
“ปรากฏการณ์เอลนีโญ” ทำให้โลกเกิดภัยแล้งและน้ำท่วมได้อย่างไร
1. สภาวะปกติ (ก่อนเกิดเอลนีโญ)
กลไกลมค้าและการไหลของน้ำ: ลมค้า (Trade winds) จะพัดจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก ผลักดันน้ำอุ่นผิวน้ำไปสะสมอยู่บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก (แถบอินโดนีเซีย) ทำให้น้ำเย็นด้านล่างทางฝั่งตะวันออก (แถบเปรู) ไหลขึ้นมาแทนที่ (Upwelling)
การระเหยและการเกิดฝน: มหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกที่อุ่นกว่าจะส่งความชื้นและอากาศอุ่นให้ลอยตัวสูงขึ้น กลายเป็นเมฆและฝน ทำให้พื้นที่รอบ ๆ อินโดนีเซียมีฝนตกชื้นมาก ในขณะที่ฝั่งตะวันออกจะแห้งแล้งกว่า
ระบบหมุนเวียนและการรักษาสมดุล: อากาศที่ลอยขึ้นทางฝั่งตะวันตกจะกระจายตัวไปจมลงทางฝั่งตะวันออก และไหลกลับมาทางตะวันตกใกล้ผิวน้ำ เรียกว่า "การหมุนเวียนของวอล์คเกอร์" (Walker Circulation) ซึ่งทำงานร่วมกับ "Bjerknes feedback" ในการรักษาความแตกต่างของอุณหภูมิและกระแสลมให้สมดุล
2. สิ่งที่เปลี่ยนแปลงเมื่อเกิด "เอลนีโญ" (สาเหตุภัยแล้งและน้ำท่วม)
เมื่อเกิดเอลนีโญ ลมค้าจะอ่อนกำลังลง ทำให้น้ำอุ่นย้อนกลับไปสะสมทางมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออก แทนที่จะไปทางตะวันตก ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงดังนี้
- ทำไมพื้นที่หนึ่งถึงเกิด "น้ำท่วม / ฝนตกหนัก" (ฝั่งตะวันออก)
เมื่อน้ำอุ่นเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออก (แปซิฟิกตอนกลางและตะวันออก เช่น ชายฝั่งเปรู) บริเวณการระเหยของน้ำ การลอยตัวของอากาศชื้น และการก่อตัวของเมฆฝนจึงขยับตามไปทางทิศตะวันออกด้วย
ส่งผลให้พื้นที่ซึ่งเคยแห้งแล้งกลับได้รับความชื้น ฝนตกหนัก และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วม
- ทำไมอีกพื้นที่หนึ่งถึงเกิด "ภัยแล้ง" (ฝั่งตะวันตก)
เมื่ออากาศลอยตัวขึ้นทางตอนกลางและตะวันออก อากาศส่วนหนึ่งจะเคลื่อนไปจมลงเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก (แถบอินโดนีเซียและพื้นที่ใกล้เคียง)
อากาศที่จมลงทำให้เมฆก่อตัวได้ยาก ส่งผลให้พื้นที่ฝั่งตะวันตกแห้งแล้งกว่าปกติอย่างมาก และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าและไฟป่าพรุ
3. การส่งผลกระทบไปทั่วโลก (Teleconnections)
เอลนีโญไม่ได้กระทบแค่ในมหาสมุทรแปซิฟิก แต่ส่งผลไปไกลหลายพันกิโลเมตรผ่านกลไกต่าง ๆ
กลไกอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์: กระทบพื้นที่อย่าง ซาเฮล (Sahel) ทางใต้ของทะเลทรายสะฮารา ทำให้อากาศอุ่นชื้นลอยตัวยากขึ้น เมฆลดลง แสงแดดส่องลงพื้นดินมากขึ้น จึงเกิดสภาพอากาศอุ่นและแห้งแล้งยิ่งขึ้น
คลื่นในชั้นบรรยากาศ: การย้ายตำแหน่งของฝนและมวลอากาศอุ่นทำให้เกิดคลื่นบรรยากาศขนาดใหญ่ เบี่ยงเบนทิศทางลมและเส้นทางพายุ กระทบไปถึงสหราชอาณาจักร ทำให้เพิ่มโอกาสเกิดสภาพอากาศเปียกชื้น/มีพายุในฤดูใบไม้ร่วง และอากาศหนาวเย็นในปลายฤดูหนาว
ปฏิสัมพันธ์กับมหาสมุทรอื่น: เปลี่ยนแปลงสภาวะในมหาสมุทรอื่น เช่น ส่งผลต่อ ปรากฏการณ์ไดโพลในมหาสมุทรอินเดีย (IOD) ซึ่งกระทบปริมาณฝนในแอฟริกาตะวันออกและบางส่วนของอินเดีย
4. ข้อสรุปเกี่ยวกับสภาพอากาศท้องถิ่นนั้น ๆ
เอลนีโญเป็นปัจจัย "เปลี่ยนแปลงความน่าจะเป็น" ของสภาพอากาศโดยรวม (เช่น ทำให้ภาพรวมของไทยหรือมรสุมในอินเดียแห้งแล้งกว่าปกติ)
อย่างไรก็ตาม ระบบสภาพอากาศในท้องถิ่นยังสามารถสร้างสภาพอากาศสุดขั้วในทิศทางตรงกันข้ามได้ เช่น บางพื้นที่ของไทย (รวมถึงกรุงเทพฯ) หรือบางภูมิภาคของอินเดีย ยังคงสามารถเผชิญกับฝนตกหนักและน้ำท่วมได้ในช่วงเอลนีโญ
📌อ่านบทความเต็มทางเว็บไซต์ : www.thaipbs.or.th/sciandtech/earth/4481
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech
“ปรากฏการณ์เอลนีโญ” ทำให้โลกเกิดภัยแล้งและน้ำท่วมได้อย่างไร
1. สภาวะปกติ (ก่อนเกิดเอลนีโญ)
กลไกลมค้าและการไหลของน้ำ: ลมค้า (Trade winds) จะพัดจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก ผลักดันน้ำอุ่นผิวน้ำไปสะสมอยู่บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก (แถบอินโดนีเซีย) ทำให้น้ำเย็นด้านล่างทางฝั่งตะวันออก (แถบเปรู) ไหลขึ้นมาแทนที่ (Upwelling)
การระเหยและการเกิดฝน: มหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกที่อุ่นกว่าจะส่งความชื้นและอากาศอุ่นให้ลอยตัวสูงขึ้น กลายเป็นเมฆและฝน ทำให้พื้นที่รอบ ๆ อินโดนีเซียมีฝนตกชื้นมาก ในขณะที่ฝั่งตะวันออกจะแห้งแล้งกว่า
ระบบหมุนเวียนและการรักษาสมดุล: อากาศที่ลอยขึ้นทางฝั่งตะวันตกจะกระจายตัวไปจมลงทางฝั่งตะวันออก และไหลกลับมาทางตะวันตกใกล้ผิวน้ำ เรียกว่า "การหมุนเวียนของวอล์คเกอร์" (Walker Circulation) ซึ่งทำงานร่วมกับ "Bjerknes feedback" ในการรักษาความแตกต่างของอุณหภูมิและกระแสลมให้สมดุล
2. สิ่งที่เปลี่ยนแปลงเมื่อเกิด "เอลนีโญ" (สาเหตุภัยแล้งและน้ำท่วม)
เมื่อเกิดเอลนีโญ ลมค้าจะอ่อนกำลังลง ทำให้น้ำอุ่นย้อนกลับไปสะสมทางมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออก แทนที่จะไปทางตะวันตก ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงดังนี้
- ทำไมพื้นที่หนึ่งถึงเกิด "น้ำท่วม / ฝนตกหนัก" (ฝั่งตะวันออก)
เมื่อน้ำอุ่นเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออก (แปซิฟิกตอนกลางและตะวันออก เช่น ชายฝั่งเปรู) บริเวณการระเหยของน้ำ การลอยตัวของอากาศชื้น และการก่อตัวของเมฆฝนจึงขยับตามไปทางทิศตะวันออกด้วย
ส่งผลให้พื้นที่ซึ่งเคยแห้งแล้งกลับได้รับความชื้น ฝนตกหนัก และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วม
- ทำไมอีกพื้นที่หนึ่งถึงเกิด "ภัยแล้ง" (ฝั่งตะวันตก)
เมื่ออากาศลอยตัวขึ้นทางตอนกลางและตะวันออก อากาศส่วนหนึ่งจะเคลื่อนไปจมลงเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก (แถบอินโดนีเซียและพื้นที่ใกล้เคียง)
อากาศที่จมลงทำให้เมฆก่อตัวได้ยาก ส่งผลให้พื้นที่ฝั่งตะวันตกแห้งแล้งกว่าปกติอย่างมาก และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าและไฟป่าพรุ
3. การส่งผลกระทบไปทั่วโลก (Teleconnections)
เอลนีโญไม่ได้กระทบแค่ในมหาสมุทรแปซิฟิก แต่ส่งผลไปไกลหลายพันกิโลเมตรผ่านกลไกต่าง ๆ
กลไกอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์: กระทบพื้นที่อย่าง ซาเฮล (Sahel) ทางใต้ของทะเลทรายสะฮารา ทำให้อากาศอุ่นชื้นลอยตัวยากขึ้น เมฆลดลง แสงแดดส่องลงพื้นดินมากขึ้น จึงเกิดสภาพอากาศอุ่นและแห้งแล้งยิ่งขึ้น
คลื่นในชั้นบรรยากาศ: การย้ายตำแหน่งของฝนและมวลอากาศอุ่นทำให้เกิดคลื่นบรรยากาศขนาดใหญ่ เบี่ยงเบนทิศทางลมและเส้นทางพายุ กระทบไปถึงสหราชอาณาจักร ทำให้เพิ่มโอกาสเกิดสภาพอากาศเปียกชื้น/มีพายุในฤดูใบไม้ร่วง และอากาศหนาวเย็นในปลายฤดูหนาว
ปฏิสัมพันธ์กับมหาสมุทรอื่น: เปลี่ยนแปลงสภาวะในมหาสมุทรอื่น เช่น ส่งผลต่อ ปรากฏการณ์ไดโพลในมหาสมุทรอินเดีย (IOD) ซึ่งกระทบปริมาณฝนในแอฟริกาตะวันออกและบางส่วนของอินเดีย
4. ข้อสรุปเกี่ยวกับสภาพอากาศท้องถิ่นนั้น ๆ
เอลนีโญเป็นปัจจัย "เปลี่ยนแปลงความน่าจะเป็น" ของสภาพอากาศโดยรวม (เช่น ทำให้ภาพรวมของไทยหรือมรสุมในอินเดียแห้งแล้งกว่าปกติ)
อย่างไรก็ตาม ระบบสภาพอากาศในท้องถิ่นยังสามารถสร้างสภาพอากาศสุดขั้วในทิศทางตรงกันข้ามได้ เช่น บางพื้นที่ของไทย (รวมถึงกรุงเทพฯ) หรือบางภูมิภาคของอินเดีย ยังคงสามารถเผชิญกับฝนตกหนักและน้ำท่วมได้ในช่วงเอลนีโญ
📌อ่านบทความเต็มทางเว็บไซต์ : www.thaipbs.or.th/sciandtech/earth/4481
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech