื่อสู่การลงมติ
กระบวนการเลือกผู้นำประเทศในสภาผู้แทนราษฎรมีลำดับขั้นตอนที่ชัดเจนตามระบุในรัฐธรรมนูญ ดังนี้
1. การเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
บุคคลที่จะถูกเสนอชื่อต้องอยู่ในบัญชีของพรรคการเมืองที่มี สส. ไม่น้อยกว่า 25 คน ซึ่งปัจจุบันมี 4 พรรคการเมืองที่เข้าเกณฑ์ ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย, พรรคประชาชน, พรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม โดยผู้ถูกเสนอชื่อต้องมี สส. รับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของสมาชิกทั้งหมด (ปัจจุบันคือไม่น้อยกว่า 50 คน จากจำนวน สส. 499 คน)
2. การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี
การลงคะแนนจะทำโดยเปิดเผยด้วยการขานชื่อตามลำดับตัวอักษรเป็นรายคน เพื่อให้ออกเสียง "เห็นชอบ-ไม่เห็นชอบ-งดออกเสียง" โดยกติกาสำคัญ คือ "บุคคลที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่" ซึ่งปัจจุบันต้องได้ตั้งแต่ 250 เสียงขึ้นไป
◉ กติกาที่เปลี่ยนไป: ทำไมครั้งนี้ “ไม่ต้องใช้เสียง สว.”
ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดของการโหวตนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ เมื่อเทียบกับการโหวตในปี 2566 คือ บทบาทของสมาชิกวุฒิสภา (สว.)
ในอดีต (ปี 2566): การโหวตนายกรัฐมนตรี (เช่น กรณีของนายเศรษฐา ทวีสิน) ต้องได้รับเสียงเห็นชอบกึ่งหนึ่งจากทั้ง สส. และ สว. รวมกัน หรือต้องได้มากกว่า 375 เสียง
ปัจจุบัน: อำนาจของ สว. ในการร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ 60 ได้สิ้นสุดลงแล้วตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2567 ดังนั้น การโหวตวันนี้ (19 มี.ค. 69) ไม่ต้องอาศัยอำนาจ สว. ร่วมโหวตแล้ว อาศัยเพียงเสียง สส. เท่านั้น
◉ เส้นทางหลังได้นายกฯ และการบริหารประเทศ
เมื่อสภามีมติเห็นชอบตัวบุคคลแล้ว ประธานสภาฯ จะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป
รับชมรายการพิเศษ "โหวตนายกฯ ฝ่าวิกฤตประเทศไทย" และเช็กผลการโหวตแบบเรียลไทม์ทาง www.thaipbs.or.th/VotePM2026
วันนี้ (19 มี.ค. 69) การเมืองไทยก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งกับการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อ "โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี" โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ ทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นครั้งแรก ซึ่งการโหวตในครั้งนี้ถูกจับตามองอย่างมาก เนื่องจากเป็นการใช้กติกาตามรัฐธรรมนูญที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยเฉพาะการตัดสินใจที่ขึ้นอยู่กับเสียงของ สส. เป็นหลัก เพื่อนำพาประเทศเข้าสู่การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่
◉ ขั้นตอนโหวตนายกรัฐมนตรี: จากการเสนอชื่อสู่การลงมติ
กระบวนการเลือกผู้นำประเทศในสภาผู้แทนราษฎรมีลำดับขั้นตอนที่ชัดเจนตามระบุในรัฐธรรมนูญ ดังนี้
1. การเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
บุคคลที่จะถูกเสนอชื่อต้องอยู่ในบัญชีของพรรคการเมืองที่มี สส. ไม่น้อยกว่า 25 คน ซึ่งปัจจุบันมี 4 พรรคการเมืองที่เข้าเกณฑ์ ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย, พรรคประชาชน, พรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม โดยผู้ถูกเสนอชื่อต้องมี สส. รับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของสมาชิกทั้งหมด (ปัจจุบันคือไม่น้อยกว่า 50 คน จากจำนวน สส. 499 คน)
2. การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี
การลงคะแนนจะทำโดยเปิดเผยด้วยการขานชื่อตามลำดับตัวอักษรเป็นรายคน เพื่อให้ออกเสียง "เห็นชอบ-ไม่เห็นชอบ-งดออกเสียง" โดยกติกาสำคัญ คือ "บุคคลที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่" ซึ่งปัจจุบันต้องได้ตั้งแต่ 250 เสียงขึ้นไป
◉ กติกาที่เปลี่ยนไป: ทำไมครั้งนี้ “ไม่ต้องใช้เสียง สว.”
ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดของการโหวตนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ เมื่อเทียบกับการโหวตในปี 2566 คือ บทบาทของสมาชิกวุฒิสภา (สว.)
ในอดีต (ปี 2566): การโหวตนายกรัฐมนตรี (เช่น กรณีของนายเศรษฐา ทวีสิน) ต้องได้รับเสียงเห็นชอบกึ่งหนึ่งจากทั้ง สส. และ สว. รวมกัน หรือต้องได้มากกว่า 375 เสียง
ปัจจุบัน: อำนาจของ สว. ในการร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ 60 ได้สิ้นสุดลงแล้วตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2567 ดังนั้น การโหวตวันนี้ (19 มี.ค. 69) ไม่ต้องอาศัยอำนาจ สว. ร่วมโหวตแล้ว อาศัยเพียงเสียง สส. เท่านั้น
◉ เส้นทางหลังได้นายกฯ และการบริหารประเทศ
เมื่อสภามีมติเห็นชอบตัวบุคคลแล้ว ประธานสภาฯ จะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป
รับชมรายการพิเศษ "โหวตนายกฯ ฝ่าวิกฤตประเทศไทย" และเช็กผลการโหวตแบบเรียลไทม์ทาง www.thaipbs.or.th/VotePM2026