ทีมนักดาราศาสตร์จากองค์การอวกาศยุโรป (ESA) ประกาศการค้นพบครั้งสำคัญทางฟิสิกส์ดาราศาสตร์ เมื่อกล้องโทรทรรศน์อวกาศยูคลิด (Eucild Space Telescope) ค้นพบเควซาร์ (quasar) โบราณชุดใหม่จำนวน 31 ดวง โดยในจำนวนนี้มี 2 ดวงที่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าเป็นเควซาร์ที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยค้นพบ ทำลายสถิติเดิมที่เคยค้นพบมาก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
รายงานการค้นพบซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Astronomy & Astrophysics เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2026 ระบุว่า เควซาร์ที่ทุบสถิติโลกทั้งสองดวง มีชื่อรหัสว่า EUCL J172902.75+641018.1 และ EUCL J125308.55+705432.3 มีค่าการเลื่อนทางแดง (redshift) อยู่ที่ 7.77 และ 7.69

ค่าการเลื่อนทางแดงที่สูงระดับนี้ บ่งชี้ว่าแสงจากวัตถุทั้งสองต้องเดินทางผ่านอวกาศที่กำลังขยายตัวมาเป็นระยะทางไกลกว่า 13,000 ล้านปีแสง นั่นหมายความว่าภาพที่เราเห็นในขณะนี้ คือภาพของเควซาร์ในยุคที่เอกภพมีอายุเพียง 670 ล้านปีหลังเหตุการณ์บิกแบง หรือคิดเป็นเพียง 5% ของอายุเอกภพในปัจจุบัน (13,800 ล้านปี) สูงกว่าค่าก่อนหน้าที่ค้นพบในปี 2021 ซึ่ง 7.64 เท่านั้น
เควซาร์ไม่ใช่ดาวฤกษ์ แต่เป็นปรากฏการณ์ในช่วงสั้น ๆ ของวิวัฒนาการกาแล็กซี มีศูนย์กลางเป็นหลุมดำมวลยิ่งยวด (supermassive black hole) ในช่วงที่หลุมดำกำลังดึงดูดมวลสาร ทั้งกลุ่มก๊าซและฝุ่นในปริมาณมหาศาลให้ตกลงสู่ใจกลาง จะเกิดจานพอกพูนมวล (accretion disk) ที่หมุนวนด้วยความเร็วสูงมาก แรงเสียดทานทำให้เกิดความร้อนและปลดปล่อยพลังงานมหาศาลออกมาในรูปของรังสีและแสงสว่าง
ความสว่างของเควซาร์โบราณที่กล้องยูคลิดเพิ่งค้นพบนั้น เทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ถึงหนึ่งล้านล้านดวง สามารถกลบแสงของดาวฤกษ์ทุกดวงในกาแล็กซีทางช้างเผือกหลายร้อยถึงหลายพันกาแล็กซีรวมกัน

ไขปริศนายุคเปลี่ยนผ่านของเอกภพ
หนึ่งในคำถามใหญ่ของวงการจักรวาลวิทยาคือ เอกภพเปลี่ยนจากความมืดมิดมาสว่างไสวได้อย่างไร การค้นพบเควซาร์ของกล้องโทรทรรศน์อวกาศยูคลิดนั้นเปรียบเสมือนการนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปสำรวจช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านที่เรียกว่า “ยุคแห่งการแตกตัวเป็นไอออนซ้ำ” (Epoch of Reionization)
ยุคดังกล่าวเป็นช่วงที่เอกภพสิ้นสุดยุคมืด (Dark Ages) ขณะนั้นอวกาศเต็มไปด้วยก๊าซไฮโดรเจน ซึ่งมีคุณสมบัติดูดซับแสงได้ดีเยี่ยม ทำให้เราไม่เคยมองเห็นแสงจากเอกภพในยุคนั้นได้เลย แต่ในเวลาต่อมาพลังงานมหาศาลจากเควซาร์และดาวฤกษ์รุ่นแรก ๆ ได้แผ่รังสีออกมากระทบก๊าซเหล่านี้ โมเลกุลก๊าซไฮโดรเจนจึงแตกตัวเป็นไอออนและมีอุณหภูมิสูงขึ้น ทำให้แสงสามารถเดินทางในอวกาศได้ เกิดเป็นเอกภพที่เรารู้จักในปัจจุบันและสามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ จากทั่วทั้งเอกภพได้
นอกจากนี้ การศึกษาเจาะลึกโดยทีมวิจัยยังพบว่าเควซาร์ดวงหนึ่งซ่อนตัวอยู่ในกาแล็กซีที่เต็มไปด้วยฝุ่นและก๊าซ ซึ่งกำลังมีอัตราการก่อกำเนิดดาวฤกษ์ใหม่มากมายมหาศาล ข้อมูลนี้ช่วยยืนยันสมมติฐานเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของกาแล็กซีที่ให้กำเนิดหลุมดำมวลยิ่งยวดในยุคแรกเริ่ม
ก่อนหน้านี้ การค้นหาเควซาร์โบราณถือเป็นงานที่ท้าทายมาก กว่าหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา นักดาราศาสตร์ทั่วโลกค้นพบเควซาร์ที่มีค่าเลื่อนทางแดงเกินเจ็ดได้เพียงราวสิบดวงเท่านั้น และส่วนใหญ่เป็นวัตถุที่สว่างผิดปกติจนสังเกตเห็นได้ง่าย ซึ่งเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของประชากรเควซาร์ทั้งหมด

หยางต๋าหมิง (Daming Yang) จากมหาวิทยาลัยไลเดน ประเทศเนเธอร์แลนด์ หัวหน้าทีมวิจัยวิจัยนี้ ระบุว่ากล้องยูคลิดคือจุดเปลี่ยนสำคัญ ด้วยศักยภาพการสำรวจพื้นที่มุมกว้าง (wide survey) ผสานกับความคมชัดสูงและระบบเซนเซอร์อินฟราเรดในอวกาศ ทำให้ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปีของการสังเกตการณ์ ยูคลิดค้นพบเควซาร์ยุคโบราณเพิ่มขึ้นถึง 12 ดวง จากทั้งหมด 31 ดวงที่พบใหม่
ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นได้จากการประมวลผลข้อมูลมหาศาลโดยทีมนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรกว่า 2,000 คนในกลุ่มความร่วมมือยูคลิด (Euclid Consortium) เพื่อคัดกรองสัญญาณแสงที่ริบหรี่ของเควซาร์โบราณออกจากแสงของดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้เคียง การค้นพบครั้งนี้จึงถือเป็นการเริ่มเก็บสำมะโนประชากรของเควซาร์ในยุคต้นกำเนิดของเอกภพอย่างเป็นระบบครั้งแรก และกล้องโทรทรรศน์อวกาศยูคลิดยังคงเดินหน้าสำรวจพื้นที่เป้าหมายกว่าหนึ่งในสามของท้องฟ้าทั้งหมด เพื่อไขความลับของสสารมืดและวิวัฒนาการของโครงสร้างเอกภพต่อไป
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
ที่มาข้อมูล : ESA
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech



