
สร้าง “ท่าอวกาศยาน” ไทยจะได้ประโยชน์อย่างไร
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA เปิดเผยข่าวเกี่ยวกับ “แผนปฏิบัติการสร้างท่าอวกาศยาน” หรือ Spaceport ซึ่งจะเป็นยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของไทยในอนาคต โดยเป้าหมายในครั้งนี้ ได้รับการเปิดเผยจาก ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ผ่านการชี้แจงในเวทีวุฒิสภา
“เราต้องเปลี่ยนผ่านจากผู้ซื้อสู่ผู้สร้างเทคโนโลยี และใช้ทุกข้อได้เปรียบที่เรามีเพื่อยึดพื้นที่ในห่วงโซ่มูลค่าโลก นี่คือหัวใจสำคัญของวิสัยทัศน์ที่กระทรวง อว. กำลังผลักดันให้เกิดขึ้นจริง” ศ.ยศชนัน กล่าว
ในระดับสากล อุตสาหกรรมอวกาศไม่ได้ถูกผูกขาดโดยรัฐบาลหรือองค์กรยักษ์ใหญ่อย่าง NASA อีกต่อไป แต่ขับเคลื่อนโดยบริษัทเอกชน (Commercial Space) เช่น SpaceX, Blue Origin หรือ Rocket Lab ที่ทำให้ต้นทุนการส่งดาวเทียมและยานอวกาศลดลงอย่างมหาศาล ความต้องการฐานปล่อยจรวด (Spaceport) ทั่วโลกจึงพุ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวตามจำนวนดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) ที่ถูกส่งขึ้นไปแทบทุกวันเพื่อรองรับระบบอินเทอร์เน็ต โลจิสติกส์ และการสื่อสารไร้พรมแดน
หันกลับมามองที่ประเทศไทย ปัจจุบันเรายังคงติดกับดักของการเป็น “ผู้ซื้อ” และ “ผู้บริโภค” เทคโนโลยีขั้นสูง เราซื้อบริการดาวเทียมต่างชาติ ซื้อข้อมูลภาพถ่าย ซื้อชิ้นส่วนเทคโนโลยี และจ่ายเงินมหาศาลเพื่อส่งดาวเทียมไปปล่อยที่ประเทศอื่น ทำให้เม็ดเงินไหลออกนอกประเทศปีละจำนวนมาก หากไทยยังนิ่งเฉย เราจะกลายเป็นผู้ล้าหลังที่ต้องพึ่งพาจมูกคนอื่นหายใจในโลกดิจิทัลยุคถัดไป ตัวอย่างการสร้างอำนาจอธิปไตยด้านอวกาศที่ดี คือการตัดสินใจของรัฐบาลด้านการส่งเสริมขีดความสามารถการพัฒนาดาวเทียมเองในประเทศอย่าง ดาวเทียม THEOS-2A และ THEOS-3 ซึ่งสามารถสร้างบุคลากรทักษะเทคโนโลยีขั้นสูง และผู้ประกอบการไทย ให้ออกแบบ ผลิตชิ้นส่วนดาวเทียมได้เอง กว่า 50% ดังนั้น การสร้างท่าอวกาศยานจึงไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่เป็นทางรอดและทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์
แต้มต่อ “ไทย” ภูมิศาสตร์ติดชายฝั่งทะเล-ใกล้เส้นศูนย์สูตร
หนึ่งในประเด็นไฮไลต์ที่ ศ.ดร.ยศชนัน หยิบยกขึ้นมาคือ “ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์” ของประเทศไทย ที่ตั้งของไทยมีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเลในมุมเปิดที่เหมาะสม และที่สำคัญคืออยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตร (Equator) ซึ่งในทางฟิสิกส์การบินอวกาศ การปล่อยจรวดจากพื้นที่ใกล้เส้นศูนย์สูตรจะได้รับแรงเหวี่ยงจากการหมุนของโลกมากที่สุด ข้อได้เปรียบทางธรรมชาติตรงนี้ส่งผลดีในทางเศรษฐศาสตร์อย่างมหาศาล ทำให้สามารถลดต้นทุนเชื้อเพลิงได้สูงสุดถึง 20% เมื่อเทียบกับฐานปล่อยในพื้นที่ละติจูดสูง และสามารถนำน้ำหนักบรรทุก (Payload) เช่น ดาวเทียม ขึ้นสู่วงโคจรได้มากขึ้นในรอบการยิงเดียวกัน
นอกจากนี้ ความต้องการนำส่งดาวเทียมในแถบใกล้กับเส้นศูนย์สูตร ทั้ง Low-inclination และ Very low-inclination orbit กำลังเพิ่มสูงขึ้น สอดรับการแข่งขันสร้างเครือข่ายดาวเทียมวงโคจรต่ำ ที่ต้องการความครอบคลุมการให้บริการผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น ซึ่งดาวเทียมที่ใช้วงโคจรใกล้เส้นศูนย์สูตร มีข้อได้เปรียบ มากกว่าการใช้วงโคจรแบบสัมพันธ์กับดวงอาทิตย์ ตรงที่ทำให้ลดระยะเวลาโคจรซ้ำบริเวณเดิม (Revisit time) ทำให้สามารถใช้จำนวนดาวเทียมที่น้อยลงมากกว่า ช่วยลดต้นทุนในการให้บริการ ตัวอย่างกลุ่มดาวเทียมรุ่นใหม่ที่มองหาวงโคจรใกล้เส้นศูนย์สูตร มีทั้งดาวเทียมเพื่อการสำรวจโลก อย่าง ดาวเทียมระบบ SAR ที่ถ่ายทะลุเมฆ และกลุ่มดาวเทียมเพื่อการสื่อสารวงโคจรต่ำที่เจาะกลุ่มลูกค้าประเทศใกล้เส้นศูนย์สูตร
ยิ่งไปกว่านั้น การวางตัวเป็นกลางของประเทศไทย จะสามารถดึงดูดบริษัทผู้ผลิตและปล่อยจรวดระดับโลก ให้หันมามองประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์หลักในการลดต้นทุนการดำเนินงาน ทั้งยังรักษาความเป็นกลางเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือ “แต้มต่อ” ที่เงินก็ซื้อไม่ได้ และเป็นขุมทรัพย์ทางภูมิศาสตร์ที่ทำให้ไทยกลายเป็นหมุดหมายเนื้อหอมในสายตาของอุตสาหกรรมการบินอวกาศโลก
ความกังวลใหญ่ของสังคมเมื่อพูดถึงโครงการอวกาศคือ “งบประมาณ” เมกะโปรเจกต์ระดับนี้มักถูกตั้งคำถามจากประชาชนว่าจะคุ้มค่าหรือไม่ หรือจะเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำในยามที่เศรษฐกิจประเทศต้องการการฟื้นฟูในด้านอื่นๆ ศ.ดร.ยศชนัน ได้แก้โจทย์นี้อย่างตรงจุดด้วยการประกาศขับเคลื่อนผ่าน โมเดลร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership หรือ PPP) ซึ่งเป็นกลไกที่ชาญฉลาดในการดึงเม็ดเงินจากภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศเข้ามาลงทุน โดยที่รัฐบาลไม่ต้องแบกรับภาระทางการคลังทั้งหมด
📌อ่านต่อ : www.thaipbs.or.th/now/content/4196
สร้าง “ท่าอวกาศยาน” ไทยจะได้ประโยชน์อย่างไร
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA เปิดเผยข่าวเกี่ยวกับ “แผนปฏิบัติการสร้างท่าอวกาศยาน” หรือ Spaceport ซึ่งจะเป็นยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของไทยในอนาคต โดยเป้าหมายในครั้งนี้ ได้รับการเปิดเผยจาก ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ผ่านการชี้แจงในเวทีวุฒิสภา
“เราต้องเปลี่ยนผ่านจากผู้ซื้อสู่ผู้สร้างเทคโนโลยี และใช้ทุกข้อได้เปรียบที่เรามีเพื่อยึดพื้นที่ในห่วงโซ่มูลค่าโลก นี่คือหัวใจสำคัญของวิสัยทัศน์ที่กระทรวง อว. กำลังผลักดันให้เกิดขึ้นจริง” ศ.ยศชนัน กล่าว
ในระดับสากล อุตสาหกรรมอวกาศไม่ได้ถูกผูกขาดโดยรัฐบาลหรือองค์กรยักษ์ใหญ่อย่าง NASA อีกต่อไป แต่ขับเคลื่อนโดยบริษัทเอกชน (Commercial Space) เช่น SpaceX, Blue Origin หรือ Rocket Lab ที่ทำให้ต้นทุนการส่งดาวเทียมและยานอวกาศลดลงอย่างมหาศาล ความต้องการฐานปล่อยจรวด (Spaceport) ทั่วโลกจึงพุ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวตามจำนวนดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) ที่ถูกส่งขึ้นไปแทบทุกวันเพื่อรองรับระบบอินเทอร์เน็ต โลจิสติกส์ และการสื่อสารไร้พรมแดน
หันกลับมามองที่ประเทศไทย ปัจจุบันเรายังคงติดกับดักของการเป็น “ผู้ซื้อ” และ “ผู้บริโภค” เทคโนโลยีขั้นสูง เราซื้อบริการดาวเทียมต่างชาติ ซื้อข้อมูลภาพถ่าย ซื้อชิ้นส่วนเทคโนโลยี และจ่ายเงินมหาศาลเพื่อส่งดาวเทียมไปปล่อยที่ประเทศอื่น ทำให้เม็ดเงินไหลออกนอกประเทศปีละจำนวนมาก หากไทยยังนิ่งเฉย เราจะกลายเป็นผู้ล้าหลังที่ต้องพึ่งพาจมูกคนอื่นหายใจในโลกดิจิทัลยุคถัดไป ตัวอย่างการสร้างอำนาจอธิปไตยด้านอวกาศที่ดี คือการตัดสินใจของรัฐบาลด้านการส่งเสริมขีดความสามารถการพัฒนาดาวเทียมเองในประเทศอย่าง ดาวเทียม THEOS-2A และ THEOS-3 ซึ่งสามารถสร้างบุคลากรทักษะเทคโนโลยีขั้นสูง และผู้ประกอบการไทย ให้ออกแบบ ผลิตชิ้นส่วนดาวเทียมได้เอง กว่า 50% ดังนั้น การสร้างท่าอวกาศยานจึงไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่เป็นทางรอดและทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์
แต้มต่อ “ไทย” ภูมิศาสตร์ติดชายฝั่งทะเล-ใกล้เส้นศูนย์สูตร
หนึ่งในประเด็นไฮไลต์ที่ ศ.ดร.ยศชนัน หยิบยกขึ้นมาคือ “ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์” ของประเทศไทย ที่ตั้งของไทยมีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเลในมุมเปิดที่เหมาะสม และที่สำคัญคืออยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตร (Equator) ซึ่งในทางฟิสิกส์การบินอวกาศ การปล่อยจรวดจากพื้นที่ใกล้เส้นศูนย์สูตรจะได้รับแรงเหวี่ยงจากการหมุนของโลกมากที่สุด ข้อได้เปรียบทางธรรมชาติตรงนี้ส่งผลดีในทางเศรษฐศาสตร์อย่างมหาศาล ทำให้สามารถลดต้นทุนเชื้อเพลิงได้สูงสุดถึง 20% เมื่อเทียบกับฐานปล่อยในพื้นที่ละติจูดสูง และสามารถนำน้ำหนักบรรทุก (Payload) เช่น ดาวเทียม ขึ้นสู่วงโคจรได้มากขึ้นในรอบการยิงเดียวกัน
นอกจากนี้ ความต้องการนำส่งดาวเทียมในแถบใกล้กับเส้นศูนย์สูตร ทั้ง Low-inclination และ Very low-inclination orbit กำลังเพิ่มสูงขึ้น สอดรับการแข่งขันสร้างเครือข่ายดาวเทียมวงโคจรต่ำ ที่ต้องการความครอบคลุมการให้บริการผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น ซึ่งดาวเทียมที่ใช้วงโคจรใกล้เส้นศูนย์สูตร มีข้อได้เปรียบ มากกว่าการใช้วงโคจรแบบสัมพันธ์กับดวงอาทิตย์ ตรงที่ทำให้ลดระยะเวลาโคจรซ้ำบริเวณเดิม (Revisit time) ทำให้สามารถใช้จำนวนดาวเทียมที่น้อยลงมากกว่า ช่วยลดต้นทุนในการให้บริการ ตัวอย่างกลุ่มดาวเทียมรุ่นใหม่ที่มองหาวงโคจรใกล้เส้นศูนย์สูตร มีทั้งดาวเทียมเพื่อการสำรวจโลก อย่าง ดาวเทียมระบบ SAR ที่ถ่ายทะลุเมฆ และกลุ่มดาวเทียมเพื่อการสื่อสารวงโคจรต่ำที่เจาะกลุ่มลูกค้าประเทศใกล้เส้นศูนย์สูตร
ยิ่งไปกว่านั้น การวางตัวเป็นกลางของประเทศไทย จะสามารถดึงดูดบริษัทผู้ผลิตและปล่อยจรวดระดับโลก ให้หันมามองประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์หลักในการลดต้นทุนการดำเนินงาน ทั้งยังรักษาความเป็นกลางเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือ “แต้มต่อ” ที่เงินก็ซื้อไม่ได้ และเป็นขุมทรัพย์ทางภูมิศาสตร์ที่ทำให้ไทยกลายเป็นหมุดหมายเนื้อหอมในสายตาของอุตสาหกรรมการบินอวกาศโลก
ความกังวลใหญ่ของสังคมเมื่อพูดถึงโครงการอวกาศคือ “งบประมาณ” เมกะโปรเจกต์ระดับนี้มักถูกตั้งคำถามจากประชาชนว่าจะคุ้มค่าหรือไม่ หรือจะเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำในยามที่เศรษฐกิจประเทศต้องการการฟื้นฟูในด้านอื่นๆ ศ.ดร.ยศชนัน ได้แก้โจทย์นี้อย่างตรงจุดด้วยการประกาศขับเคลื่อนผ่าน โมเดลร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership หรือ PPP) ซึ่งเป็นกลไกที่ชาญฉลาดในการดึงเม็ดเงินจากภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศเข้ามาลงทุน โดยที่รัฐบาลไม่ต้องแบกรับภาระทางการคลังทั้งหมด
📌อ่านต่อ : www.thaipbs.or.th/now/content/4196