วันนี้ (8 ม.ค.569) CNN รายงาน การอ้างสิทธิ์เหนือทรัพยากรพลังงานของเวเนซุเอลาโดย ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศเท่านั้น หากแต่เป็นคำถามใหญ่ระดับโลกเกี่ยวกับอนาคตของสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจพลังงาน และเสถียรภาพด้านสิ่งแวดล้อมในศตวรรษที่ 21
เวเนซุเอลาถือครองแหล่งน้ำมันสำรองที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีการประเมินว่ามีน้ำมันมากกว่า 300,000 ล้านบาร์เรล อยู่ใต้ผืนดิน ปริมาณดังกล่าวมากกว่าประเทศใด ๆ บนโลก และเป็น "ขุมทองคำสีดำ" ที่ดึงดูดสายตาของผู้นำที่หลงใหลเชื้อเพลิงฟอสซิลเช่น ปธน.ทรัมป์
หลังจากการควบคุมตัว ปธน.นิโคลัส มาดูโร ทรัมป์ได้เพิ่มระดับวาทกรรมเกี่ยวกับการเข้าถึงทรัพยากรน้ำมันของเวเนซุเอลา พร้อมวาดภาพอนาคตที่บริษัทน้ำมันสหรัฐฯ จะหลั่งไหลเข้าไปลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ เพื่อปลดปล่อยพลังงานจากแหล่งน้ำมันมหาศาลแห่งนี้
อย่างไรก็ตาม กาย พรินซ์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยด้านการจัดหาพลังงานของ Carbon Tracker ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศและพลังงาน ส่งสัญญาณเตือนว่า น้ำมันเวเนซุเอลาอาจเป็นหนึ่งในแหล่งพลังงานที่ "สกปรก" และสร้างมลพิษสูงที่สุดในโลก และหากถูกพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบ ผลกระทบอาจไม่ใช่เพียงระดับประเทศ แต่ลุกลามไปถึงทั้งระบบภูมิอากาศของโลก
ทำไมน้ำมันเวเนซุเอลาถึง "สกปรก"
พรินซ์ ระบุว่า การที่น้ำมันเวเนซุเอลาถูกจัดว่าเป็นน้ำมัน "สกปรก" ไม่ได้เกี่ยวกับการเมืองของเวเนซุเอลา แต่หากเป็นผลจากข้อเท็จจริงด้านฟิสิกส์และสภาพโครงสร้างพื้นฐาน น้ำมันส่วนใหญ่ของเวเนซุเอลาพบในพื้นที่ที่เรียกว่า แถบโอรีโนโก ซึ่งทอดยาวครอบคลุมพื้นที่ทางตะวันออกของประเทศ น้ำมันในบริเวณนี้เป็นน้ำมันดิบชนิดหนักและมีซัลเฟอร์สูง มีลักษณะข้นหนืดคล้ายกากน้ำตาล มีปริมาณคาร์บอนที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนสูงกว่าน้ำมันดิบชนิดเบา
ลักษณะทางกายภาพของน้ำมันชนิดนี้ทำให้การสกัดทำได้ยาก ต้องใช้พลังงานมาก โดยน้ำมันจะไม่สามารถไหลออกจากหลุมได้เองในรูปของของเหลว จำเป็นต้องให้ความร้อนแก่แหล่งกักเก็บน้ำมัน โดยทั่วไปมักใช้วิธีอัดไอน้ำเข้าไปในชั้นหิน ซึ่งต้องใช้พลังงานมหาศาล และพลังงานเหล่านี้ส่วนใหญ่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติที่ก่อให้เกิดการปล่อยคาร์บอน
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อได้น้ำมันขึ้นมาจากใต้ดิน น้ำมันของเวเนซุเอลามีปริมาณซัลเฟอร์สูง ทำให้กระบวนการกลั่นซับซ้อนและใช้พลังงานมากกว่าปกติ ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะทางและกระบวนการที่เข้มข้น ส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นอีกขั้นหนึ่ง
นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น โรงกลั่นในเวเนซุเอลา ยังมีสภาพเก่าและขาดการบำรุงรักษา ทำให้ความเสี่ยงเรื่องการรั่วไหลของก๊าซมีเทนมีสูง การเผาก๊าซทิ้ง และการรั่วไหลของน้ำมันในสภาพแวดล้อม ก๊าซมีเทนเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ทรงพลังอย่างยิ่ง โดยมีศักยภาพในการก่อภาวะโลกร้อนมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 80 เท่า ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ
ข้อมูลจากหน่วยงานพลังงานระหว่างประเทศระบุว่า ความเข้มข้นของก๊าซมีเทนจากกระบวนการผลิตน้ำมันและก๊าซของเวเนซุเอลาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกถึง 6 เท่า
หนึ่งในสาเหตุสำคัญคือ การเผาก๊าซส่วนเกิน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ปล่อยก๊าซมีเทนจำนวนมากสู่ชั้นบรรยากาศ ขณะที่ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านการปล่อยก๊าซระบุว่า ปริมาณมลพิษจากการผลิตน้ำมัน 1 บาร์เรลในเวเนซุเอลานั้น สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกมากกว่า 2 เท่า
บริษัทน้ำมันสหรัฐฯ จะช่วยลดผลกระทบได้หรือไม่
มีความเป็นไปได้ว่า หากบริษัทน้ำมันรายใหญ่ของสหรัฐฯ เข้าไปดำเนินการ พวกเขาอาจสามารถลดความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซลงได้บ้าง เนื่องจากมีสมรรถนะในการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมในโครงการต่าง ๆ ทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า ก็ยังมีขีดจำกัดในการจัดการอยู่บ้าง น้ำมันเวเนซุเอลายังคงต้องใช้พลังงานจำนวนมากในการสกัด และโครงการลดการเผาก๊าซจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล ทำให้ไม่สามารถลดผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศแล้ว น้ำมันเวเนซุเอลายังมาพร้อมกับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่รุนแรง ประเทศนี้ประสบปัญหาท่อส่งน้ำมันรั่วและโครงสร้างพื้นฐานที่ล้าสมัยมาเป็นเวลานาน เพิ่มโอกาสเกิดอุบัติเหตุน้ำมันรั่วในระบบนิเวศ
แม้ข้อมูลอย่างเป็นทางการจะมีจำกัด เนื่องจากบริษัทน้ำมันแห่งชาติเวเนซุเอลาหยุดเผยแพร่รายงานการรั่วไหลตั้งแต่ปี 2559 แต่รายงานขององค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมพบว่า ระหว่างปี 2559–2564 มีการบันทึกเหตุการณ์น้ำมันรั่วอย่างน้อย 199 ครั้ง และคาดว่าจำนวนจริงอาจสูงกว่านี้มาก
เศรษฐศาสตร์น้ำมันที่อาจ "ไม่คุ้มค่า"
แม้เวเนซุเอลาจะมีน้ำมันมหาศาล แต่การนำมันขึ้นมาใช้จริง อาจไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ ปริมาณการผลิตน้ำมันของประเทศลดลงอย่างมากตั้งแต่ปี 2559 จากประมาณ 2,000,000 บาร์เรล/วัน เหลือน้อยกว่า 1,000,000 บาร์เรล/วัน ในปัจจุบัน
การรักษาระดับการผลิตในปัจจุบันต้องใช้เงินลงทุนมากกว่า 53,000 ล้านดอลลาร์ ไปอีก 15 ปีข้างหน้า ขณะที่หากต้องการเพิ่มกำลังการผลิตให้กลับไปสู่จุดสูงสุดเหมือนในอดีตที่มากกว่า 3,000,000 บาร์เรล/วัน จะต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 183,000 ล้านดอลลาร์ พรินซ์ ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า
ในโลกที่อุปทานน้ำมันล้นตลาด ราคาน้ำมันต่ำ และความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกอาจใกล้ถึงจุดสูงสุด การลงทุนระดับนี้จึงถูกมองว่าไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของตลาดพลังงานยุคใหม่
หาก ปธน.ทรัมป์ สามารถขยายการผลิตน้ำมันเวเนซุเอลาให้เกิดขึ้นจริง ผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศโลกอาจยากต่อการคาดเดา ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า การปล่อยคาร์บอนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่สำคัญที่สุด อาจไม่ใช่เพียงปริมาณก๊าซเรือนกระจก
แต่คือผลกระทบทางอ้อม คือ การหันกลับไปพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล อาจทำให้ความสนใจการใช้พลังงานสะอาดถูกเบี่บงเบนไป บั่นทอนเสถียรภาพความร่วมมือระดับโลก ในการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
อ่านข่าวอื่น :
ไม่คล้อยตามทรัมป์! บ.น้ำมันรายใหญ่อเมริกัน "ลังเล" ฟื้นลงทุนในเวเนซุเอลา
ปักหมุด 10 ที่เที่ยว งาน "วันเด็กแห่งชาติ" ชวนเด็ก ๆ ลุยฟรี เรียนรู้สนุกไม่รู้จบ
"ทรัมป์" สั่งสหรัฐฯ ถอนตัวจาก 66 องค์กรโลก ชี้ขัดผลประโยชน์ของชาติ











