ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

Bio-Privacy คืออะไร รู้จักความเป็นส่วนตัวทางพันธุกรรม

13 เม.ย. 6913 นาที13 เม.ย. 69

ในโลกดิจิทัล เราคุ้นเคยกับคำว่าความเป็นส่วนตัว (privacy) ผ่านสิ่งที่จับต้องได้ง่าย เช่นรหัสผ่าน อีเมล หรือหมายเลขบัตรประชาชน ถ้าข้อมูลเหล่านี้หลุด เรารู้ทันทีว่ามันอันตราย

ขนาดตัวอักษร

ในโลกดิจิทัล เราคุ้นเคยกับคำว่าความเป็นส่วนตัว (privacy) ผ่านสิ่งที่จับต้องได้ง่าย เช่นรหัสผ่าน อีเมล หรือหมายเลขบัตรประชาชน ถ้าข้อมูลเหล่านี้หลุด เรารู้ทันทีว่ามันอันตราย เพราะใครสักคนอาจเข้าถึงบัญชีธนาคาร ข้อมูลส่วนตัว หรือระบบต่าง ๆ ของเราได้ แต่มีข้อมูลอีกประเภทหนึ่งที่ลึกกว่านั้นมาก และหลายคนเพิ่งเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของมันในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นั่นคือ ข้อมูลทางพันธุกรรม หรือรหัสดีเอ็นเอ ซึ่งถ้ามองในเชิงเปรียบเทียบแล้ว มันไม่ใช่แค่รหัสผ่านของตัวเรา แต่เป็นเหมือนกุญแจไขความลับของร่างกายมนุษย์ ที่บอกได้ตั้งแต่ลักษณะทางชีวภาพ ความเสี่ยงต่อโรคบางชนิด ไปจนถึงความเชื่อมโยงกับครอบครัวและบรรพบุรุษของเรา ข้อมูลนี้ไม่ใช่สิ่งที่เราตั้งขึ้นมาเองเหมือนรหัสผ่านคอมพิวเตอร์ และที่สำคัญที่สุดคือ มันเปลี่ยนแปลงไม่ได้

ดีเอ็นเอของมนุษย์มีอยู่ในแทบทุกส่วนของร่างกาย ตั้งแต่หยดเลือด เส้นผม น้ำลาย ไปจนถึงเซลล์ผิวหนังที่เราทิ้งไว้ตามสิ่งของรอบตัว ทุกครั้งที่เราดื่มน้ำจากแก้ว จับลูกบิดประตู หรือมีผมร่วงลงบนพื้น เราอาจกำลังทิ้งร่องรอยของข้อมูลชีวภาพระดับลึกที่สุดของตัวเองไว้โดยไม่รู้ตัว และในอดีต การอ่านข้อมูลเหล่านี้ต้องใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนและมีราคาแพงมาก แต่ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา เทคโนโลยีการอ่านรหัสพันธุกรรม (DNA Sequencing) ได้พัฒนาอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด จากโครงการจีโนมมนุษย์ (Human Genome Project) ที่ต้องใช้เวลานานกว่าสิบปีและงบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ มาสู่ยุคที่การอ่านรหัสพันธุกรรมทั้งหมด หรือจีโนม (genome) ของมนุษย์ทั้งชุดสามารถทำได้ภายในเวลาไม่กี่วัน และมีค่าใช้จ่ายลดลงเหลือเพียงหลักไม่กี่ร้อยดอลลาร์สหรัฐ บริษัทจำนวนมากเริ่มเปิดให้บริการตรวจ DNA ให้ผู้บริโภคทั่วไปสามารถส่งตัวอย่างน้ำลายทางไปรษณีย์และได้รับรายงานพันธุกรรมของตนเองกลับมาได้ภายในไม่กี่สัปดาห์

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนี้ทำให้ข้อมูลพันธุกรรมเริ่มกลายเป็นทรัพยากรชนิดใหม่ของโลกสมัยใหม่ มันถูกใช้ในหลายบริบท ตั้งแต่การแพทย์แบบแม่นยำ (precision medicine) การพัฒนายา การสืบสวนทางนิติวิทยาศาสตร์ ไปจนถึงการศึกษาประวัติศาสตร์ของมนุษย์ผ่านพันธุกรรมของประชากร แต่ในขณะเดียวกัน ความสามารถในการอ่านและเก็บข้อมูล ดีเอ็นเอที่ง่ายขึ้นเรื่อย ๆ ก็ทำให้เกิดคำถามใหม่ที่สังคมยังไม่เคยต้องเผชิญมาก่อน หากข้อมูลที่นิยามตัวตนทางชีวภาพของมนุษย์สามารถถูกเก็บ วิเคราะห์ และนำไปใช้ได้ในระดับมหาศาลแล้ว ใครควรเป็นเจ้าของข้อมูลนั้น และใครควรมีสิทธิ์เข้าถึงมัน เรื่องของ Bio-privacy หรือความเป็นส่วนตัวทางชีวภาพ จึงเริ่มกลายเป็นประเด็นสำคัญของโลกยุคใหม่ และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้มีเหตุการณ์จริงหลายกรณีที่ทำให้สังคมเริ่มตระหนักว่าข้อมูลดีเอ็นเอไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นข้อมูลที่มีผลกระทบต่อกฎหมาย จริยธรรม ธุรกิจ และความมั่นคงของมนุษย์ในระดับที่ลึกกว่าที่เราคิดไว้มาก

Joseph DeAngelo ผู้ก่อคดีสะเทือนขวัญที่สุดท้ายถูกหลักฐานมัดตัวได้ด้วยเว็บไซต์ตรวจ DNA

คดีฆาตกรโกลเดนสเตท (The Golden State Killer Case)

ในเดือนเมษายน ปี 2018 คดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่สร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คนในรัฐแคลิฟอร์เนียมานานกว่า 40 ปี ได้รับการคลี่คลายในแบบที่แทบไม่มีใครคาดคิด ผู้ต้องสงสัยคือโจเซฟ เจมส์ ดีแองเจโล (Joseph James DeAngelo) อดีตตำรวจที่เชื่อกันว่าเป็นผู้ก่อเหตุข่มขืนและคดีฆาตกรรมหลายคดีในช่วงปี 1970–1980 จนได้รับฉายาว่าฆาตกรโกลเดนสเตท (Golden State Killer) ตามชื่อเล่นอย่างไม่เป็นทางการของรัฐแคลิฟอร์เนีย สิ่งที่ทำให้คดีนี้กลายเป็นเหตุการณ์สำคัญในโลกของนิติวิทยาศาสตร์ไม่ใช่เพียงการจับกุมผู้ต้องสงสัยที่หลบหนีมาหลายทศวรรษ แต่คือวิธีการที่ตำรวจใช้ระบุตัวเขา เพราะครั้งนี้พวกเขาไม่ได้พึ่งพาเฉพาะฐานข้อมูลดีเอ็นเอของตำรวจ แต่ใช้ฐานข้อมูลด้านวงศาวิทยา (genealogy) ของประชาชนทั่วไปที่เปิดเผยอย่างเป็นสาธารณะอย่าง GEDmatch แทน ทีมสืบสวนได้นำดีเอ็นเอจากที่เกิดเหตุไปเปรียบเทียบกับข้อมูลในเว็บไซต์ และแม้จะไม่พบการจับคู่โดยตรง แต่กลับพบความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมกับญาติห่าง ๆ ของใครบางคน ทำให้สามารถสร้างแผนผังสายตระกูลย้อนกลับทีละรุ่น จนในที่สุดก็ตีวงแคบลงมาที่ดีแองเจโล

คดีนี้ทำให้สังคมเริ่มตั้งคำถามใหม่เกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวทางพันธุกรรม (genetic privacy) เพราะผู้ต้องสงสัยไม่เคยส่งดีเอ็นเอของตนเองไปยังฐานข้อมูลใดเลย สิ่งที่นำตำรวจไปถึงตัวเขาคือดีเอ็นเอของญาติที่อัปโหลดข้อมูลเพื่อค้นหาบรรพบุรุษของตนเองเท่านั้น ความจริงที่ว่าจีโนมของคนหนึ่งมีความคล้ายคลึงกับสมาชิกในครอบครัว ทำให้ข้อมูลพันธุกรรมไม่ใช่ข้อมูลส่วนตัวแบบที่แยกออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด เมื่อ ดีเอ็นเอของคนหนึ่งถูกเปิดเผย มันอาจเปิดประตูไปสู่การระบุตัวตนของญาติอีกหลายคนโดยที่พวกเขาไม่เคยให้ความยินยอม คดีฆาตกรโกลเดนสเตทจึงกลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์แรก ๆ ที่ทำให้โลกเริ่มตระหนักว่า ในยุคของจีโนมิกส์ คำว่า “ข้อมูลส่วนบุคคล” อาจมีความหมายที่ซับซ้อนกว่าที่เราเคยคิดไว้มาก

ชุดตรวจของ 23andMe หนึ่งในผู้ให้บริการตรวจแบบส่งถึงบ้าน

กรณีศึกษาฐานข้อมูลของ 23andMe

ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ข้อมูลการตรวจดีเอ็นเอได้หลุดออกจากห้องปฏิบัติการและกลายเป็นสินค้าในตลาดผู้บริโภค 23andMe เป็นบริษัทเอกชนที่ให้บริการตรวจพันธุกรรมได้อย่างสะดวกสบาย ใครก็ตามก็สามารถสั่งชุดตรวจให้มาส่งที่บ้าน เก็บตัวอย่างน้ำลายของตัวเอง แล้วส่งกลับไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ผู้ใช้ก็จะได้รับรายงานเกี่ยวกับแผนผังบรรพบุรุษของตนเอง ความสัมพันธ์กับประชากรในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก หรือแม้แต่ความเสี่ยงต่อโรคบางชนิด โมเดลธุรกิจนี้ทำให้จีโนมิกส์กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และในช่วงหนึ่งมีผู้ใช้หลายสิบล้านคนทั่วโลกที่ยินดีแบ่งปันข้อมูลพันธุกรรมของตัวเองเพื่อแลกกับความรู้เกี่ยวกับรากเหง้าของครอบครัว

แต่เบื้องหลังบริการที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงการสำรวจตัวตนทางชีวภาพของเราเองนั้น ยังมีอีกมิติหนึ่งที่สำคัญมาก นั่นคือ มูลค่าทางเศรษฐกิจของข้อมูลพันธุกรรมจำนวนมหาศาล ฐานข้อมูลจีโนมของผู้ใช้หลายล้านคนกลายเป็นทรัพยากรที่มีค่ามหาศาลสำหรับการวิจัยยาและการแพทย์ 23andMe จึงเริ่มทำความร่วมมือกับบริษัทเภสัชกรรม เช่น GlaxoSmithKline เพื่อนำข้อมูลพันธุกรรมเหล่านี้ไปใช้ค้นหาเป้าหมายออกฤทธิ์ของยาใหม่ ๆ ในทางหนึ่ง ความร่วมมือนี้อาจช่วยเร่งการพัฒนายาและเพิ่มพูนความเข้าใจในเรื่องโรคภัยไข้เจ็บของมนุษย์ แต่ในอีกทางหนึ่งก็ทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของข้อมูลชีวภาพของมนุษย์เช่นกัน เมื่อดีเอ็นเอของผู้ใช้ถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของข้อมูลนั้น และผู้ใช้เข้าใจจริงหรือไม่ว่าข้อมูลที่พวกเขาส่งไปนั้นอาจถูกนำไปใช้ในงานวิจัยหรือธุรกิจในรูปแบบใดบ้างในอนาคต

HeLa cell สุดยอดแห่งการละเมิดความเป็นส่วนตัว

กรณีของเฮนเรียตตา แล็กส์ (Henrietta Lacks) เจ้าของเซลล์ฮีลา (HeLa cells)

ก่อนที่คำว่าความเป็นส่วนตัวทางจีโนม (genomic privacy) จะกลายเป็นประเด็นสาธารณะในยุคของเทคโนโลยีการอ่านรหัสพันธุกรรม โลกวิทยาศาสตร์เคยเผชิญคำถามที่คล้ายกันมาแล้วตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 20

เรื่องราวเริ่มต้นในปี 1951 เมื่อเซลล์มะเร็งปากมดลูก (cervical cancer) ของผู้ป่วยหญิงชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกาชื่อเฮนเรียตตา แล็กส์ (Henrietta Lacks) ถูกนำไปเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการโดยแพทย์ประจำโรงพยาบาลจอห์น ฮอปกินส์ (Johns Hopkins) โดยที่เธอและครอบครัวไม่เคยรับรู้หรือให้ความยินยอม แพทย์พบว่าเซลล์ของเธอมีคุณสมบัติพิเศษที่ไม่เหมือนเซลล์มนุษย์ทั่วไป นั่นคือมันสามารถแบ่งตัวได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ตาย ทำให้มันกลายเป็นเซลล์สายพันธุ์แรกที่สามารถเพาะเลี้ยงได้อย่างถาวรในห้องแล็บ และต่อมาถูกเรียกว่าเซลล์ฮีลา (HeLa cells) ตามชื่อและนามสกุลของเธอ

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เซลล์ฮีลากลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่สุดของชีววิทยาสมัยใหม่ มันถูกใช้ในการวิจัยตั้งแต่วัคซีนโปลิโอ การศึกษามะเร็ง ไปจนถึงการทดลองทางชีววิทยาในอวกาศ เซลล์เหล่านี้ถูกแจกจ่ายไปยังห้องปฏิบัติการทั่วโลก และมีบทบาทในงานวิจัยทางการแพทย์นับไม่ถ้วน แต่ในขณะที่เซลล์ของเฮนเรียตตา แล็กส์ กลายเป็นทรัพยากรสำคัญของวิทยาศาสตร์ ครอบครัวของเธอกลับไม่รู้เรื่องนี้อยู่เป็นเวลาหลายสิบปี และไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจใด ๆ เกี่ยวกับการใช้เซลล์ของเธอ เรื่องราวนี้จึงกลายเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาคลาสสิกของชีวจริยธรรม (bioethics) ที่ทำให้สังคมเริ่มตั้งคำถามว่า เมื่อเนื้อเยื่อหรือข้อมูลชีวภาพของมนุษย์ถูกนำไปใช้ในงานวิจัยหรือธุรกิจ ใครกันแน่ที่ควรมีสิทธิ์ตัดสินใจ และคำว่า “สิทธิในทรัพย์สินทางชีวภาพ” (biological property rights) ควรถูกนิยามอย่างไรในโลกวิทยาศาสตร์สมัยใหม่

เมื่อเทคโนโลยีด้าน Genomics เป็นที่แพร่หลายราคาของการตรวจก็ถูกลง

ฐานข้อมูล DNA และความมั่นคงทางชีวภาพ ใครควรเป็นเจ้าของ

เมื่อเทคโนโลยีการอ่านรหัสดีเอ็นเอมีราคาถูกลงและทำได้รวดเร็วขึ้น โลกก็เริ่มเข้าสู่ยุคของฐานข้อมูลจีโนมขนาดมหึมา ที่สามารถเก็บข้อมูลพันธุกรรมของประชากรจำนวนมากได้พร้อมกัน หนึ่งในองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในกระแสนี้คือ BGI Group บริษัทจีโนมิกส์จากจีนที่เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการอ่านรหัสพันธุกรรม และการวิเคราะห์พันธุกรรมรายใหญ่ที่สุดของโลก เทคโนโลยีของบริษัทถูกใช้ในหลายบริบท ตั้งแต่การวิจัยทางการแพทย์ การศึกษาพันธุกรรมของประชากร ไปจนถึงบริการตรวจพันธุกรรมทารกก่อนคลอด (prenatal test) สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่ใช้กันในหลายประเทศ

อย่างไรก็ตาม เมื่อฐานข้อมูลพันธุกรรมเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นจนสามารถสะท้อนโครงสร้างทางพันธุกรรมของประชากรได้ในระดับประเทศหรือระดับโลก ประเด็นเรื่องอธิปไตยทางจีโนม (genomic sovereignty) และความมั่นคงทางจีโนม (genomic security) ก็เริ่มถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า ฐานข้อมูล DNA ขนาดใหญ่ไม่ใช่เพียงทรัพยากรสำหรับการแพทย์เท่านั้น แต่ยังสามารถใช้ในการศึกษาความแตกต่างทางพันธุกรรมของประชากร การพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง หรือแม้แต่การวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ในระดับรัฐได้ ความกังวลนี้ทำให้หลายประเทศเริ่มตั้งคำถามว่า ข้อมูลพันธุกรรมของประชากรควรถูกเก็บและควบคุมโดยใคร และควรมีกฎเกณฑ์อย่างไรในการปกป้องข้อมูลชีวภาพของประชาชนในฐานะทรัพยากรระดับชาติ ในโลกที่จีโนมิกส์กำลังกลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญของศตวรรษที่ 21

“ไม่สามารถระบุตัวตนได้” ไม่มีอยู่จริง

หนึ่งในสมมติฐานสำคัญที่ทำให้การแบ่งปันข้อมูลพันธุกรรมเกิดขึ้นได้ในวงการวิทยาศาสตร์คือแนวคิดเรื่องการทำให้เป็นข้อมูลนิรนาม (anonymization) หรือการทำให้ข้อมูลทางพันธุกรรมไม่สามารถระบุตัวตนของเจ้าของได้ นักวิจัยจำนวนมากเชื่อว่าหากลบชื่อ ที่อยู่ หรือข้อมูลส่วนบุคคลออกจากชุดข้อมูลจีโนมแล้ว รหัสพันธุกรรมที่เหลืออยู่ก็จะกลายเป็นเพียงข้อมูลทางชีววิทยาที่ไม่สามารถย้อนกลับไปหาบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้ แนวคิดนี้ทำให้ฐานข้อมูลพันธุกรรมขนาดใหญ่จำนวนมากถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ในงานวิจัยทางการแพทย์และพันธุศาสตร์ประชากร (population genetics) โดยหวังว่าจะสามารถรักษาสมดุลระหว่างการใช้ข้อมูลเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และการปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ให้ตัวอย่าง

แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา งานวิจัยหลายชิ้นเริ่มแสดงให้เห็นว่าความเชื่อนี้อาจไม่แข็งแรงอย่างที่คิด นักวิทยาศาสตร์พบว่าหากนำข้อมูลจีโนมนิรนาม ไปเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลอื่น เช่นฐานข้อมูลด้านวงศาวิทยา (genealogy database) หรือข้อมูลประชากรที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ก็สามารถใช้เทคนิคทางสถิติและการวิเคราะห์สายตระกูลเพื่อย้อนกลับไปหาระบุตัวบุคคลได้อีกครั้ง การค้นพบนี้ทำให้วงการเริ่มตระหนักว่าข้อมูลดีเอ็นเอ DNA มีคุณสมบัติพิเศษที่แตกต่างจากข้อมูลดิจิทัลทั่วไป เพราะจีโนมของมนุษย์เป็นเหมือนลายเซ็นทางชีวภาพที่แทบจะไม่ซ้ำกันเลยในโลก เมื่อข้อมูลชนิดนี้เผยแพร่ออกไป แม้จะไม่มีชื่อหรือข้อมูลส่วนตัวกำกับอยู่ก็ตาม มันก็ยังมีศักยภาพที่จะเชื่อมโยงกลับไปหาเจ้าของตัวจริงได้ในที่สุด และนั่นทำให้คำว่า “ข้อมูลจีโนมนิรนาม” (anonymous genomic data) กลายเป็นแนวคิดที่ถูกตั้งคำถามอย่างจริงจังในยุคของข้อมูลชีวภาพขนาดใหญ่

สุดท้ายแล้วเมื่อเทคโนโลยีการอ่านรหัสดีเอ็นเอพัฒนาอย่างรวดเร็วและมีราคาถูกลง ข้อมูลพันธุกรรมของมนุษย์กำลังกลายเป็นทรัพยากรชนิดใหม่ของโลก ตั้งแต่การแพทย์แบบแม่นยำ การพัฒนายา ไปจนถึงการสืบสวนคดีอาชญากรรม แต่ในขณะเดียวกันมันก็เปิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวทางพันธุกรรม เพราะดีเอ็นเอไม่ได้เป็นเพียงข้อมูลของบุคคลหนึ่งเท่านั้น มันเชื่อมโยงกับครอบครัว บรรพบุรุษ และไม่สามารถเปลี่ยนได้ตลอดชีวิต ตัวอย่างจริงในโลก ตั้งแต่คดีโกลเดนสเตทที่ตำรวจใช้ DNA ของญาติในการตามจับผู้ต้องสงสัย ฐานข้อมูลผู้บริโภคของบริษัทตรวจพันธุกรรมอย่าง 23andMe ที่มีมูลค่ามหาศาลสำหรับอุตสาหกรรมยา เรื่องราวของเฮนเรียตตา แล็กส์ ที่เซลล์ของเธอกลายเป็นทรัพยากรวิทยาศาสตร์โดยที่ครอบครัวไม่รู้ตัว ไปจนถึงข้อกังวลด้านความมั่นคงจากฐานข้อมูลจีโนมขนาดใหญ่ และงานวิจัยที่พบว่า รหัสพันธุกรรมที่ลบข้อมูลส่วนบุคคลออกไปก็ยังสามารถย้อนกลับไปหาตัวบุคคลได้ ล้วนสะท้อนว่าข้อมูลพันธุกรรมไม่ใช่ข้อมูลธรรมดา ดังนั้นในยุคที่ใครก็สามารถส่งน้ำลายไปตรวจดีเอ็นเอได้ทางไปรษณีย์ เราอาจต้องตั้งคำถามให้มากกว่าที่เคย เพราะการตรวจ ดีเอ็นเอไม่ใช่แค่ “เรื่องสนุก ๆ เพื่อดูว่าเรามาจากไหน” อย่างที่หลายบริษัทโฆษณาไว้ แต่มันคือการเปิดเผยข้อมูลทางชีวภาพระดับลึกที่สุดของมนุษย์ ที่อาจมีผลต่อทั้งตัวเรา ครอบครัว และสังคมในระยะยาว


เรียบเรียงโดย โชติทิวัตถ์ จิตต์ประสงค์
Prince of Wales Hospital 
Department of Orthopaedics & Traumatology 
Faculty of Medicine, The Chinese University of Hong Kong


อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS


“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

เขียนโดย

🌎 "รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก" ไปกับ Thai PBS Sci & Tech • วิทยาศาสตร์ • เทคโนโลยี นวัตกรรม • ดาราศาสตร์ • Media Literacy • Cyber Security • Tips & Tricks • Trends

บทความที่เกี่ยวข้อง

DNA Storage คืออะไร และทำไมอาจเป็นอนาคตของการเก็บข้อมูลวิทยาศาสตร์

DNA Storage คืออะไร และทำไมอาจเป็นอนาคตของการเก็บข้อมูล

DNA มักถูกมองว่าเป็นสารพันธุกรรมที่กำหนดลักษณะของสิ่งมีชีวิต แต่ในอีกมุมหนึ่ง DNA ยังเป็นสื่อเก็บข้อมูลที่มีความหนาแน่นสูงและคงทนเป็นพิเศษ

07 ม.ค. 69|07 ม.ค. 69
อ่านต่อ →
DNA Sequencing เทคโนโลยีอ่านรหัสพันธุกรรม เผยความเสี่ยงมะเร็งล่วงหน้าวิทยาศาสตร์

DNA Sequencing เทคโนโลยีอ่านรหัสพันธุกรรม เผยความเสี่ยงมะเร็งล่วงหน้า

ภายในเซลล์เล็ก ๆ ของมนุษย์ทุกคน มีรหัสชีวิตซ่อนอยู่ในรูปของ DNA ซึ่งเป็นโมเลกุลสายยาว บรรจุข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต DNA ประกอบขึ้นจากหน่วยย่อยเพียงสี่ชนิด

10 พ.ย. 68|10 พ.ย. 68
อ่านต่อ →
CRISPR-Cas9 นวัตกรรมตัดต่อพันธุกรรม เหตุใดไม่ถูกใช้แพร่หลายเทคโนโลยี

CRISPR-Cas9 นวัตกรรมตัดต่อพันธุกรรม เหตุใดไม่ถูกใช้แพร่หลาย

นวัตกรรมตัดต่อพันธุกรรมอย่าง CRISPR-Cas9 ซึ่งมีความสามารถในการแก้ไขพันธุกรรมของมนุษย์เพื่อรักษาโรคทางพันธุกรรม เหตุใดจึงยังไม่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในมนุษย์

31 ม.ค. 68|31 ม.ค. 68
อ่านต่อ →
อุตสาหกรรม AI คือกำลังสำคัญ! ช่วยดันเศรษฐกิจโลกโต 3%AI

อุตสาหกรรม AI คือกำลังสำคัญ! ช่วยดันเศรษฐกิจโลกโต 3%

12 ต.ค. 69
อ่านต่อ →
พีก ธ.ค. นี้! ปรากฏการณ์เอลนีโญมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น และจะอยู่จนถึง ก.พ. ปีหน้าสิ่งแวดล้อม

พีก ธ.ค. นี้! ปรากฏการณ์เอลนีโญมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น และจะอยู่จนถึง ก.พ. ปีหน้า

12 ต.ค. 69
อ่านต่อ →
หมอตัวจิ๋วในร่างกาย ส่องการพัฒนาหุ่นยนต์จิ๋ว สู่การรักษาโรคร้ายในอนาคตเทคโนโลยี

หมอตัวจิ๋วในร่างกาย ส่องการพัฒนาหุ่นยนต์จิ๋ว สู่การรักษาโรคร้ายในอนาคต

12 ต.ค. 69
อ่านต่อ →
กรองอากาศด้วยแสง! แผ่นกรองซักได้ ดักอนุภาค 0.3 ไมครอน ช่วยลดขยะจากไส้กรองอากาศวิทยาศาสตร์

กรองอากาศด้วยแสง! แผ่นกรองซักได้ ดักอนุภาค 0.3 ไมครอน ช่วยลดขยะจากไส้กรองอากาศ

12 ต.ค. 69
อ่านต่อ →
เปิด “วิทยาศาสตร์แห่งอำนาจ : ศาสตร์นอกห้องเรียน” ครั้งที่ 2!วิทยาศาสตร์

เปิด “วิทยาศาสตร์แห่งอำนาจ : ศาสตร์นอกห้องเรียน” ครั้งที่ 2!

11 ต.ค. 69
อ่านต่อ →
Francis Halzen คว้ารางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ 2026 จากการบุกเบิกการตรวจจับนิวทริโนพลังงานสูงจากเอกภพวิทยาศาสตร์

Francis Halzen คว้ารางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ 2026 จากการบุกเบิกการตรวจจับนิวทริโนพลังงานสูงจากเอกภพ

08 ต.ค. 69
อ่านต่อ →
รู้จัก “กาฬโรค” เพื่อรู้เท่าทันโรค พร้อมรับมือ-ป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นวิทยาศาสตร์

รู้จัก “กาฬโรค” เพื่อรู้เท่าทันโรค พร้อมรับมือ-ป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น

06 ต.ค. 69
อ่านต่อ →
“ลูกเห็บหลงฤดู” เหตุการณ์ลูกเห็บตกกลางกรุง เมื่อ 1 ต.ค. 69วิทยาศาสตร์

“ลูกเห็บหลงฤดู” เหตุการณ์ลูกเห็บตกกลางกรุง เมื่อ 1 ต.ค. 69

02 ต.ค. 69
อ่านต่อ →