ทะลุ 65 ล้านเอ็นเกจใน 3 เดือน! คนไทยตื่นตัว ถกประเด็น "ร้อน แล้ง ฝน ท่วม" เกาะติดวิกฤตเอลนีโญ

ทะลุ 65 ล้านเอ็นเกจใน 3 เดือน! คนไทยตื่นตัว ถกประเด็น "ร้อน แล้ง ฝน ท่วม" เกาะติดวิกฤตเอลนีโญ

เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ 3 เดือน (1 เม.ย. - 30 มิ.ย. 69) สภาพอากาศได้กลายเป็นประเด็นที่คนไทยให้ความสนใจอย่างล้นหลาม ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศที่ร้อนจัด พลิกผันสู่พายุฝนและน้ำท่วมหนัก ไปจนถึงความกังวลต่อปรากฏการณ์ "เอลนีโญ"

 

ข้อมูลนี้สะท้อนชัดเจนผ่านปริมาณข้อความกว่า 345,019 ข้อความ ซึ่งกวาดเอนเกจเมนต์ (Engagement) ไปได้สูงถึง 65,916,428 ครั้ง ตัวเลขเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่า "วิกฤตสภาพอากาศ" ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่คือภัยใกล้ตัวที่กระทบต่อชีวิตประจำวัน จนทำให้ภาคประชาชนต้องติดตามสถานการณ์และร่วมกันตั้งข้อสังเกตอย่างใกล้ชิด

 

เมื่อกางไทม์ไลน์ดูความเคลื่อนไหว จะพบจุดพีก (Peak) สำคัญ 5 เหตุการณ์ที่ดึงดูดความสนใจของสังคม ได้แก่

 

  • 28 เม.ย. 69: กรมอุตุฯ ประกาศเตือนภัยพายุฤดูร้อนใน 34 จังหวัด
  • 15 พ.ค. 69: กรมอุตุฯ ประกาศให้ไทยเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ
  • 13 มิ.ย. 69: องค์การ NOAA ออกโรงเตือนให้ทั่วโลกรับมือ “ซูเปอร์เอลนีโญ”
  • 12-23 มิ.ย. 69: โลกออนไลน์ถกเดือดเรื่องผลกระทบจาก “เอลนีโญ”
  • 29 มิ.ย. 69: ข่าวต่างประเทศเผชิญวิกฤตคลื่นความร้อน (Heatwave) รุนแรง

 

นอกเหนือจากตัวเลขความสนใจที่พุ่งสูงแล้ว อีกมิติที่น่าสนใจคือ "พลวัตและจุดเปลี่ยน" ของประเด็นการพูดคุย 

 

เมื่อนำสัดส่วนข้อความมาวิเคราะห์แบบเดือนต่อเดือน จะเห็นทิศทางการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและความสนใจของประชาชนที่สอดรับกันอย่างชัดเจน

 

เดือนเมษายน: ประเด็นหลักที่ประชาชนได้รับผลกระทบและพูดถึงมากที่สุดคือ "ความร้อน"

 

เดือนพฤษภาคม: เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อกรมอุตุฯ ประกาศเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ (15 พ.ค. 69) ส่งผลให้ทิศทางการสนทนาเปลี่ยนไปที่เรื่อง "น้ำท่วม" อย่างก้าวกระโดด ตามมาด้วยประเด็น "ฝนตก" ในขณะที่เรื่องความร้อนเริ่มซาลง

 

เดือนมิถุนายน: ปัญหา "น้ำท่วม" ยังคงครองแชมป์ประเด็นที่ถูกพูดถึงเป็นอันดับ 1 แต่สิ่งที่น่าจับตามอง คือ คีย์เวิร์ด "เอลนีโญ" เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปัจจัยกระตุ้นจากการแจ้งเตือนเรื่อง "ซูเปอร์เอลนีโญ" ของ NOAA รวมถึงข่าวปรากฏการณ์ทะเลเดือดและเหตุการณ์ปลาตายปริศนา

 

ขณะเดียวกัน ข้อมูลการค้นหาบน Google Trends ยังสะท้อนความตื่นตัวของประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ (26%) และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (18%) ซึ่งสูงกว่าภูมิภาคอื่น สาเหตุสำคัญอาจเป็นเพราะทั้งสองภูมิภาคเป็นพื้นที่เกษตรกรรมหนาแน่นที่ต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก การมาเยือนของ "เอลนีโญ" จึงเปรียบเสมือนภัยคุกคามโดยตรงต่อผลผลิตทางการเกษตรและปากท้องของพี่น้องเกษตรกร

 

แน่นอนว่าเมื่อประชาชนต้องเผชิญกับวิกฤต ย่อมตามมาด้วยความคาดหวังต่อการแก้ปัญหาของภาครัฐ จากการวิเคราะห์ความรู้สึก (Sentiment Analysis) พบว่า เสียงสะท้อนส่วนใหญ่ถึง 87% เป็นการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลในภาพรวม แต่เมื่อเจาะลึกถึงประเด็นเฉพาะเจาะจง จะพบ "จุดอ่อน" ที่ประชาชนมองว่ารัฐบาลควรเร่งปรับปรุง ได้แก่

 

  • ขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ (5%) และความล่าช้า/รับมือไม่ทันการณ์ (2%) สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนรู้สึกถึงความไม่พร้อมของภาครัฐเมื่อเกิดภัยพิบัติ
  • การเยียวยาและชดเชยที่ล่าช้า (4%) ชี้ให้เห็นถึงรอยรั่วในระบบการฟื้นฟูเยียวยาหลังเกิดเหตุ
  • การสื่อสารและแจ้งเตือนภัยที่ไม่ทั่วถึง (1%) รวมถึงความกังวลเรื่องความโปร่งใส (1%) และการใช้งบประมาณ (1%)

 

จากข้อมูลทั้งหมดนี้ เปรียบเสมือนสัญญาณเตือนที่ดังและชัดเจนว่า การรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศในอนาคต ภาครัฐไม่สามารถตั้งรับได้เพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องมี "การบริหารจัดการเชิงรุก" รวมถึง"ระบบการเยียวยาที่ฉับไวและตรงจุด" มากยิ่งขึ้น

 

 

ที่มา: รวบรวมข้อมูลผ่านเครื่องมือ Zocial Eye และ Google Trends วิเคราะห์โดยไทยพีบีเอส

 

ชวนเกาะติดวิกฤตสภาพอากาศ พร้อมสรุปข้อมูลเจาะลึกผ่าน Infographic ให้คุณเข้าใจง่ายขึ้น ‣ www.thaipbs.or.th/TheVisualInfo

ทะลุ 65 ล้านเอ็นเกจใน 3 เดือน! คนไทยตื่นตัว ถกประเด็น "ร้อน แล้ง ฝน ท่วม" เกาะติดวิกฤตเอลนีโญ

เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ 3 เดือน (1 เม.ย. - 30 มิ.ย. 69) สภาพอากาศได้กลายเป็นประเด็นที่คนไทยให้ความสนใจอย่างล้นหลาม ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศที่ร้อนจัด พลิกผันสู่พายุฝนและน้ำท่วมหนัก ไปจนถึงความกังวลต่อปรากฏการณ์ "เอลนีโญ"

 

ข้อมูลนี้สะท้อนชัดเจนผ่านปริมาณข้อความกว่า 345,019 ข้อความ ซึ่งกวาดเอนเกจเมนต์ (Engagement) ไปได้สูงถึง 65,916,428 ครั้ง ตัวเลขเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่า "วิกฤตสภาพอากาศ" ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่คือภัยใกล้ตัวที่กระทบต่อชีวิตประจำวัน จนทำให้ภาคประชาชนต้องติดตามสถานการณ์และร่วมกันตั้งข้อสังเกตอย่างใกล้ชิด

 

เมื่อกางไทม์ไลน์ดูความเคลื่อนไหว จะพบจุดพีก (Peak) สำคัญ 5 เหตุการณ์ที่ดึงดูดความสนใจของสังคม ได้แก่

 

  • 28 เม.ย. 69: กรมอุตุฯ ประกาศเตือนภัยพายุฤดูร้อนใน 34 จังหวัด
  • 15 พ.ค. 69: กรมอุตุฯ ประกาศให้ไทยเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ
  • 13 มิ.ย. 69: องค์การ NOAA ออกโรงเตือนให้ทั่วโลกรับมือ “ซูเปอร์เอลนีโญ”
  • 12-23 มิ.ย. 69: โลกออนไลน์ถกเดือดเรื่องผลกระทบจาก “เอลนีโญ”
  • 29 มิ.ย. 69: ข่าวต่างประเทศเผชิญวิกฤตคลื่นความร้อน (Heatwave) รุนแรง

 

นอกเหนือจากตัวเลขความสนใจที่พุ่งสูงแล้ว อีกมิติที่น่าสนใจคือ "พลวัตและจุดเปลี่ยน" ของประเด็นการพูดคุย 

 

เมื่อนำสัดส่วนข้อความมาวิเคราะห์แบบเดือนต่อเดือน จะเห็นทิศทางการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและความสนใจของประชาชนที่สอดรับกันอย่างชัดเจน

 

เดือนเมษายน: ประเด็นหลักที่ประชาชนได้รับผลกระทบและพูดถึงมากที่สุดคือ "ความร้อน"

 

เดือนพฤษภาคม: เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อกรมอุตุฯ ประกาศเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ (15 พ.ค. 69) ส่งผลให้ทิศทางการสนทนาเปลี่ยนไปที่เรื่อง "น้ำท่วม" อย่างก้าวกระโดด ตามมาด้วยประเด็น "ฝนตก" ในขณะที่เรื่องความร้อนเริ่มซาลง

 

เดือนมิถุนายน: ปัญหา "น้ำท่วม" ยังคงครองแชมป์ประเด็นที่ถูกพูดถึงเป็นอันดับ 1 แต่สิ่งที่น่าจับตามอง คือ คีย์เวิร์ด "เอลนีโญ" เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปัจจัยกระตุ้นจากการแจ้งเตือนเรื่อง "ซูเปอร์เอลนีโญ" ของ NOAA รวมถึงข่าวปรากฏการณ์ทะเลเดือดและเหตุการณ์ปลาตายปริศนา

 

ขณะเดียวกัน ข้อมูลการค้นหาบน Google Trends ยังสะท้อนความตื่นตัวของประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ (26%) และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (18%) ซึ่งสูงกว่าภูมิภาคอื่น สาเหตุสำคัญอาจเป็นเพราะทั้งสองภูมิภาคเป็นพื้นที่เกษตรกรรมหนาแน่นที่ต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก การมาเยือนของ "เอลนีโญ" จึงเปรียบเสมือนภัยคุกคามโดยตรงต่อผลผลิตทางการเกษตรและปากท้องของพี่น้องเกษตรกร

 

แน่นอนว่าเมื่อประชาชนต้องเผชิญกับวิกฤต ย่อมตามมาด้วยความคาดหวังต่อการแก้ปัญหาของภาครัฐ จากการวิเคราะห์ความรู้สึก (Sentiment Analysis) พบว่า เสียงสะท้อนส่วนใหญ่ถึง 87% เป็นการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลในภาพรวม แต่เมื่อเจาะลึกถึงประเด็นเฉพาะเจาะจง จะพบ "จุดอ่อน" ที่ประชาชนมองว่ารัฐบาลควรเร่งปรับปรุง ได้แก่

 

  • ขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ (5%) และความล่าช้า/รับมือไม่ทันการณ์ (2%) สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนรู้สึกถึงความไม่พร้อมของภาครัฐเมื่อเกิดภัยพิบัติ
  • การเยียวยาและชดเชยที่ล่าช้า (4%) ชี้ให้เห็นถึงรอยรั่วในระบบการฟื้นฟูเยียวยาหลังเกิดเหตุ
  • การสื่อสารและแจ้งเตือนภัยที่ไม่ทั่วถึง (1%) รวมถึงความกังวลเรื่องความโปร่งใส (1%) และการใช้งบประมาณ (1%)

 

จากข้อมูลทั้งหมดนี้ เปรียบเสมือนสัญญาณเตือนที่ดังและชัดเจนว่า การรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศในอนาคต ภาครัฐไม่สามารถตั้งรับได้เพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องมี "การบริหารจัดการเชิงรุก" รวมถึง"ระบบการเยียวยาที่ฉับไวและตรงจุด" มากยิ่งขึ้น

 

 

ที่มา: รวบรวมข้อมูลผ่านเครื่องมือ Zocial Eye และ Google Trends วิเคราะห์โดยไทยพีบีเอส

 

ชวนเกาะติดวิกฤตสภาพอากาศ พร้อมสรุปข้อมูลเจาะลึกผ่าน Infographic ให้คุณเข้าใจง่ายขึ้น ‣ www.thaipbs.or.th/TheVisualInfo