กลยุทธ์ “กำหนดราคา” ดึงลูกค้าของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย สร้างผลกระทบให้กับการค้าตลาดออฟไลน์ (การขายแบบมีหน้าร้าน) ในประเทศ ด้วยเหตุนี้ “อินโดนีเซีย” จึงมีแผนร่างกฎระเบียบใหม่ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ด้วยการห้ามทำธุรกรรมซื้อขายสินค้าในโซเชียลฯ
ด้วยความที่ “อินโดนีเซีย” คือตลาดออฟไลน์ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะมีประชากรกว่า 270 ล้านคน Jerry Sambuaga รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการค้า ประเทศอินโดนีเซีย จึงได้มีการแถลงในระหว่างการพิจารณากฎระเบียบทางการค้าใหม่ของรัฐสภาว่า รัฐบาลกำลังวางแผนห้ามการทำธุรกรรมสินค้าบนโซเชียลมีเดีย เนื่องจากมองว่า อีคอมเมิร์ซกับโซเชียลฯ ต้องแยกออกจากกัน ไม่สามารถรวมกันได้ กฎในปัจจุบันยังไม่ได้กำหนดกรอบที่ครอบคลุม โดยยกตัวอย่างเคสธุรกิจใช้การไลฟ์สดจำหน่ายสินค้าใน TikTok ตามกฎใหม่ที่กำลังจะออกมาจะไม่สามารถทำได้
ขณะที่โฆษก TikTok อินโดนีเซีย ออกมาให้ความเห็นว่า การแยกโซเชียลมีเดียกับอีคอมเมิร์ซออกจากกัน เป็นการขัดขวางนวัตกรรม ซึ่งจะส่งผลเสียกับธุรกิจต่าง ๆ รวมถึงผู้บริโภคในประเทศ
อนึ่ง ปี 2565 อินโดนีเซียมีมูลค่าธุรกรรมอีคอมเมิร์ซอยู่ที่เกือบ 52,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่ง 5% เกิดขึ้นบน TikTok โดยเฉพาะผ่านการสตรีมสด (อินโดฯ มีผู้ใช้ TikTok เดือนละ 125 ล้านคน มีธุรกิจขนาดเล็กเปิดร้านขายสินค้าบน TikTok Shop ประมาณ 2,000,000 ราย) นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ว่า อีคอมเมิร์ซอินโดนีเซียจะเติบโตเป็น 95,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2568
--------------------------
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech
แหล่งข้อมูลอ้างอิง : reuters



