ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
“Faster, Better, Cheaper” ถอดบทเรียนจาก “NASA” เมื่อการทำให้ถูก ดี และเร็ว กลายเป็นจุดด่างพร้อยของ NASA
อวกาศ

“Faster, Better, Cheaper” ถอดบทเรียนจาก “NASA” เมื่อการทำให้ถูก ดี และเร็ว กลายเป็นจุดด่างพร้อยของ NASA

Thai PBS Sci & Tech26 ก.พ. 6710 นาที26 ก.พ. 67

ยุค 80’s คืออีกช่วงเวลาหนึ่งที่ยากลำบากของ NASA ณ เวลานั้น NASA กำลังเผชิญกับปัญหาแรงกดดันจากทั้งทางรัฐบาลกลางและประชาชนผู้เสียภาษี

ขนาดตัวอักษร

ยุค 80’s คืออีกช่วงเวลาหนึ่งที่ยากลำบากของ NASA ณ เวลานั้น NASA กำลังเผชิญกับปัญหาแรงกดดันจากทั้งทางรัฐบาลกลางและประชาชนผู้เสียภาษี เมื่อโครงการการไป “สำรวจดวงจันทร์” ของพวกเขาเมื่อ 10 ก่อนนั้นประสบความสำเร็จด้วยดี แต่กลับไม่สามารถตอบ “คำถามเชิงวิทยาศาสตร์” ที่เป็นเป้าหมายชัดเจนได้ว่าทำไปทำไม และโครงการอื่น ๆ ที่ตามมาก็ยังคงไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้เต็มปาก เป็นเหมือนโครงการที่อยากทำและมีเห็นผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์ที่มีค่ากลับมาแน่นอน เพียงแต่กลับไม่สามารถตอบคำถามเหล่าได้อย่างเต็มปากว่าทำไปทำไม NASA ในช่วงเวลานั้นเกิดแนวคิดในการปฏิวัติงานของพวกเขาเกิดเป็น Faster, Better, Cheaper เพื่อทำให้งานวิจัยของพวกเขาทำได้เร็วขึ้น ดีขึ้น และถูกขึ้น อีกทั้งยังตรงตามแก่นหรือความต้องการของการศึกษาในเวลานั้นอีกด้วย แต่มันกลับคือช่วงเวลาด่างพร้อยของ NASA ที่ทุกคนในชุมชน “อวกาศ” อยากที่จะลืมความเจ็บปวดนี้ไป

ตั้งแต่ NASA ถูกก่อตั้งมา พื้นฐานของ NASA คือการทำงานที่ให้ความสำคัญกับความสำเร็จมากกว่าแก่นของเป้าหมายและงบประมาณ อาจจะเพราะ NASA เกิดมาในช่วงยุคเริ่มต้นของสงครามเย็นที่สหรัฐอเมริกาในเวลานั้นต้องแข่งขันด้านเทคโนโลยีกับทางสหภาพโซเวียต ทำให้เป้าหมายในช่วงเวลานั้นจึงเป็นภาพของการทำยังไงก็ได้ให้สำเร็จ ส่งยานไปยังดวงจันทร์ ดาวศุกร์ ดาวอังคารให้สำเร็จ ซึ่งผลทางวิทยาศาสตร์ที่ได้กลับมาอาจจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่สามารถนำมาศึกษาต่อยอดได้มากเทียบเท่ากับการออกแบบโครงการในปัจจุบัน แต่ภาพรวมของภารกิจ หากมันสำเร็จแล้ว เช่น เดินทางไปถึงดาวอังคารสำเร็จแล้วและส่งข้อมูลกลับมาได้ ก็ถือว่าสำเร็จเรียบร้อยแล้ว

ภาพถ่าย Panorama แบบ Timelapse จากกล้องบนยาน Mars Pathfinderให้เห็นถึงภาพรวมภารกิจและการเดินทางสำรวจก้อนหินต่าง ๆ ของหุ่นยนต์ Sojourner ที่มา NASA

อีกทั้ง NASA ยังได้รับวัฒนธรรมองค์กรและวิธีในการดำเนินงานมาจากกองทัพสหรัฐฯ โดยตรง เนื่องจากงานของ NASA ในเวลานั้น ยากและซับซ้อนมาก เพื่อบริหารความเสี่ยงในเวลานั้น การทำงานของ NASA จึงเปรียบเสมือนเรือสำราญขนาดใหญ่ที่เคลื่อนตัวช้า และเพื่อบริหารกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น พวกเขาเลือกที่จะทำงานซ้ำซ้อน เหมือนกลัวของภายในเรือไม่เพียงพอ จึงบรรทุกของใส่เข้าไปเพิ่มเรื่อย ๆ เพราะคิดว่าเรือนั้นมีพื้นที่มากพอที่จะใส่ของสำรองไว้ ซึ่งนั่นคือการบริหารความเสี่ยงที่เป็นการเพิ่มความเสี่ยงไปในตัว เพราะต้นทุนในการดำเนินงานเพิ่มขึ้นตลอดเวลา กลายสภาพเป็นความเสี่ยงก้อนใหญ่ที่ล้มไม่ได้ หรือ “ใหญ่เกินกว่าที่จะล้ม” และเมื่อเกิดความผิดพลาดอะไรบางอย่างขึ้นมา พวกเขาก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับปัญหานั้นและสุดท้ายก็ต้องเพิ่มงบประมาณเข้าไปเพื่อทำให้งานเสร็จ กลายเป็นวัฏจักรที่งานเสร็จแต่เงินทุนในการทำงานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น

ในสมัยของโครงการอะพอลโล รูปแบบการดำเนินงานในลักษณะนี้ของ NASA มันสามารถดำเนินการได้เนื่องจากโครงการอะพอลโลเป็นโครงการความสำคัญสูงของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ดังนั้นในช่วงเวลานั้นเงินงบประมาณที่อัดฉีดเข้ามาจึงได้มาอย่างไม่ยากเย็นนัก จนถึงขั้นที่ว่าช่วงเวลา NASA เรียกร้องเงินงบประมาณของโครงการนี้ในช่วงจุดสูงสุด NASA เรียกร้องงบประมาณสูงมากถึง 4.4% ของงบประมาณของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในเวลานั้นเลยก็ตาม ซึ่งนั้นเป็นรูปแบบการใช้เงินที่ฟุ่มเฟือยเป็นอย่างมาก

ในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจทั่วโลก หลายประเทศเรียกร้องการสังคายนาระบบการทำงานขององค์กรและหน่วยงานของรัฐใหม่หมด เช่น การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรของหน่วยงานของรัฐที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980 ของสหราชอาณาจักรในยุคของนายกรัฐมนตรีมาร์กาเรต แทตเชอร์ (Margaret Thatcher) ซึ่งกระแสการเรียกร้องเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในยุโรปแต่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ทั้งอเมริกา ญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งประเทศไทย

ในช่วงเวลานั้นคือช่วงเวลาที่ NASA ถูกรัดเข็มจากวิกฤติที่เกิดขึ้นจากการบริหารของ NASA เอง และสถานการณ์การเมืองโลกรอบตัวของ NASA สิ่งที่ NASA ทำในช่วงระยะเวลานั้นคือการหั่นงบประมาณของโครงการทุกโครงการลง และตั้งแนวทางวัฒนธรรมองค์กรใหม่ โดยการดำเนินงานต้องมีเป้าหมายและกลยุทธ์ที่ชัดเจนว่าโครงการแต่ละโครงการต้องการอะไร

ยาน LICIACube ยานอวกาศขนาดเล็กในกลุ่ม CubeSat ที่เดินทางไปพร้อมกับยาน DART เพื่อบันทึกข้อมูลการชนของ DART กับดาวเคราะห์น้อย ที่มา NASA

นั่นก็คือช่วงเวลาการมาถึงของนโยบาย “Faster, Better, Cheaper” ของ NASA ที่ต้องการให้โครงการต่าง ๆ ทำได้เร็วขึ้น ดีขึ้น และถูกขึ้น ใจความสำคัญหนึ่งของนโยบายนี้คือการให้ใช้วัสดุที่มีอยู่แล้วในตลาดมาใช้งานร่วมกับโครงการ (Commercial Off-the-Shelf (COTS) Components) ซึ่งนี่คือหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของการทำงานของหน่วยงานย่อยภายในของ NASA ที่จากเดิมทำการวิจัยเป็นการภายในเองทั้งหมด มาเป็นการต้องเลือกของในตลาดว่าจะสามารถนำมาใช้งานกับโครงการของตนเองได้ไหม และมีการสนับสนุนให้ผู้รับเหมารับจ้างทำงานเพื่อลดต้นทุนค่าแรงของมนุษย์ที่เป็นส่วนค่าใช้จ่ายสำคัญของโครงการ เป็นการจ้างเหมาผู้รับเหมาจากภายนอกแทน

แน่นอนว่านโยบายการทำงานลักษณะนี้ย่อมมีหลายคนในองค์กรไม่พอใจกับการเปลี่ยนแปลงนี้ เนื่องจากการทำงานนั้นยากมากขึ้นและเหนื่อยมากขึ้น ภารกิจที่ลดจำนวนลงหมายถึงต้องฝากความหวังกับภารกิจใดภารกิจหนึ่งมากขึ้น เปรียบเสมือนการเข็นครกขึ้นภูเขาแบบที่ชัดมากกว่าเดิมแถมโดนบีบบังคับว่าต้องทำเร็วกว่าเดิม

แต่ผลจากการเข็นครกขึ้นภูเขาที่โดนบีบบังคับว่าต้องทำให้ไวขึ้นนั้นกลับทำให้โครงการสำรวจอวกาศของ NASA มีอัตราความสำเร็จของโครงการที่นับว่าดีทั้งที่เงินงบประมาณและเวลาในการดำเนินโครงการน้อยกว่าแต่ก่อนมาก โครงการในช่วงแรกของนโยบายนี้ 10 โครงการแรก ล้มเหลวเพียงโครงการเดียว ดังนั้นค่าความสำเร็จของนโยบายนี้จะอยู่ที่ 90% จนกระทั่งถึงจุดเปลี่ยนหลังจากนั้นอีก 5 โครงการ มีเพียงโครงการเดียวที่ประสบความสำเร็จ ทำให้ภาพรวมความสำเร็จของโครงการอยู่ที่ 63% เท่านั้น

โครงการที่ไม่สำเร็จนั้นก็คือภารกิจที่หลายคนอาจจะรู้จัก มีรายการดังต่อไปนี้: Mars Climate Orbiter, Mars Polar Lander, Deep Space 2, Wide-Field Infrared Explorer, และ Lewis ซึ่งทั้ง 5 ภารกิจที่ล้มเหลวนั้น ทำให้กลายเป็นจุดด่างพร้อยของนโยบาย Faster, Better, Cheaper ไปโดยปริยาย และฉุดภาพรวมที่เกือบจะดูดีของนโยบายนี้ดิ่งลงเหวไปในทันที

ถามว่าปัญหาของโครงการนี้เกิดจากอะไร จากการถอดบทเรียนในอดีต การพยายามไปให้ เร็วขึ้น ดีขึ้น และถูกขึ้น มันสวนทางกับปรัชญาในการทำงานของใครหลาย ๆ คน เพราะการพยายามทำให้งานดีขึ้นและเร็วขึ้นนั้นไม่สามารถลดค่าใช้จ่ายได้แน่นอน และจากบทเรียนในครั้งนี้ก็แสดงให้เห็นว่าความพยายามทะเยอทะยานในการให้เห็นถึงความสำเร็จในต้นทุนทางวิศวกรรมที่ถูกลงและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมากขึ้น แต่กลับกีดกันผลข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นแก่นแท้ของภารกิจออกไปจากตัวภารกิจ อย่างการที่ต้องการให้ยานอวกาศมีค่าใช้จ่ายที่ถูกลงทำให้ต้องลดจำนวนอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ให้น้อยลง ผลข้อมูลที่ได้รับจากภารกิจนั้นก็ย่อมน้อยลงจนสุดท้ายเป็นเหมือนการสาธิตทางวิศวกรรมมากกว่าความต้องการในการสำรวจดาวเคราะห์ดังที่ตั้งใจไว้ในทีแรก

เช่นในกรณีของยาน Mars Pathfinder มันเหมือนยานลงจอดดาวอังคารที่ทำหน้าที่ในการพิสูจน์ว่าระบบที่ใช้งานถุงลมในการลงจอดนั้นสามารถใช้งานได้จริงบนดาวอังคารคู่กับหุ่นยนต์ Sojourner ที่เดินทางไปสำรวจหินก้อนต่าง ๆ ได้ตามต้องการ ซึ่งนับได้ว่าเป็นภารกิจที่ประสบความสำเร็จ เพียงแต่ว่าอายุของภารกิจนี้สั้นมากเมื่อเทียบกับโครงการก่อนหน้านี้อย่าง Viking ทั้งสองครั้ง และภารกิจหลังจากนั้นทั้ง Mars Exploration Rover และ Mars Science Laboratory ทั้งสองก็มีอุปกรณ์ภายในหุ่นยนต์ที่ดีที่สามารถทำงานต่อจากภารกิจหลักและสามารถต่อยอดภารกิจออกไปและเพิ่มองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้อีกมาก

ภาพวาดภารกิจ Mars Polar Lander ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จในการลงจอดบนดาวอังคารในปี 1997 ที่มา NASA

และเมื่อความสำเร็จจากภารกิจก่อนหน้าที่ใช้ต้นทุนการดำเนินโครงการที่ต่ำเป็นทุนเดิม โครงการถัดไปอย่าง Mars Polar Lander ก็เลือกใช้นโยบายเดิม ในต้นทุนที่ต่ำจนแทบจะดำเนินโครงการไม่ได้ ทำให้เกิดการตัดระบบการทำงานสำรองของยานอวกาศไป ซึ่งทำให้เราสูญเสียยาน Mars Polar Lander ไปอย่างน่าเสียดาย ยังไม่นับรวมภารกิจที่สูญเสียบนดาวอังคารเป็นทอด ๆ ทั้ง Mars Climate Orbiter และ Deep Space 2 ก็ล้วนเกิดจากการลดต้นทุนจนเกินจุดที่จะสามารถดำเนินการได้จริงทั้งนั้น เพราะหากพวกเขาเพิ่มทุนในการตรวจสอบชุดคำสั่งในระบบคอมพิวเตอร์เพิ่มเติม หรือการยอมลงทุนในระบบสำรอง พวกเขาอาจจะไม่สูญเสียยานอวกาศที่อาจจะส่งมอบองค์ความรู้กลับมาให้มนุษยชาติมากมายก็ได้

หลังจากที่ภาพรวมนโยบาย Faster, Better, Cheaper ไม่สวยงามเหมือนกับความต้องการของตัวพวกเขา ผู้บริหาร NASA ในยุคปัจจุบันจะมุ่งเน้นไปที่การทำยานอวกาศที่ดีขึ้นที่คุ้มค่ากับมูลค่าของโครงการ โดยใช้เงินงบประมาณอย่างสมเหตุสมผลตามแก่นและความต้องการในการศึกษาอวกาศ

เมื่อถอดบทเรียนแล้ว ยานอวกาศขนาดใหญ่ยังคงมีความสำคัญกับการศึกษาอวกาศและดาวเคราะห์อยู่ เช่น ยานแคสซินี หรือกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ที่เป็นโครงการใหญ่และใช้งบประมาณมหาศาล แต่ว่าข้อมูลที่อุปกรณ์เหล่านี้มอบให้กลับมานั้นมากมายมหาศาลเกินกว่าจำนวนเม็ดเงินที่ได้ลงทุนลงไป ดังนั้นความคุ้มค่าของการลงทุนในโครงการจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ภาพถ่ายการชนของยาน DART กับดาวเคราะห์น้อย Dimorphos ซึ่งภาพถูกถ่ายโดยยาน CubeSat ชื่อว่า LICIACube ที่มา NASA

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน หนึ่งในสิ่งที่ NASA กำลังให้ความสนใจคือกลุ่มยาน CubeSat หรือกลุ่มยานอวกาศขนาดเล็ก เนื่องจากเทคโนโลยีในปัจจุบันนั้นรุดหน้าไปไกลมาก ทั้งเทคโนโลยีการถ่ายภาพ พลังประมวลผลของคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีการตรวจวัดทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถจุเข้าไปในยานอวกาศขนาดเล็ก ซึ่งจากการสาธิตเพื่อพิสูจน์แนวคิดจากโครงการต่าง ๆ ทั้งโครงการสำรวจโลกด้วยดาวเทียมขนาดเล็ก CubeSat หรือ LICIACube ซึ่งเป็น CubeSat ที่ถูกปล่อยออกมาเพื่อใช้งานคู่กับภารกิจของ DART ที่มีเป้าหมายในการพุ่งชนดาวเคราะห์น้อยและเปลี่ยนทิศทางการโคจรของดาวเคราะห์น้อย ตัว CubeSat ก็สามารถถ่ายภาพบันทึกช่วงเวลาการพุ่งชนของ DART ได้ดี และยังสามารถช่วยเก็บข้อมูลหลาย ๆ อย่างภายหลังการชนของภารกิจ DART ซึ่งโดยรวมแล้ว CubeSat เป็นเหมือนอุปกรณ์ราคาถูกที่มีความน่าเชื่อถือพอสมควรที่ยังคงต้องพิสูจน์กันต่อไปว่าจะเป็นตัวแทนของการสำรวจอวกาศในราคาที่ถูกลงและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้นได้หรือไม่

เรียบเรียงโดย : จิรสิน อัศวกุล


🎧 อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS  

“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

ที่มาข้อมูล: elizabethafrank, nasa, spaceth 

บทความที่เกี่ยวข้อง

ครั้งแรกของโลก! ใช้ AI สร้างจีโนมและผลิตไวรัส ฆ่าเชื้อแบคทีเรียอีโคไลได้จริงAI

ครั้งแรกของโลก! ใช้ AI สร้างจีโนมและผลิตไวรัส ฆ่าเชื้อแบคทีเรียอีโคไลได้จริง

เทคโนโลยีก้าวหน้า ต้องนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับมนุษยชาติ! การศึกษาตีพิมพ์ในวารสาร Science เผยว่า นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สร้างจีโนมและผลิตไวรัสที่ใช้งานได้จริง

07 ส.ค. 69|7 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →
ใช้ AI เป็น แต่อาจคิดเองไม่เป็น รัฐบาลนอร์เวย์เล็งกลับมาใช้หนังสือ ห้ามเด็กประถม Gen Alpha ใช้ AIAI

ใช้ AI เป็น แต่อาจคิดเองไม่เป็น รัฐบาลนอร์เวย์เล็งกลับมาใช้หนังสือ ห้ามเด็กประถม Gen Alpha ใช้ AI

ท่ามกลางกระแสที่ทั่วโลกแข่งกันผลักดัน AI เข้าห้องเรียน นอร์เวย์กลับเดินสวนทาง เมื่อรัฐบาลเตรียมออกกฎหมายห้ามเด็กประถมศึกษา หรือเด็กในช่วง 6-13 ปี ใช้ Generative AI โดยเด็ดขาด

07 ส.ค. 69|12 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →
ใช้ประโยชน์ในทางสันติ ไทย-เมียนมาร่วมใช้เทคโนโลยีสำรวจโลก จัดการสิ่งแวดล้อม-รับมือภัยพิบัติเทคโนโลยี

ใช้ประโยชน์ในทางสันติ ไทย-เมียนมาร่วมใช้เทคโนโลยีสำรวจโลก จัดการสิ่งแวดล้อม-รับมือภัยพิบัติ

เทคโนโลยีสำรวจโลก (Earth Observation Technology) คือการใช้เครื่องมือ เช่น ดาวเทียม และกล้องพิเศษเพื่อเก็บข้อมูลพื้นผิวโลก น้ำ และอากาศ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เราเข้าใจสภาพอากาศ ภัยธรรมชาติ และการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น

06 ส.ค. 69|1 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →
    “Faster, Better, Cheaper” ถอดบทเรียนจาก “NASA” เมื่อการทำให้ถูก ดี และเร็ว กลายเป็นจุดด่างพร้อยของ NASA | Thai PBS Sci & Tech