
รักษา “พยาธิใบไม้ในตับ” ไม่ควรซื้อยาถ่ายพยาธิกินเอง
พยาธิใบไม้ตับ (Liver Fluke) คือ พยาธิตัวแบนชนิดหนึ่งที่เมื่อเข้าสู่คน หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแล้ว ตัวเต็มวัยจะเดินทางไปอาศัยอยู่ในท่อน้ำดีและถุงน้ำดี คอยแย่งสารอาหารและออกไข่ปะปนออกมากับอุจจาระ ความน่ากลัวของพยาธินี้คือสามารถมีชีวิตอยู่ในร่างกายคนได้นานเป็น 10 ปี
สำหรับสายพันธุ์ที่ก่อโรคพยาธิใบไม้ตับในประเทศไทยคือ Opisthorchis viverrini ซึ่งพบได้บ่อยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ที่มีความนิยมในการบริโภคเมนูปลาน้ำจืดแบบดิบ หรือกึ่งสุกกึ่งดิบ
โรคพยาธิใบไม้ตับ ติดต่อสู่คนอย่างไร?
หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าพยาธิใบไม้ตับติดต่อจากการดื่มน้ำที่ไม่สะอาด แต่ความจริงแล้วการติดเชื้อสู่คนมีช่องทางที่จำเพาะเจาะจงมาก ผ่านวงจรชีวิตของพยาธิใบไม้ ดังนี้คือ
- เริ่มต้นในแหล่งน้ำ ผู้ที่มีเชื้ออยู่แล้ว ถ่ายอุจจาระที่มีไข่พยาธิปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำจืด หรือแหล่งน้ำจืดนั้นปนเปื้อนไข่พยาธิ
- เข้าสู่หอย (พาหะที่ 1) จากนั้นไข่ของพยาธิที่ปนเปื้อนอยู่ในแหล่งน้ำจะเดินทางสู่บ้านหลังแรก นั่นก็คือหอยน้ำจืดบางชนิด เช่น หอยโข่ง หอยขม ซึ่งหอยเหล่านี้จะกินไข่พยาธิเข้าไป จากนั้นตัวอ่อนจะฟักและเจริญเติบโตในตัวหอย ที่สำคัญคือแม้หอยจะมีตัวอ่อนพยาธิ แต่การกินหอยเหล่านี้ไม่ทำให้คนติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ เนื่องจากตัวอ่อนระยะนี้ยังไม่สามารถเจริญเติบโตในร่างกายคนได้
- เข้าสู่ปลา (พาหะที่ 2) เป็นการเดินทางหาบ้านหลังที่ 2 ของตัวอ่อนที่เติบโตและแข็งแรงมากพอ และต้องการสารอาหารมากขึ้น โดยตัวอ่อนพยาธิจะออกจากหอยแล้วไชเข้าสู่ปลาน้ำจืดชนิดมีเกล็ดขาว เช่น ปลาตะเพียน ปลาขาว ปลาสร้อย ไปฝังตัวอยู่ในเนื้อปลา และเจริญเป็นตัวอ่อนระยะติดต่อ
- เข้าสู่คน (ผู้ติดเชื้อ) ระยะสำคัญที่เป็นคำตอบว่าทำไมเราถึงติดเชื้อโรคพยาธิใบไม้ตับ เพราะคนเราจะติดเชื้อได้โดยการรับประทานปลาน้ำจืดเกล็ดขาวที่มีตัวอ่อนพยาธิอยู่ โดยปรุงแบบดิบ หรือสุก ๆ ดิบ ๆ ซึ่งเมนูอาหารสำคัญที่ทำจากปลาน้ำจืดและก่อให้ติดเชื้อโรคพยาธิใบไม้ในตับ ได้แก่ ก้อยปลาดิบ ปลาส้มดิบ ปลาร้าดิบ ปลาจ่อมดิบ เป็นต้น
อาการโรคพยาธิใบไม้ตับ
อาการระยะเริ่มแรก : แน่นท้อง ท้องอืด ปวดหลัง อ่อนเพลีย ผอมลง เบื่ออาหาร เจ็บในท้องบริเวณใต้ชายโครง ใต้ลิ้นปี่ ร้อนที่หน้าท้อง ชายโครงขวาและหลัง ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย
อาการระยะปานกลาง : ตับโต ถุงน้ำดีโต ดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง
อาการระยะรุนแรง : มีไข้ น้ำหนักลด ท้องมาน เท้าบวม ตับโตและกดเจ็บ ตัวเหลือง ตาเหลือง อุจจาระสีซีดหรือเทา ปัสสาวะสีเข้ม ทางเดินท่อน้ำดีโป่งพอง เกิดเป็นมะเร็งท่อน้ำดี หรือเชื้อโรคจากท่อน้ำดีเข้าสู่กระแสเลือดเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เสียชีวิตได้
เหตุผลที่การรักษา “พยาธิใบไม้ในตับ” ไม่ควรซื้อยาถ่ายพยาธิกินเอง
สำหรับเหตุผลที่การรักษาพยาธิใบไม้ในตับ จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ และไม่ควรซื้อยาถ่ายพยาธิมากินเอง ด้วยเหตุผลดังนี้คือ
- ต้องวินิจฉัยให้ถูกต้องก่อน โดยจะต้องตรวจอุจจาระเพื่อยืนยันว่ามีไข่พยาธิจริง หรือมีการตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ ตรวจทางรังสีวิทยาตามการพิจารณาของแพทย์ก่อน
- ต้องใช้ยาให้ถูกชนิดและถูกขนาด เนื่องจากยาที่ใช้รักษาคือพราซิควอนเทล (Praziquantel) ซึ่งเป็นยาควบคุมพิเศษที่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น โดยจะต้องมีการคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวของผู้ป่วยแต่ละราย อีกทั้งยาถ่ายพยาธิทั่วไปที่หาซื้อได้เองมักใช้ไม่ได้ผลกับพยาธิชนิดนี้
- อาจมีผลข้างเคียง ยาพราซิควอนเทลอาจมีผลข้างเคียงได้ เช่น เวียนศีรษะ ง่วงซึม คลื่นไส้ ปวดท้อง หรือมีไข้การใช้ยานี้จึงควรอยู่ในการดูแลของแพทย์เพื่อความปลอดภัย
แนวทางการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับ
ในเรื่องนี้ แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย ให้ความรู้ว่า ด้านอาหาร ควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ หลีกเลี่ยงอาหารดิบทุกชนิด โดยเฉพาะปลาน้ำจืด ล้างวัตถุดิบให้สะอาด และเลือกแหล่งอาหารที่ได้มาตรฐาน
ส่วนด้านสุขอนามัยส่วนบุคคล ล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ ขณะที่ด้านการผลิตอาหาร ผู้ประกอบการต้องใส่ใจการผลิตอาหารก่อนการเสิร์ฟ ควรปรุงสุกด้วยความร้อนอย่างทั่วถึง หลีกเลี่ยงอาหารดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ รวมถึงควรระมัดระวังอาหารหมักที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือใช้ระยะเวลาหมักไม่เพียงพอ ซึ่งอาจยังมีตัวอ่อนของพยาธิปนเปื้อนอยู่
📌อ่านต่อ : www.thaipbs.or.th/now/content/4167
รักษา “พยาธิใบไม้ในตับ” ไม่ควรซื้อยาถ่ายพยาธิกินเอง
พยาธิใบไม้ตับ (Liver Fluke) คือ พยาธิตัวแบนชนิดหนึ่งที่เมื่อเข้าสู่คน หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแล้ว ตัวเต็มวัยจะเดินทางไปอาศัยอยู่ในท่อน้ำดีและถุงน้ำดี คอยแย่งสารอาหารและออกไข่ปะปนออกมากับอุจจาระ ความน่ากลัวของพยาธินี้คือสามารถมีชีวิตอยู่ในร่างกายคนได้นานเป็น 10 ปี
สำหรับสายพันธุ์ที่ก่อโรคพยาธิใบไม้ตับในประเทศไทยคือ Opisthorchis viverrini ซึ่งพบได้บ่อยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ที่มีความนิยมในการบริโภคเมนูปลาน้ำจืดแบบดิบ หรือกึ่งสุกกึ่งดิบ
โรคพยาธิใบไม้ตับ ติดต่อสู่คนอย่างไร?
หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าพยาธิใบไม้ตับติดต่อจากการดื่มน้ำที่ไม่สะอาด แต่ความจริงแล้วการติดเชื้อสู่คนมีช่องทางที่จำเพาะเจาะจงมาก ผ่านวงจรชีวิตของพยาธิใบไม้ ดังนี้คือ
- เริ่มต้นในแหล่งน้ำ ผู้ที่มีเชื้ออยู่แล้ว ถ่ายอุจจาระที่มีไข่พยาธิปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำจืด หรือแหล่งน้ำจืดนั้นปนเปื้อนไข่พยาธิ
- เข้าสู่หอย (พาหะที่ 1) จากนั้นไข่ของพยาธิที่ปนเปื้อนอยู่ในแหล่งน้ำจะเดินทางสู่บ้านหลังแรก นั่นก็คือหอยน้ำจืดบางชนิด เช่น หอยโข่ง หอยขม ซึ่งหอยเหล่านี้จะกินไข่พยาธิเข้าไป จากนั้นตัวอ่อนจะฟักและเจริญเติบโตในตัวหอย ที่สำคัญคือแม้หอยจะมีตัวอ่อนพยาธิ แต่การกินหอยเหล่านี้ไม่ทำให้คนติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ เนื่องจากตัวอ่อนระยะนี้ยังไม่สามารถเจริญเติบโตในร่างกายคนได้
- เข้าสู่ปลา (พาหะที่ 2) เป็นการเดินทางหาบ้านหลังที่ 2 ของตัวอ่อนที่เติบโตและแข็งแรงมากพอ และต้องการสารอาหารมากขึ้น โดยตัวอ่อนพยาธิจะออกจากหอยแล้วไชเข้าสู่ปลาน้ำจืดชนิดมีเกล็ดขาว เช่น ปลาตะเพียน ปลาขาว ปลาสร้อย ไปฝังตัวอยู่ในเนื้อปลา และเจริญเป็นตัวอ่อนระยะติดต่อ
- เข้าสู่คน (ผู้ติดเชื้อ) ระยะสำคัญที่เป็นคำตอบว่าทำไมเราถึงติดเชื้อโรคพยาธิใบไม้ตับ เพราะคนเราจะติดเชื้อได้โดยการรับประทานปลาน้ำจืดเกล็ดขาวที่มีตัวอ่อนพยาธิอยู่ โดยปรุงแบบดิบ หรือสุก ๆ ดิบ ๆ ซึ่งเมนูอาหารสำคัญที่ทำจากปลาน้ำจืดและก่อให้ติดเชื้อโรคพยาธิใบไม้ในตับ ได้แก่ ก้อยปลาดิบ ปลาส้มดิบ ปลาร้าดิบ ปลาจ่อมดิบ เป็นต้น
อาการโรคพยาธิใบไม้ตับ
อาการระยะเริ่มแรก : แน่นท้อง ท้องอืด ปวดหลัง อ่อนเพลีย ผอมลง เบื่ออาหาร เจ็บในท้องบริเวณใต้ชายโครง ใต้ลิ้นปี่ ร้อนที่หน้าท้อง ชายโครงขวาและหลัง ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย
อาการระยะปานกลาง : ตับโต ถุงน้ำดีโต ดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง
อาการระยะรุนแรง : มีไข้ น้ำหนักลด ท้องมาน เท้าบวม ตับโตและกดเจ็บ ตัวเหลือง ตาเหลือง อุจจาระสีซีดหรือเทา ปัสสาวะสีเข้ม ทางเดินท่อน้ำดีโป่งพอง เกิดเป็นมะเร็งท่อน้ำดี หรือเชื้อโรคจากท่อน้ำดีเข้าสู่กระแสเลือดเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เสียชีวิตได้
เหตุผลที่การรักษา “พยาธิใบไม้ในตับ” ไม่ควรซื้อยาถ่ายพยาธิกินเอง
สำหรับเหตุผลที่การรักษาพยาธิใบไม้ในตับ จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ และไม่ควรซื้อยาถ่ายพยาธิมากินเอง ด้วยเหตุผลดังนี้คือ
- ต้องวินิจฉัยให้ถูกต้องก่อน โดยจะต้องตรวจอุจจาระเพื่อยืนยันว่ามีไข่พยาธิจริง หรือมีการตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ ตรวจทางรังสีวิทยาตามการพิจารณาของแพทย์ก่อน
- ต้องใช้ยาให้ถูกชนิดและถูกขนาด เนื่องจากยาที่ใช้รักษาคือพราซิควอนเทล (Praziquantel) ซึ่งเป็นยาควบคุมพิเศษที่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น โดยจะต้องมีการคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวของผู้ป่วยแต่ละราย อีกทั้งยาถ่ายพยาธิทั่วไปที่หาซื้อได้เองมักใช้ไม่ได้ผลกับพยาธิชนิดนี้
- อาจมีผลข้างเคียง ยาพราซิควอนเทลอาจมีผลข้างเคียงได้ เช่น เวียนศีรษะ ง่วงซึม คลื่นไส้ ปวดท้อง หรือมีไข้การใช้ยานี้จึงควรอยู่ในการดูแลของแพทย์เพื่อความปลอดภัย
แนวทางการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับ
ในเรื่องนี้ แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย ให้ความรู้ว่า ด้านอาหาร ควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ หลีกเลี่ยงอาหารดิบทุกชนิด โดยเฉพาะปลาน้ำจืด ล้างวัตถุดิบให้สะอาด และเลือกแหล่งอาหารที่ได้มาตรฐาน
ส่วนด้านสุขอนามัยส่วนบุคคล ล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ ขณะที่ด้านการผลิตอาหาร ผู้ประกอบการต้องใส่ใจการผลิตอาหารก่อนการเสิร์ฟ ควรปรุงสุกด้วยความร้อนอย่างทั่วถึง หลีกเลี่ยงอาหารดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ รวมถึงควรระมัดระวังอาหารหมักที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือใช้ระยะเวลาหมักไม่เพียงพอ ซึ่งอาจยังมีตัวอ่อนของพยาธิปนเปื้อนอยู่
📌อ่านต่อ : www.thaipbs.or.th/now/content/4167