วันนี้ (14 ม.ค.2569) เหตุการณ์เครนก่อสร้างโครงสร้างยกระดับโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ถล่มทับรถไฟขบวนที่ 21 บริเวณบ้านถนนคต ต.สีคิ้ว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา กลายเป็นโศกนาฏกรรมที่สร้างความสูญเสียอย่างหนักหน่วง โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 32 คน และบาดเจ็บจำนวนมาก ขณะที่ขบวนรถไฟดังกล่าวกำลังมุ่งหน้าจากกรุงเทพมหานครสู่ จ.อุบลราชธานี
โครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่ที่พังถล่มลงมาระหว่างรางรถไฟเดิม ได้ก่อให้เกิดเพลิงไหม้ตู้โดยสาร ส่งผลให้ตู้โดยสารที่ 2 และ 3 ตกรางและเสียหายยับเยิน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญวิศวกรรมชี้ว่าคานเหล็กสีส้มที่เอียงลงก่อนถล่ม ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจน แต่กลับนำไปสู่ความหายนะครั้งนี้
คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นทันทีหลังเหตุการณ์ คือ อะไรคือสาเหตุหลักที่ทำให้โครงสร้างขนาดใหญ่เช่นนี้พังร่วงลงมาได้ และเหตุใดจึงไม่มีระบบเตือนภัยที่สามารถหยุดยั้งความสูญเสียได้ทันท่วงที จนถึงขณะนี้ ทีมสอบสวนยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แท้จริงได้อย่างชัดเจน
แต่จากมุมมองทางวิศวกรรม นักวิชาการตั้งข้อสังเกตว่าการเอียงของคานเหล็กอาจเกิดจากการรับน้ำหนักไม่สมดุล หรือการเคลื่อนตัวของโครงสร้างที่เกินกว่าค่าที่ออกแบบไว้ ซึ่งหากตรวจพบแต่เนิ่น ๆ ควรหยุดงานทันที
คำถามต่อมาคือ ก่อนเกิดเหตุการณ์ ทำไมจึงไม่มีระบบทดสอบความสามารถในการรับน้ำหนักและการเคลื่อนตัวของคานเหล็ก เพื่อยืนยันความปลอดภัยก่อนดำเนินการต่อความสูญเสียครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นโศกนาฏกรรมสำหรับครอบครัวผู้เสียหายเท่านั้น หากแต่ยังกลายเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับมาตรฐานความปลอดภัยในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของประเทศไทย โดยเฉพาะในเมกะโปรเจกต์อย่างรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ซึ่งเป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและจีน
คำถามใหญ่ต่อมาที่ต้องหาคำตอบคือ แล้วจะป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำได้อย่างไร ทีมข่าวไทยพีบีเอสได้สอบถามไปยัง รศ.เอนก ศิริพานิชกร นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งให้ความเห็นว่าปัญหาหลักอยู่ที่การขาด "ระบบตรวจจับสุขภาพโครงสร้าง" ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในหลายประเทศทั่วโลก เพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ของโครงสร้างแบบเรียลไทม์
รศ.เอนก อธิบายเพิ่มเติมว่าระบบดังกล่าวประกอบด้วยกล้องที่ติดตั้งปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเฝ้าตรวจจับความเอียง การเคลื่อนไหว และความผิดปกติของคานเหล็กหรือโครงสร้างในทุกขั้นตอนของการก่อสร้าง เมื่อระบบตรวจพบความผิดปกติ เช่น การเอียงเกินค่าที่กำหนด หรือการเคลื่อนไหวที่ไม่สอดคล้องกับแบบวิศวกรรม ระบบจะส่งสัญญาณเตือนไปยังแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือของวิศวกรและเจ้าหน้าที่หน้างานทันที เพื่อสั่งการหยุดงานและตรวจสอบ โดยไม่ปล่อยให้ความเสี่ยงลุกลามจนเกิดอุบัติเหตุรุนแรงถึงชีวิตและทรัพย์สิน
อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะมีโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่จำนวนมาก แต่กลับยังไม่มีการบังคับใช้ระบบนี้อย่างจริงจัง ทั้งที่ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งอยู่ที่เพียง 1,000,000 - 2,000,000 บาท ซึ่งถือเป็นจำนวนที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับมูลค่าของเมกะโปรเจกต์ทั้งหมด
นอกจากนี้ ประภัสร์ จงสวงน อดีตผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ยังได้ให้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ โดยระบุว่าการก่อสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่ต้องมีการตรวจสอบอุปกรณ์อย่างละเอียดทุกชิ้นส่วน ไม่ว่าจะเป็นสลิงหรือส่วนประกอบเหล็กอื่น ๆ ซึ่งไม่ต่างจากการสร้างทางด่วนหรือโครงการพื้นฐานอื่น ๆ หากขาดการตรวจสอบซ้ำซากและเกิดความประมาทด้วยทัศนคติว่า "ไม่เป็นไร" อาจนำไปสู่หายนะได้
บทเรียนจากความสูญเสียครั้งนี้จึงไม่ควรถูกละเลยไปด้วยการหาผู้รับผิดชอบเพียงอย่างเดียว หากแต่ควรนำไปสู่การยกระดับระบบตรวจสอบและป้องกันความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ เพื่อให้โครงสร้างขนาดใหญ่เหล่านี้ไม่กลายเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตประชาชนในอนาคตอีกต่อไป
อ่านข่าวอื่น :
รมว.แรงงานสั่งดูแลสิทธิประโยชน์ "ผู้เสียชีวิต-บาดเจ็บ" เหตุเครนถล่มทับรถไฟ
เปิดข้อมูล "บริษัทยักษ์ใหญ่" คุมงานเครนก่อสร้างถล่มทับรถไฟสีคิ้ว
อิตาเลียนไทย เสียใจเครนถล่มทับรถไฟสีคิ้ว พร้อมรับผิดชอบ-เยียวยาเต็มที่











