
เอลนีโญ 2026 จะส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศของโลกอย่างไร?
จากรายงานเตือนภัยขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ปรากฏการณ์เอลนีโญ ปี 2026 จะเป็นปรากฏการณ์ที่ทวีความรุนแรงและพัฒนาอย่างรวดเร็วเป็นประวัติการณ์ โดยส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมโลกดังนี้
1. อุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้นทำลายสถิติ
- น้ำทะเลร้อนจัดรวดเร็ว: อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกสูงกว่าปกติถึง 2.6 องศาเซลเซียส และดัชนีความร้อนสัมพัทธ์สูงกว่าค่าเฉลี่ย 2.3 องศาเซลเซียส
- ส่งผลยาวนาน: คาดว่าปรากฏการณ์นี้จะคงอยู่ต่อไปอย่างน้อยจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2027 ซึ่งแรงสนับสนุนนี้เมื่อรวมกับภาวะโลกร้อน จะนำไปสู่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่สูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2027
2. เกิดสภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather)
- ภัยแล้งและไฟป่ารุนแรง: เกิดไฟป่าครั้งใหญ่ในอินโดนีเซีย สภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้งจัดกว่าปกติในออสเตรเลีย รวมถึงภัยแล้งรุนแรงในบางส่วนของทวีปแอฟริกา
- อุทกภัยใหญ่: เกิดน้ำท่วมและอุทกภัยรุนแรงที่ทำลายพืชผลทางการเกษตรในทวีปอเมริกาใต้
- พายุไต้ฝุ่นแปรปรวนผิดปกติ: เอลนีโญส่งผลให้รูปแบบการก่อตัวของพายุเปลี่ยนแปลงไป ภาพถ่ายดาวเทียมพบพายุไต้ฝุ่นเขตร้อนก่อตัวพร้อมกันถึง 4 ลูกในมหาสมุทรแปซิฟิก ตั้งแต่พื้นที่ใกล้ประเทศญี่ปุ่นยาวไปจนถึงหมู่เกาะฮาวาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติมาก
3. ผลกระทบต่อเกษตรกรรมและความมั่นคงทางอาหาร
- เกษตรกรเผชิญสภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้: ส่งผลกระทบตรงต่อผลผลิตและการเพาะปลูกทั่วโลก
- วิกฤตความอดอยาก: คาดการณ์ว่าประชาชนเกือบ 50 ล้านคนในชุมชนที่เปราะบางอาจต้องตกอยู่ในภาวะอดอยากอย่างรุนแรงจากผลกระทบของสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงนี้
สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการยกระดับแบบจำลองการพยากรณ์อากาศ เพื่อรับมือภัยพิบัติ พร้อมทั้งเป็นแรงขับเคลื่อนให้ทุกภาคส่วนทั่วโลก ต้องร่วมมือกันลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม
📌อ่านบทความเต็มทางเว็บไซต์ : www.thaipbs.or.th/sciandtech/earth/4393
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech
เอลนีโญ 2026 จะส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศของโลกอย่างไร?
จากรายงานเตือนภัยขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ปรากฏการณ์เอลนีโญ ปี 2026 จะเป็นปรากฏการณ์ที่ทวีความรุนแรงและพัฒนาอย่างรวดเร็วเป็นประวัติการณ์ โดยส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมโลกดังนี้
1. อุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้นทำลายสถิติ
- น้ำทะเลร้อนจัดรวดเร็ว: อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกสูงกว่าปกติถึง 2.6 องศาเซลเซียส และดัชนีความร้อนสัมพัทธ์สูงกว่าค่าเฉลี่ย 2.3 องศาเซลเซียส
- ส่งผลยาวนาน: คาดว่าปรากฏการณ์นี้จะคงอยู่ต่อไปอย่างน้อยจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2027 ซึ่งแรงสนับสนุนนี้เมื่อรวมกับภาวะโลกร้อน จะนำไปสู่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่สูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2027
2. เกิดสภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather)
- ภัยแล้งและไฟป่ารุนแรง: เกิดไฟป่าครั้งใหญ่ในอินโดนีเซีย สภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้งจัดกว่าปกติในออสเตรเลีย รวมถึงภัยแล้งรุนแรงในบางส่วนของทวีปแอฟริกา
- อุทกภัยใหญ่: เกิดน้ำท่วมและอุทกภัยรุนแรงที่ทำลายพืชผลทางการเกษตรในทวีปอเมริกาใต้
- พายุไต้ฝุ่นแปรปรวนผิดปกติ: เอลนีโญส่งผลให้รูปแบบการก่อตัวของพายุเปลี่ยนแปลงไป ภาพถ่ายดาวเทียมพบพายุไต้ฝุ่นเขตร้อนก่อตัวพร้อมกันถึง 4 ลูกในมหาสมุทรแปซิฟิก ตั้งแต่พื้นที่ใกล้ประเทศญี่ปุ่นยาวไปจนถึงหมู่เกาะฮาวาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติมาก
3. ผลกระทบต่อเกษตรกรรมและความมั่นคงทางอาหาร
- เกษตรกรเผชิญสภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้: ส่งผลกระทบตรงต่อผลผลิตและการเพาะปลูกทั่วโลก
- วิกฤตความอดอยาก: คาดการณ์ว่าประชาชนเกือบ 50 ล้านคนในชุมชนที่เปราะบางอาจต้องตกอยู่ในภาวะอดอยากอย่างรุนแรงจากผลกระทบของสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงนี้
สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการยกระดับแบบจำลองการพยากรณ์อากาศ เพื่อรับมือภัยพิบัติ พร้อมทั้งเป็นแรงขับเคลื่อนให้ทุกภาคส่วนทั่วโลก ต้องร่วมมือกันลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม
📌อ่านบทความเต็มทางเว็บไซต์ : www.thaipbs.or.th/sciandtech/earth/4393
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech