ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
นักวิจัยไทยเจ๋ง! ค้นพบ “จระเข้ทะเลโบราณชนิดใหม่” จากคาบสมุทรไทย ที่ จ.นครศรีฯ
Thai Genius

นักวิจัยไทยเจ๋ง! ค้นพบ “จระเข้ทะเลโบราณชนิดใหม่” จากคาบสมุทรไทย ที่ จ.นครศรีฯ

จิราภพ ทวีสูงส่ง13 ส.ค. 6910 นาที8 ชั่วโมงที่แล้ว

อีกหนึ่งการค้นพบที่น่าสนใจ! Indosinosuchus peninsularensis จระเข้โบราณปากยาวในกลุ่ม Teleosauridae จากภาคใต้ของประเทศไทย

ขนาดตัวอักษร

อีกหนึ่งการค้นพบที่น่าสนใจ! Indosinosuchus peninsularensis จระเข้โบราณปากยาวในกลุ่ม Teleosauridae จากภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งค้นพบโดย อาจารย์และนิสิตจาก สาขาบรรพชีวินวิทยา หลักสูตรนานาชาติ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยจะมีความพิเศษอย่างไรตามมาอ่านกันได้เลย

หากพูดถึง “ฟอสซิล” หลายคนอาจนึกถึงกระดูกที่ถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ หรือเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตที่สูญพันธุ์ไปแล้วนับล้านปี แต่สำหรับนักบรรพชีวินวิทยา ฟอสซิลทุกชิ้นคือหลักฐานที่ยังคงมีคำถามรอให้ค้นหา และบางครั้ง คำตอบจากกระดูกเพียงไม่กี่ชิ้นก็สามารถเปลี่ยนภาพความเข้าใจของเราเกี่ยวกับชีวิตในอดีตได้อย่างมีนัยสำคัญ

อาจารย์และนิสิตจาก หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาบรรพชีวินวิทยา หลักสูตรนานาชาติ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม นำสองผลงานวิจัยด้านสัตว์มีกระดูกสันหลังดึกดำบรรพ์ที่ได้รับการศึกษาและเผยแพร่ในระดับนานาชาติ ได้แก่ ไดโนเสาร์ชนิดใหม่ Uragasaurus kalasinensis และจระเข้โบราณปากยาวชนิดใหม่ Indosinosuchus peninsularensis โดยสองการค้นพบนี้ไม่ได้มีความสำคัญเพียงเพราะเป็น “สัตว์ชนิดใหม่” เท่านั้น แต่ช่วยเติมเต็มช่องว่างของข้อมูลเกี่ยวกับความหลากหลาย การกระจายตัว และวิวัฒนาการของสัตว์มีกระดูกสันหลังในดินแดนที่ปัจจุบันคือประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ฟอสซิล Uragasaurus kalasinensis ภาพจาก นายอภิรัตน์ นิลพนาพรรณ และคณะ (Apirut et al., 2026)

Uragasaurus kalasinensis: เมื่อไดโนเสาร์จากกาฬสินธุ์ช่วยเล่าเรื่องโลกในอดีต

Uragasaurus kalasinensis เป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญที่สะท้อนความหลากหลายของไดโนเสาร์ในประเทศไทย การศึกษาตัวอย่างไม่ได้หยุดอยู่เพียงการระบุว่าเป็นกระดูกของไดโนเสาร์ชนิดใด แต่ต้องผ่านกระบวนการเปรียบเทียบรายละเอียดทางกายวิภาคกับตัวอย่างจากพื้นที่อื่น วิเคราะห์ลักษณะที่เหมือนและแตกต่าง และพิจารณาความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการอย่างเป็นระบบ

สิ่งที่น่าสนใจคือ การค้นพบสัตว์ชนิดใหม่ไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่นักวิจัยพบกระดูกในภาคสนามเพียงครั้งเดียว แต่เป็นกระบวนการที่อาจใช้เวลาหลายปี ตั้งแต่การสำรวจ การเก็บตัวอย่าง การเตรียมฟอสซิล การวัดและเปรียบเทียบโครงสร้าง ไปจนถึงการตรวจสอบข้อมูลกับงานวิจัยจากทั่วโลก ก่อนจะผ่านกระบวนการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิและได้รับการยอมรับในวารสารวิชาการ

ในความหมายนี้ Uragasaurus kalasinensis จึงไม่ได้เป็นเพียง “ไดโนเสาร์ตัวใหม่ของประเทศไทย” แต่เป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ว่า การสำรวจทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นสามารถพัฒนาไปสู่องค์ความรู้ระดับสากลได้จริง

ตัวอย่างบางส่วนที่พบของ Indosinosuchus peninsularensis จระเข้โบราณปากยาวในกลุ่ม Teleosauridae ภาพจาก ม.มหาสารคาม

Indosinosuchus peninsularensis: เปิดพื้นที่ใหม่ของจระเข้โบราณในคาบสมุทรไทย

โดยอีกหนึ่งการค้นพบที่น่าสนใจคือ Indosinosuchus peninsularensis จระเข้โบราณปากยาวในกลุ่ม Teleosauridae จากที่ จ.นครศรีธรรมราช ภาคใต้ของประเทศไทย จระเข้กลุ่มนี้มีรูปร่างแตกต่างจากจระเข้ที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน โดยมีจะงอยปากยาวและเรียว ฟันจำนวนมาก และโครงสร้างกะโหลกที่สะท้อนการดำรงชีวิตและการหาอาหารในระบบนิเวศทางน้ำ การศึกษาตัวอย่างจากคาบสมุทรไทยจึงมีความสำคัญ เพราะช่วยเพิ่มข้อมูลจากพื้นที่ซึ่งหลักฐานสัตว์มีกระดูกสันหลังดึกดำบรรพ์ยังมีรายงานไม่มากเมื่อเทียบกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

การค้นพบนี้เปิดคำถามใหม่ที่น่าสนใจว่า ในอดีตสัตว์กลุ่ม Teleosauridae กระจายตัวเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างไร พวกมันอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบใด และพื้นที่ซึ่งปัจจุบันเป็นประเทศไทยมีบทบาทอย่างไรต่อเส้นทางวิวัฒนาการของสัตว์กลุ่มนี้ คำถามเหล่านี้ยังไม่มีคำตอบทั้งหมด และนั่นคือเสน่ห์ของงานบรรพชีวินวิทยา เพราะการค้นพบหนึ่งครั้งไม่ได้ปิดเรื่องราว แต่กลับสร้างคำถามใหม่ที่ท้าทายยิ่งกว่าเดิม

ทั้งนี้ คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมกับนักวิจัยจากต่างประเทศ รายงานการค้นพบ จระเข้ทะเลโบราณ (Teleosauridae) ชนิดใหม่ จากชั้นหินยุคจูแรสซิกบนคาบสมุทรไทย ซึ่งนับเป็น จระเข้ดึกดำบรรพ์ชนิดแรกที่ได้รับการค้นพบและตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นทางการจากคาบสมุทรไทย–มาเลย์ (Thai–Malay Peninsula) ผลงานดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในบทความเรื่อง A new teleosaurid (Crocodylomorpha, Thalattosuchia) from the Sibumasu Terrane of Southeast Asia and a taxonomic reassessment of Indosinosuchus

การค้นพบครั้งนี้มีความสำคัญมากกว่าการเพิ่มชนิดพันธุ์ใหม่ให้กับประเทศไทย แต่ยังช่วยเติมเต็มช่องว่างสำคัญของประวัติวิวัฒนาการและการกระจายตัวของกลุ่ม Teleosauridae ซึ่งเป็นจระเข้ทะเลยุคจูแรสซิกที่เคยแพร่กระจายตามแนวชายฝั่งมหาสมุทรเททิสโบราณ (Tethys Ocean) ตั้งแต่ยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง ไปจนถึงเอเชีย การพบชนิดใหม่บน Sibumasu Terrane ซึ่งเป็นแผ่นเปลือกโลกโบราณที่ประกอบเป็นพื้นที่คาบสมุทรไทยในปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการกระจายตัวของสัตว์นักล่าทะเลขนาดใหญ่เมื่อกว่า 165 ล้านปีก่อน และช่วยเชื่อมโยงข้อมูลฟอสซิลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้ากับภูมิภาคอื่นของโลกได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ภาพจำลอง  Indosinosuchus peninsularensis จระเข้โบราณปากยาวในกลุ่ม Teleosauridae ภาพจาก ม.มหาสารคาม

นอกจากการค้นพบชนิดใหม่แล้ว งานวิจัยยังได้ทบทวนอนุกรมวิธานของสกุล Indosinosuchus ซึ่งเคยมีการรายงานจากจังหวัดกาฬสินธุ์ว่าประกอบด้วย 2 ชนิด ได้แก่ Indosinosuchus potamosiamensis และ Indosinosuchus kalasinensis จากการศึกษาเปรียบเทียบตัวอย่างใหม่ร่วมกับการวิเคราะห์ลักษณะทางกายวิภาคอย่างละเอียด คณะผู้วิจัยพบว่าลักษณะที่เคยใช้แยก I. kalasinensis ออกจากชนิดอื่นยังไม่มีความแตกต่างเพียงพอ จึงเสนอให้ยกเลิกชื่อชนิดดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ความหลากหลายของสกุล Indosinosuchus ในประเทศไทย ไม่ได้ลดลง เนื่องจากการค้นพบครั้งใหม่นี้ได้นำไปสู่การตั้งชื่อชนิดใหม่ Indosinosuchus penninsularensis จากคาบสมุทรไทยเข้ามาแทน ส่งผลให้ปัจจุบันประเทศไทยยังคงมี Indosinosuchus จำนวน 2 ชนิด เช่นเดิม แต่มีความเข้าใจทางอนุกรมวิธานที่ถูกต้องและแม่นยำมากยิ่งขึ้น

ผลการศึกษาครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่ากลุ่ม Teleosauridae ในเอเชียมีประวัติวิวัฒนาการที่ซับซ้อนกว่าที่เคยเข้าใจ และอาจมีการกระจายตัวผ่านระบบชายฝั่ง ทะเล และแหล่งน้ำจืดในช่วงที่ภูมิประเทศและระดับน้ำทะเลของโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องในยุคจูแรสซิก ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นพื้นที่สำคัญในการศึกษาชีวภูมิศาสตร์ (paleobiogeography) ของจระเข้ทะเลโบราณในระดับนานาชาติ

การค้นพบครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยง่าย ซากฟอสซิลส่วนใหญ่แตกหัก กระจัดกระจาย และมักพบเพียงเศษกะโหลก ฟัน กระดูก หรือแผ่นเกราะ การจำแนกชนิดจึงต้องอาศัยการเปรียบเทียบกับตัวอย่างอ้างอิงจากพิพิธภัณฑ์หลายแห่งทั่วโลก ประกอบกับการวิเคราะห์สายวิวัฒนาการและการตรวจสอบลักษณะทางกายวิภาคอย่างละเอียด งานวิจัยลักษณะนี้ใช้เวลาหลายปีในการรวบรวมข้อมูลภาคสนามและตรวจสอบความถูกต้องของข้อสรุปก่อนเผยแพร่

คณะวิจัยระบุว่า การค้นพบครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการศึกษาวิวัฒนาการของจระเข้ทะเลโบราณในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป้าหมายในอนาคตคือการค้นหาตัวอย่างที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกะโหลกและโครงกระดูกที่สามารถใช้ศึกษาชีวกลศาสตร์ การทำงานของระบบการกัด และนิเวศวิทยาของสัตว์กลุ่มนี้ด้วยเทคโนโลยีเอกซเรย์คอมพิวเตอร์และแบบจำลองทางวิศวกรรม รวมถึงการสร้างแบบจำลองเส้นทางการกระจายตัวของ Teleosauridae เพื่ออธิบายว่าการเปลี่ยนแปลงของมหาสมุทรและแผ่นเปลือกโลกในยุคจูแรสซิกมีบทบาทต่อวิวัฒนาการของจระเข้ทะเลโบราณอย่างไร  

การค้นพบครั้งนี้ไม่เพียงเพิ่มองค์ความรู้ด้านบรรพชีวินวิทยาของประเทศไทย แต่ยังตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะแหล่งข้อมูลสำคัญของโลกสำหรับการศึกษาวิวัฒนาการ การกระจายตัว และความหลากหลายของจระเข้ทะเลยุคจูแรสซิก ซึ่งยังคงมีคำถามสำคัญอีกมากรอการค้นพบในอนาคต

คณะวิจัย  Indosinosuchus peninsularensis จระเข้โบราณปากยาวในกลุ่ม Teleosauridae ภาพจาก ม.มหาสารคาม

สิ่งสำคัญกว่าการพบ “ชนิดใหม่” คือการสร้างคนที่ค้นพบสิ่งใหม่ได้

เบื้องหลังผลงานทั้งสองเรื่องมีอีกประเด็นหนึ่งที่คณะวิทยาศาสตร์ต้องการสื่อสารให้สังคมเห็นชัดขึ้น นั่นคือ บทบาทของนิสิตในกระบวนการสร้างองค์ความรู้ การทำงานด้านบรรพชีวินวิทยาในปัจจุบันไม่ได้หมายถึงการเรียนรู้จากตำราเพียงอย่างเดียว นิสิตสามารถมีส่วนร่วมตั้งแต่การออกภาคสนาม สำรวจแหล่งฟอสซิล เตรียมตัวอย่าง วิเคราะห์กายวิภาค ใช้เทคโนโลยีเอกซเรย์คอมพิวเตอร์และแบบจำลองสามมิติ วิเคราะห์ความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการ เขียนบทความ และทำงานร่วมกับนักวิจัยจากสถาบันต่าง ๆ

ต้องการสร้างนักวิจัยที่สามารถตั้งคำถามใหม่ วิเคราะห์หลักฐานอย่างมีเหตุผล และสร้างองค์ความรู้ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ความเป็น “หลักสูตรนานาชาติ” จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการเรียนการสอนด้วยภาษาอังกฤษ แต่หมายถึงการทำงานภายใต้มาตรฐานทางวิชาการสากล การเชื่อมโยงกับนักวิจัยและสถาบันต่างประเทศ การเข้าถึงวิธีการและเทคโนโลยีสมัยใหม่ และการเปิดโอกาสการเติบโตจากผู้เรียนไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมวิจัยโลก

การอนุรักษ์ตัวอย่างในภาคสนาม ภาพจาก ม.มหาสารคาม

จากพื้นที่การเรียน สู่ระบบนิเวศของการค้นพบ

การพัฒนางานบรรพชีวินวิทยาไม่ได้ถูกมองเป็นงานของนักวิจัยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นตัวอย่างของการสร้าง “ระบบนิเวศการวิจัย” ที่เชื่อมโยงคน ตัวอย่าง เครื่องมือ เทคโนโลยี เครือข่าย และการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาเข้าด้วยกัน

- จากแหล่งฟอสซิลในพื้นที่หนึ่ง อาจนำไปสู่การทำวิทยานิพนธ์
- จากตัวอย่างหนึ่งชิ้น อาจนำไปสู่บทความวิจัย
- จากบทความหนึ่งเรื่อง อาจนำไปสู่ความร่วมมือระหว่างประเทศ
- จากนิสิตหนึ่งคน อาจเติบโตเป็นนักวิจัยที่สร้างการค้นพบครั้งต่อไป

สิ่งเหล่านี้ทำให้การค้นพบ Uragasaurus kalasinensis และ Indosinosuchus peninsularensis มีความหมายมากกว่าการเพิ่มชื่อสัตว์ใหม่สองชื่อเข้าไปในฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์ สิ่งที่สองผลงานนี้กำลังบอกเราคือ ประเทศไทยยังมีเรื่องราวอีกมากที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นหิน และยังมีพื้นที่อีกมากสำหรับคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาตั้งคำถามบรรพชีวินวิทยาจึงไม่ได้เป็นเพียงศาสตร์ที่มองย้อนกลับไปในอดีต แต่เป็นศาสตร์ที่ใช้ “อดีต” เพื่อสร้างนักวิทยาศาสตร์แห่งอนาคต และบางที การค้นพบครั้งสำคัญต่อไป อาจเริ่มต้นจากคำถามเล็ก ๆ ของนิสิตคนหนึ่งในวันนี้


📌อ่าน : ที่แรก! อ.คมศร ไขความเป็นมา “อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส” ไดโนเสาร์ลำดับที่ 15 ของไทย


อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS


ที่มาข้อมูล: สาขาบรรพชีวินวิทยา หลักสูตรนานาชาติ คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหาสารคาม


“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

บทความที่เกี่ยวข้อง

ที่แรกที่เดียว! อ.คมศร ไขการค้นพบ “จระเข้ทะเลโบราณชนิดใหม่” ที่ จ.นครศรีธรรมราช วิทยาศาสตร์

ที่แรกที่เดียว! อ.คมศร ไขการค้นพบ “จระเข้ทะเลโบราณชนิดใหม่” ที่ จ.นครศรีธรรมราช

สุดเอ็กซ์คลูซีฟ! ไขการค้นพบจระเข้ทะเลโบราณชนิดใหม่ Indosinosuchus peninsularensis (อ่านว่า อินโดซิโนซูคัส เพนนินซูลาร์เอนซิส เรียกสั้น ๆ ว่า “อินเพน”) ซึ่งเป็นจระเข้โบราณปากยาวในกลุ่ม Teleosauridae ที่ จ.นครศรีธรรมราช

13 ส.ค. 69|4 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →
ระหว่างที่ยานอวกาศ Psyche โฉบผ่านดาวอังคาร ได้พบเจออะไรบ้างอวกาศ

ระหว่างที่ยานอวกาศ Psyche โฉบผ่านดาวอังคาร ได้พบเจออะไรบ้าง

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2026 ยานอวกาศไซคี (Psyche) ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NASA) ได้บินเฉียดดาวอังคาร (Mars Flyby) สำเร็จตามแผนที่วางไว้

13 ส.ค. 69|10 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →
คืนวันแม่ (12 ส.ค. 69)!  ลุ้นชม “ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์” ทั่วไทยหากท้องฟ้าเป็นใจอวกาศ

คืนวันแม่ (12 ส.ค. 69)! ลุ้นชม “ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์” ทั่วไทยหากท้องฟ้าเป็นใจ

คืนวันแม่แห่งชาติ (12 ส.ค. 69) ไปจนถึงรุ่งเช้าของวันที่ 13 ส.ค. 69 จะเกิดปรากฏการณ์ “ฝนดาวตกวันแม่” หรือ “ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์” (Perseids Meteor Shower)

12 ส.ค. 69|1 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →