ค้นหา
ทีวีออนไลน์
เว็บไซต์ในเครือ
เว็บไซต์บริการ

เลือกตั้ง 2569 : วิเคราะห์สูตรจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว กับความท้าทายทางการคลัง

เศรษฐกิจ
02:05
6,390
เลือกตั้ง 2569 : วิเคราะห์สูตรจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว กับความท้าทายทางการคลัง

เจาะลึกพันธมิตร "แดง-น้ำเงิน-เขียว" วิเคราะห์นโยบายรัฐบาลผสมในฝัน กับเดิมพันเสถียรภาพการคลังไทย 2569

สปอตไลต์ทางการเมืองเริ่มจับจ้องไปที่สูตรจัดตั้งรัฐบาลที่ถูกมองว่าเป็นไปได้สูงในเชิงปฏิบัติ คือการจับมือกันระหว่าง "พรรคเพื่อไทย" Kingmaker, "พรรคภูมิใจไทย" และ "พรรคกล้าธรรม" หากยักษ์ใหญ่สามสีนี้รวมตัวกัน นโยบายเศรษฐกิจของประเทศจะเดินหน้าไปในทิศทางใด และต้นทุนที่ประชาชนต้องแบกรับคืออะไร

การผสานพลังระหว่าง พรรคเพื่อไทย , พรรคภูมิใจไทย และ พรรคกล้าธรรม ถูกมองว่าเป็นแบบจำลองการเติบโตที่เน้น "การกระตุ้นอุปสงค์ควบคู่กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานฐานราก" โดยพรรคเพื่อไทยมุ่งเป้าจีดีพีโต 5% พรรคภูมิใจไทยเน้นนโยบายทำได้จริงทันที และพรรคกล้าธรรมเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเกษตรและป้องกันเมือง

1. จุดร่วม: การเยียวยาหนี้สินและลดภาระค่าครองชีพ

- การจัดการหนี้: เพื่อไทยเสนอ "แพ็กเกจล้างหนี้" ครั้งใหญ่, ขณะที่กล้าธรรมมีนโยบาย "แก้หนี้เกษตรกร ฟื้นชีวิตใหม่" และภูมิใจไทยเน้นการเติมทุน SME

- นโยบายพลังงาน: เพื่อไทยและภูมิใจไทยต่างชูธงลดค่าไฟฟ้า (PT เป้า 3.70 บาท/หน่วย, BJT เป้า 3 บาท/หน่วย) ส่วนกล้าธรรมมุ่งเน้นพลังงานราคาถูกสำหรับภาคผลิต

- การพยุงกำลังซื้อ: มีการต่อยอดโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น "คนละครึ่งพลัส" ของภูมิใจไทย และมาตรการเติมเงินให้ครอบครัวที่มีรายได้น้อยของเพื่อไทย

- ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล และ เอไอ เน้นการใช้ Big data

- มุ่งเป้า "แต้มต่อ SME" ด้วยมาตรการยกระดับ และเติมทุน

2. จุดต่าง: งบประมาณต่างกันมหาศาล

ในเชิงการเมือง สูตร "น้ำเงิน + แดง" ถูกมองว่า "คุยง่ายกว่า" เพราะภาพลักษณ์ผู้นำที่ประนีประนอมและไม่มุ่งรื้อโครงสร้างส่วนบนเหมือนพรรคคู่แข่ง ผลดีที่คาดว่าจะเกิดขึ้นคือการเกิดการลงทุนใหม่จากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของกล้าธรรม ผสมผสานกับการฟื้นฟูกำลังซื้อระดับฐานรากของเพื่อไทยและภูมิใจไทย ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้รวดเร็วในระยะสั้น

แต่(ทีดีอาร์ไอ) และหน่วยงานด้านคลังแสดงความห่วงใยภาระงบประมาณมหาศาล: วงเงินรวมสามพรรคอาจสูงเกินกว่างบลงทุนเฉลี่ยของประเทศ และเสี่ยงที่หนี้สาธารณะพุ่งทะลุเพดาน 70% ของ GDP ภายในปี 2571

Moral Hazard: นโยบายล้างหนี้และประกันกำไร/รายได้แบบถ้วนหน้า อาจทำลายกลไกตลาดและลดแรงจูงใจในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของประชาชน

3.หากเปรียบเทียบงบประมาณและเป้าหมายจีดีพีจะเห็นว่า

เพื่อไทย (2.4 แสนล้านบาท/ปี): ใช้ตรรกะ Keynesianism เชิงรุก เน้นฉีดเงินเข้ากระเป๋าเพื่อ "ปั๊มหัวใจ" เศรษฐกิจผ่าน ยิ่งกว่าพลัส และการประกันกำไรเกษตร 30% ตั้งเป้าจีดีพีโตเฉลี่ย 5 %

• ภูมิใจไทย (1.48 แสนล้านบาท/ปี): เน้นแนวทาง ปฏิบัตินิยม (Pragmatism) ผ่านโครงการอาสาสมัครและ PPP โดยไม่ชนกับโครงสร้างอำนาจเดิม จีดีพีโตเฉลี่ย 3 %

• กล้าธรรม (4.4 แสนล้านบาท/ปี): โดดเด่นที่นโยบายระบบชลประทาน และเมกะโปรเจกต์ด้านบริหารจัดการน้ำ (งบผูกพัน 10 ปี 8.5 แสนล้านบาท) เพื่อป้องกันน้ำท่วมถาวร ซึ่งเป็นการลงทุนเชิงโครงสร้างระยะยาว

การผนึกกำลังของสามพรรคนี้สะท้อนความพยายามสร้างพันธมิตรทางธุรกิจและอาจสร้างปรากฏการณ์ "พายุหมุนทางเศรษฐกิจ" ได้ตามที่กล่าวอ้าง แต่สิ่งสำคัญที่รัฐบาลชุดนี้ต้องตอบให้ชัดคือ "รายได้ใหม่จะมาจากไหน" ในเมื่อนโยบายส่วนใหญ่เน้นการจ่ายมากกว่าการจัดเก็บภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ นี่คือบทพิสูจน์ความรับผิดชอบทางการคลังที่ประชาชนต้องจับตา

วิเคราะห์สูตรจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว "ส้ม-น้ำเงิน-ฟ้า" : ฝันรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า กับความท้าทายทางการคลัง

สูตรจัดตั้งรัฐบาลระหว่าง 3 ขั้วการเมืองที่มีจุดยืนต่างกันสุดขั้วอย่าง "พรรคประชาชน", "พรรคภูมิใจไทย" และ "พรรคประชาธิปัตย์" หาก "โมเดลปฏิรูปโครงสร้าง" มาบรรจบกับ "แนวทางปฏิบัตินิยม" และ "การประกันรายได้

การร่วมรัฐบาลระหว่างพรรคประชาชน , ภูมิใจไทย และประชาธิปัตย์ จะเป็นการรวมตัวของพรรคที่มีวงเงินงบประมาณนโยบายสูงเป็นอันดับ 1, 2 และ 5 ตามลำดับ ซึ่งหากนำตัวเลขมารวมกันจะมีมูลค่าสูงถึงกว่า 1.4 ล้านล้านบาทต่อปี

การร่วมรัฐบาลระหว่างพรรคประชาชน , ภูมิใจไทย และประชาธิปัตย์ จะเป็นการรวมตัวของพรรคที่มีวงเงินงบประมาณนโยบายสูงเป็นอันดับ 1, 2 และ 5 ตามลำดับ ซึ่งหากนำตัวเลขมารวมกันจะมีมูลค่าสูงถึงกว่า 1.4 ล้านล้านบาทต่อปี

1. จุดร่วม: ยุทธศาสตร์ "สวัสดิการผู้สูงอายุ" และการอุ้ม SME

- พรรคประชาชน และ พรรคประชาธิปัตย์ เห็นตรงกันในการเพิ่มเบี้ยเป็น 1,000 บาททันที และขยับสู่ 1,500 บาท ช่วยกลุ่มเปราะบาง

- ขณะที่ พรรคภูมิใจไทย เสริมด้วยนโยบาย "สูงวัย พลัส" เน้นการจ้างงานและหน่วยพยาบาลดูแลถึงบ้าน

- ในมิติของ SME ทั้งสามพรรคเน้นการเติมทุนและค้ำประกันสินเชื่อ โดยภูมิใจไทยชู "SME Plus" และพรรคประชาชนเสนอ "หวยใบเสร็จ" เพื่อดึงธุรกิจเข้าระบบภาษี

- ราคาค่าไฟฟ้า พรรคประชาชน: มุ่ง "ทลายทุนผูกขาด" และแก้กติกาที่ต้นตอ เช่น การเปิดเสรีไฟฟ้า (Net Metering) และการเก็บภาษีคาร์บอนและทั้ง3 พรรคเสนอราคาเป้าหมาย 3-3.50 บาทต่อหน่วย

2. จุดต่างและความเสี่ยงทางการคลัง

- พรรคประชาชนเน้นทลายทุนผูกขาด ขณะที่ภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์เน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยพรรคประชาธิปัตย์: ยังคงยึดฐานนโยบาย "ประกันรายได้เกษตรกร" 5 พืชหลัก ซึ่งใช้เงินสดอุดหนุนส่วนต่างราคา

- พรรคภูมิใจไทย: เน้นแนวทาง "พูดแล้วทำ" ผ่านโครงการที่จับต้องได้และ PPP โดยไม่เน้นการรื้อโครงสร้างอำนาจเดิม

อีกทั้งวงเงินรวม 3 พรรคที่อยู่ที่ 1.4 ล้านล้านบาทอาจเสี่ยงต่อภาระการคลัง

3. ความเป็นไปได้และผลดีต่อเศรษฐกิจ

ในเชิงรัฐศาสตร์ สูตร "ส้ม + น้ำเงิน" ถูกมองว่าแทบเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากขัดทั้งจุดยืนทางการเมืองและฐานเสียง แต่หากเกิดขึ้นจริงในเชิงเศรษฐกิจ ผลดีคือการสร้าง "ตาข่ายรองรับทางสังคม" (Social Safety Net) ที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ช่วยลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มกำลังซื้อถ้วนหน้า นอกจากนี้ การปฏิรูปกฎหมาย "Super Act" ของประชาธิปัตย์และการทำ "Regulatory Guillotine" ของพรรคประชาชน จะช่วยลดต้นทุนแฝงของภาคธุรกิจมหาศาล

4. ความเสี่ยงและความเปราะบางทางการคลังทีดีอาร์ไอ (TDRI) และหน่วยงานด้านการคลังแสดงความกังวลอย่างยิ่งหากรัฐบาลผสมชุดนี้ผลักดันนโยบายพร้อมกัน

- วิกฤตหนี้สาธารณะ: ปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ที่ 65.7% ของ GDP หากต้องใช้เงินกว่า 1.4 ล้านล้านบาทต่อปี จะทำให้หนี้พุ่งทะลุเพดาน 70% ภายในปี 2571

- กับดักรายจ่ายประจำ: งบสวัสดิการถ้วนหน้าจะกลายเป็น "รายจ่ายจำเป็นที่ตัดไม่ได้" ซึ่งปัจจุบันครองสัดส่วนสูงถึง 82% ของงบประมาณรวมแล้ว ทำให้เหลือเงินเพื่อการลงทุนพัฒนาประเทศน้อยลง

- ต้นทุนแฝงพลังงาน: นโยบายลดค่าไฟเหลือ 3.0-3.5 บาท ของทั้งสามพรรค ถูกวิเคราะห์ว่าอาจมีการประมาณการต้นทุนต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งหากต้องใช้เงินงบประมาณชดเชย อาจต้องใช้เงินสูงถึง 2 แสนล้านบาทต่อปี

การรวมตัวของ "ส้ม-น้ำเงิน-ฟ้า" อาจเป็นคำตอบของรัฐสวัสดิการ แต่ในทางกลับกันก็คือ "สึนามิทางการคลัง" หากไม่มีแผนการหารายได้ใหม่ที่ชัดเจน เช่น การปรับขึ้น VAT หรือการปฏิรูปภาษีเงินได้นิติบุคคลตามที่บางพรรคเสนอ

สมการ ภูมิใจไทย–ประชาชน–ประชาธิปัตย์ คือรัฐบาลที่ไม่ได้หวือหวา แต่มีโอกาสเป็นรัฐบาลที่ "เสถียร" ทางเศรษฐกิจมากกว่าสูตรอื่นความสำเร็จขึ้นอยู่กับว่า จะสามารถ ผสมผสานมาตรการกระตุ้นระยะสั้น กับการปฏิรูปโครงสร้างระยะยาว ได้หรือไม่

หากทำได้ เศรษฐกิจไทยอาจโตไม่เร็ว แต่โตอย่างมั่นคง

แต่หากทำไม่ได้ ความเสี่ยงคือ รัฐบาลที่ปลอดภัยทางการคลัง แต่ไม่ตอบโจทย์ปากท้องในเวลาที่ประชาชนต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน คำถามสำคัญไม่ใช่เพียง "รวมเสียงได้หรือไม่" แต่คือ เศรษฐกิจไทยจะได้หรือเสียอะไรจากสมการนี้

วิเคราะห์สูตรจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว "ส้ม-แดง-ฟ้า" : ยุทธศาสตร์รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า กับเดิมพันความยั่งยืนทางการคลังไทย 2569

เมื่อมีการวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ในการจับมือกันของ 3 พรรคใหญ่ที่มีฐานมวลชนต่างกลุ่มกันอย่าง "พรรคประชาชน", "พรรคเพื่อไทย" และ "พรรคประชาธิปัตย์" หาก "โมเดลปฏิรูปโครงสร้าง" มาบรรจบกับ "การกระตุ้นอุปสงค์เชิงรุก" และ "การประกันรายได้" ทิศทางเศรษฐกิจไทยจะก้าวไปทางไหน และเสถียรภาพการคลังของประเทศจะรับมือกับงบประมาณมหาศาลนี้ได้อย่างไร

การผสานพลังระหว่าง พรรคประชาชน (PP), เพื่อไทย (PT) และประชาธิปัตย์ (DP) ถือเป็นการรวมตัวของพรรคที่มีวงเงินงบประมาณนโยบายสูงที่สุด 3 อันดับแรก (พรรคประชาชน 7.4 แสนล้าน, พรรคประชาธิปัตย์ 5.3 แสนล้าน และพรรคเพื่อไทย 2.4 แสนล้านบาทต่อปี) หรือ 1.5 ล้านล้านบาท ซึ่งมีประเด็นทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจดังนี้

1. จุดร่วม: การสร้าง "ตาข่ายรองรับทางสังคม" และลดภาระค่าครองชีพ

- การจัดการหนี้สิน: ทุกพรรคมี "แพ็กเกจล้างหนี้" โดยเฉพาะหนี้เกษตรกรและหนี้เสีย (NPL) ผ่านกลไกที่แตกต่างกัน เช่น การพักหนี้ 3 ปี หรือการใช้ AMC เข้ามาบริหารจัดการ

- การลดต้นทุนพลังงาน: ทั้งสามพรรคชูนโยบายลดค่าไฟฟ้า โดยเพื่อไทยเป้าหมาย 3.70 บาท, ประชาธิปัตย์ 3.50 บาท และพรรคประชาชนเน้นการทลายทุนผูกขาดพลังงานเพื่อลดราคาอย่างยั่งยืน

- การมุ่งสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และพลังงานสะอาด สนับสนุนโซลาร์รูฟทอป และ เอไอ

- เป้าหมายการเติบโตจีดีพีที่ร้อยละ 5 ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ต้องการให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด

2. จุดต่าง: ปฏิรูปโครงสร้าง vs การกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้า

- พรรคประชาชน: เน้น "เปลี่ยนกติกาเกม" ทลายทุนผูกขาด และปฏิรูปรัฐราชการ โดยมองว่าความยุติธรรมเชิงโครงสร้างจะสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน

- พรรคเพื่อไทย: ยึดตรรกะ "เศรษฐกิจเชิงรุก" เน้นฉีดเงินเพื่อกระตุ้นการบริโภค (Digital Wallet) และสร้างแรงจูงใจผ่านโชคลาภอย่าง "เศรษฐีเงินล้าน" เพื่อดึงคนเข้าสู่ระบบภาษี

- พรรคประชาธิปัตย์: เน้นการสร้างความมั่งคั่งผ่าน "การประกันรายได้" และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่กระจายสู่ภูมิภาค เช่น สนามบินใหม่และสะพานข้ามเกาะ

3. ความเป็นไปได้และผลดีต่อเศรษฐกิจ

ในเชิงปฏิบัติ สูตรนี้ถูกมองว่า "เป็นไปได้ยากที่สุด" เนื่องจากความขัดแย้งทางอุดมการณ์ระหว่างพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยในบางมิติ แต่หากเกิดขึ้นจริง ผลดีคือการเกิด "รัฐสวัสดิการที่สมบูรณ์" ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำอย่างก้าวกระโดด และการปฏิรูปกฎหมาย "Super Act" ของประชาธิปัตย์ร่วมกับ "Operation 18" ของพรรคประชาชน จะช่วยลดอุปสรรคในการทำธุรกิจของ SME ได้อย่างมหาศาล

4. ความเสี่ยงต่อระบบการเงินการคลัง

ทีดีอาร์ไอ (TDRI) และหน่วยงานด้านคลังแสดงความกังวลอย่างยิ่งในประเด็นดังต่อไปนี้:

- ภาระหนี้สาธารณะ: หากทุกพรรคผลักดันนโยบายของตนพร้อมกัน วงเงินงบประมาณรวมอาจพุ่งสูงเกินขีดความสามารถในการจัดเก็บรายได้ เสี่ยงทำให้หนี้สาธารณะทะลุเพดาน 70% ของ GDP

- กับดักรายจ่ายประจำ: นโยบายสวัสดิการถ้วนหน้าจะกลายเป็นภาระงบประมาณที่ตัดลดไม่ได้ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนสูงถึง 82% ของงบประมาณรายจ่ายแล้ว

- การทำลายกลไกตลาด: นโยบายประกันกำไรและประกันรายได้เกษตรกรของเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ อาจสร้างปัญหา Moral Hazard และลดแรงจูงใจในการพัฒนาทักษะของแรงงาน

- แหล่งเงินที่มองโลกในแง่ดีเกินไป: ทุกพรรคมักอ้างการตัดลดงบที่ไม่จำเป็นและการจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งในทางปฏิบัติอาจไม่เพียงพอรองรับนโยบายที่ใช้เงินมหาศาลได้จริง

บทสรุปของขั้ว "ส้ม-แดง-ฟ้า" จึงเป็นทั้งความหวังของประชาชนในด้านสวัสดิการ แต่ก็เป็นโจทย์หินที่รัฐบาลผสมชุดนี้ต้องเผชิญ จากสูตรผสมต่างแนวคิด เมื่อประชานิยมต้องเดินคู่การปฏิรูป

สูตรการจัดตั้งรัฐบาลระหว่าง พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในสมการที่ซับซ้อนที่สุดทางเศรษฐกิจ เพราะเป็นการรวมตัวของพรรคที่มี แนวคิดนโยบายการคลังและบทบาทรัฐแตกต่างกันอย่างชัดเจน ตั้งแต่การกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงรุก ไปจนถึงการคุมวินัยการคลังและการปฏิรูปโครงสร้างโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลสูตรนี้ ไม่ใช่แค่การรวมเสียงในสภาแต่คือคำถามว่า จะผสาน "ความเร่งด่วนของปากท้อง" กับ "ความยั่งยืนของระบบเศรษฐกิจ" ได้อย่างไร

แต่ความสำเร็จขึ้นอยู่กับคำถามสำคัญเพียงข้อเดียวจะจัดลำดับนโยบายอย่างไร ระหว่างการเยียวยาปัจจุบัน กับการปฏิรูปอนาคตหากทำได้ เศรษฐกิจไทยอาจไม่โตหวือหวา

แต่มีโอกาส โตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนหากทำไม่ได้ ความเสี่ยงคือรัฐบาลที่ "ตั้งใจดี แต่ไปไม่สุดทาง" และเศรษฐกิจไทยอาจยังคงวนอยู่ในกับดักการเติบโตต่ำต่อไป

อ่านข่าว :

ผลเลือกตั้ง 2569 : "ภูมิใจไทย" ประกาศชัยชนะ อนุทินขอบคุณ ปชช.เทคะแนนให้

เลือกตั้ง 2569 : "เท้ง" ยอมรับ ปชน.ไม่ชนะเลือกตั้งอันดับ 1 ยันไม่ร่วมรัฐบาลกับ ภท.

เลือกตั้ง 2569 : "เพื่อไทย" แถลงคาดได้ 80 - 100 ที่นั่ง พร้อมทำหน้าที่ทุกบทบาท