
ซีอีโอ Nvidia ชี้ คำเตือนมนุษย์จะสูญพันธุ์จาก AI เป็นเพียงวาทกรรมที่ทำให้คนหวาดกลัว
ซีอีโอ Nvidia ชี้ คำเตือนมนุษย์จะสูญพันธุ์จาก AI เป็นเพียงวาทกรรมที่ทำให้คนหวาดกลัว ย้ำปี 2030 ไม่ใช่จุดจบของโลกอย่างที่กล่าวอ้าง
เจนเซน หวง (Jensen Huang) ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Nvidia ให้สัมภาษณ์กับ CBS News เมื่อวันที่ 20 ก.ย. ที่ผ่านมา ออกมาตอบโต้คำเตือนบนโซเชียลมีเดียของ เจค็อบ ค็อกซอน (Jacob Coxon) อดีตนักวิจัยจาก Anthropic ที่ระบุว่า AI อาจนำไปสู่การสูญพันธุ์ของมนุษยชาติภายในทศวรรษหน้า
ข้อกังวลของค็อกซอน ก่อให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับความเสี่ยงของเทคโนโลยีดังกล่าว รวมถึงเสียงเรียกร้องจากผู้บริหารระดับสูง เช่น ดาริโอ อโมเดอี (Dario Amodei) ซีอีโอของ Anthropic และแซม อัลท์แมน (Sam Altman) จาก OpenAI ที่ต้องการให้ชะลอการพัฒนา AI ลง
เจนเซน หวง ออกมาปฏิเสธคำกล่าวอ้างนั้น โดยระบุว่าการคาดการณ์เหล่านั้น ไม่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ พร้อมกับกล่าวว่า "ปี 2030 จะไม่ใช่จุดจบของโลก โอกาสที่โลกจะถึงกาลอวสานในปีนั้นคือ 0% การทำให้ผู้คนหวาดกลัวเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น และถือเป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบ”
เมื่อถูกถามว่า ทำไมชาวอเมริกันถึงควรไว้วางใจเขาในเรื่องความปลอดภัยของ AI เจนเซน หวง บอกกับ CBS News ว่า การทำให้มั่นใจว่าอุตสาหกรรมจะสร้างผลิตภัณฑ์อย่างมีความรับผิดชอบนั้น เป็นผลประโยชน์สูงสุดของบริษัท Nvidia ความสำเร็จของบริษัทเชื่อมโยงโดยตรงกับการนำผลิตภัณฑ์และบริการไปใช้อย่างปลอดภัย และหากไม่ดำเนินการเช่นนั้นต่อไป มูลค่าของบริษัทก็จะลดลง
การละเมิดความปลอดภัยหลายครั้งเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้กระตุ้นให้เกิดเสียงเรียกร้องให้มีกฎระเบียบเกี่ยวกับ AI ประเด็นนี้ เจนเซน หวง มองว่าไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายใหม่มาควบคุม AI เพราะกฎหมายที่สหรัฐฯ มีอยู่แล้ว ทั้งเรื่องความรับผิดของผู้ผลิตสินค้าและเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตก็ครอบคลุมเพียงพอ และเห็นด้วยกับมุมมองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ว่าอุตสาหกรรม AI ไม่จำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันเพิ่มเติม
“เรามีกฎหมายด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และการชดใช้ความเสียหายมีอยู่แล้วหลายฉบับ ควรนำกฎหมายเหล่านั้นมาบังคับใช้ก่อน และอย่าปล่อยให้วาทกรรมเรื่องหายนะวันสิ้นโลกมาเป็นเหตุผลให้ใครบางคนหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามกฎหมายที่มีอยู่เดิม”
Nvidia มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างมากในการถกเถียงนี้ เนื่องจากบริษัทผู้พัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น OpenAI และบริษัทอื่น ๆ ใช้ชิปของ Nvidia ทำให้ความต้องการชิปเหล่านั้นพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้มูลค่าตลาดของบริษัทพุ่งขึ้นเป็น 5.3 ล้านล้านดอลลาร์ จนกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก
ที่มา : CBS News
ซีอีโอ Nvidia ชี้ คำเตือนมนุษย์จะสูญพันธุ์จาก AI เป็นเพียงวาทกรรมที่ทำให้คนหวาดกลัว
ซีอีโอ Nvidia ชี้ คำเตือนมนุษย์จะสูญพันธุ์จาก AI เป็นเพียงวาทกรรมที่ทำให้คนหวาดกลัว ย้ำปี 2030 ไม่ใช่จุดจบของโลกอย่างที่กล่าวอ้าง
เจนเซน หวง (Jensen Huang) ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Nvidia ให้สัมภาษณ์กับ CBS News เมื่อวันที่ 20 ก.ย. ที่ผ่านมา ออกมาตอบโต้คำเตือนบนโซเชียลมีเดียของ เจค็อบ ค็อกซอน (Jacob Coxon) อดีตนักวิจัยจาก Anthropic ที่ระบุว่า AI อาจนำไปสู่การสูญพันธุ์ของมนุษยชาติภายในทศวรรษหน้า
ข้อกังวลของค็อกซอน ก่อให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับความเสี่ยงของเทคโนโลยีดังกล่าว รวมถึงเสียงเรียกร้องจากผู้บริหารระดับสูง เช่น ดาริโอ อโมเดอี (Dario Amodei) ซีอีโอของ Anthropic และแซม อัลท์แมน (Sam Altman) จาก OpenAI ที่ต้องการให้ชะลอการพัฒนา AI ลง
เจนเซน หวง ออกมาปฏิเสธคำกล่าวอ้างนั้น โดยระบุว่าการคาดการณ์เหล่านั้น ไม่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ พร้อมกับกล่าวว่า "ปี 2030 จะไม่ใช่จุดจบของโลก โอกาสที่โลกจะถึงกาลอวสานในปีนั้นคือ 0% การทำให้ผู้คนหวาดกลัวเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น และถือเป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบ”
เมื่อถูกถามว่า ทำไมชาวอเมริกันถึงควรไว้วางใจเขาในเรื่องความปลอดภัยของ AI เจนเซน หวง บอกกับ CBS News ว่า การทำให้มั่นใจว่าอุตสาหกรรมจะสร้างผลิตภัณฑ์อย่างมีความรับผิดชอบนั้น เป็นผลประโยชน์สูงสุดของบริษัท Nvidia ความสำเร็จของบริษัทเชื่อมโยงโดยตรงกับการนำผลิตภัณฑ์และบริการไปใช้อย่างปลอดภัย และหากไม่ดำเนินการเช่นนั้นต่อไป มูลค่าของบริษัทก็จะลดลง
การละเมิดความปลอดภัยหลายครั้งเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้กระตุ้นให้เกิดเสียงเรียกร้องให้มีกฎระเบียบเกี่ยวกับ AI ประเด็นนี้ เจนเซน หวง มองว่าไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายใหม่มาควบคุม AI เพราะกฎหมายที่สหรัฐฯ มีอยู่แล้ว ทั้งเรื่องความรับผิดของผู้ผลิตสินค้าและเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตก็ครอบคลุมเพียงพอ และเห็นด้วยกับมุมมองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ว่าอุตสาหกรรม AI ไม่จำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันเพิ่มเติม
“เรามีกฎหมายด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และการชดใช้ความเสียหายมีอยู่แล้วหลายฉบับ ควรนำกฎหมายเหล่านั้นมาบังคับใช้ก่อน และอย่าปล่อยให้วาทกรรมเรื่องหายนะวันสิ้นโลกมาเป็นเหตุผลให้ใครบางคนหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามกฎหมายที่มีอยู่เดิม”
Nvidia มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างมากในการถกเถียงนี้ เนื่องจากบริษัทผู้พัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น OpenAI และบริษัทอื่น ๆ ใช้ชิปของ Nvidia ทำให้ความต้องการชิปเหล่านั้นพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้มูลค่าตลาดของบริษัทพุ่งขึ้นเป็น 5.3 ล้านล้านดอลลาร์ จนกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก
ที่มา : CBS News