บังคับใช้กม. "ทรมาน-อุ้มหาย" ยากเยียวยา "แผลในใจ" ครอบครัว

อาชญากรรม
16:48
จำนวนผู้ชม 716
บังคับใช้กม. "ทรมาน-อุ้มหาย" ยากเยียวยา "แผลในใจ" ครอบครัว

“ช้อนสั้น” ถูกพบหลังพิธีฌาปนกิจ พลทหารเพชรรัตน์ กำลังยิ่ง ทหารกองเกิน ประจำกรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ค่ายพรหมโยธี จ.ปราจีนบุรี ซึ่งเสียชีวิตในเรือนจำมณฑลทหารบกที่ 12 จ.ปราจีนบุรี เมื่อเดือน พ.ย. 2568 เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น หลังพ.ร.บ.ทรมานฯ หรือ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายพ.ศ. 2565 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 22 ก.พ.2566

ในช่วง 2 ปีที่กฎหมายดังกล่าวออกมาบังคับใช้ แต่มีคำถามจากครอบครัวผู้สูญเสียว่า ทำไมเหตุการณ์นี้ยังเกิดขึ้น และวัตถุแปลกปลอมชิ้นนี้ มีที่มาจากไหน และเข้าไปปะปนกับเถ้ากระดูกของพลทหารวัย 22 ปี ได้อย่างไร ถือเป็นข้อกังขาที่รอฟังคำตอบมานานกว่า 3 เดือนแล้ว

ภาพประกอบข่าว บังคับใช้กม.

แม้จะมีคำชี้แจงจากฝ่ายต้นสังกัด คือ กองทัพภาคที่ 1 ระบุว่า พลทหารเพชรรัตน์ เสียชีวิตจากภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน จากกล้ามเนื้อหัวใจโตผิดปกติและอุดตัน ซึ่งถือว่าเป็นไปตามขั้นตอนและกระบวนการตามปกติ อีกทั้งตามร่างกายยังไม่มีร่องรอยการถูกทำร้าย ส่วนสมองก็ไม่มีอาการช้ำหรือเลือดออก 

หากกระนั้นต้นสังกัด ได้มีคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนจากส่วนกลาง เพื่อตรวจสอบหาข้อเท็จจริง รวมถึงปรับย้าย ผู้บัญชาการเรือนจำมณฑลทหารบกที่ 12  ไปช่วยราชการ บก.มทบ.12 เป็นการชั่วคราวในระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติม แต่กรณีนี้ ก็ยังสร้างความกังวลใจให้กับครอบครัวที่ยังเกรงว่าจะไม่ได้รับความยุติธรรม 

ภาพประกอบข่าว บังคับใช้กม.

“ทุกวันนี้ยังทำใจไม่ได้ สมาชิกในครอบครัวป่วยเป็นซึมเศร้า บางคนกลายเป็นคนป่วยจิตเวช เพราะรับไม่ได้กับความสูญเสียที่เกิดขึ้น“

มลิวรรณ กำลังยิ่ง อาผู้เสียชีวิต เล่าว่า หลังเกิดเหตุครอบครัวเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เพราะพลทหารเพชรรัตน์ ถือเป็นเสาหลักของครอบครัว นอกจากสมาชิกในครอบครัวต้องเผชิญภาวะด้านสุขภาพจิตแล้ว ยังต้องเผชิญกับความยากลำบากในการเรียกร้องความเป็นธรรมตั้งแต่กระบวนการแจ้งความที่ตำรวจไม่รับแจ้งความ และให้ครอบครัวติดต่อกับค่ายทหารต้นสังกัด ซึ่งเมื่อครอบครัวเดินเรื่องไปยังต้นสังกัดกลับได้รับคำตอบว่าให้ไปดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อส่งให้อัยการเอง 

“มันมืดแปดด้าน เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ เพราะครอบครัวเราไม่มีฐานะ เป็นเพียงสามัญชนคนธรรมดา และไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย“

หลังเรื่องดังกล่าว ถูกเผยแพร่ในสื่อโซเชียลและปรากฏเป็นข่าวก็ทำให้ครอบครัวเริ่มมีความหวังเพราะได้พบกับทนายความที่ทำงานเกี่ยวกับประเด็นนี้ จนนำไปสู่การรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐาน ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุซึ่งพลทหารเพชรรัตน์ ถูกสั่งลงโทษเพราะอ้างว่ากระทำผิดวินัย กระทั่งวันที่ได้รับแจ้งว่าเจ้าตัวเสียชีวิตจนถึงวันที่พบช้อนในเถ้ากระดูก

“มันไม่ใช่แค่การอยากรู้ว่าช้อนที่พบเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตหรือไม่ แต่ครอบครัวอยากรู้ว่าสาเหตุอะไรถึงทำให้พลทหารเพชรรัตน์ต้องถูกสั่งลงโทษ เจ้าตัวทำอะไรผิดร้ายแรงถึงขั้นที่ต้องถูกคุมขัง? ”

ภาพประกอบข่าว บังคับใช้กม.

คือคำถามที่ ก้องภพ ปานพูน อาอีกคนของผู้เสียชีวิต อยากรู้ถึงความเหมาะสมและขั้นตอนการลงโทษของกองทัพฯ กรณีพบทหารกระทำความผิด เพราะสิ่งที่ออกมาเรียกร้องในวันนี้ไม่ใช่แค่เพื่อความยุติธรรมของครอบครัว หรือการเยียวยาที่สมควรได้รับ แต่เพราะต้องการสร้างบรรทัดฐานด้านความเหมาะสมในการลงโทษให้แก่ครอบครัวของพลทหารทั้งหมด กรณีที่ในอนาคตอาจมีผู้ประสบชะตากรรมเดียวกันกับหลานชายของตัวเอง

ภาพประกอบข่าว บังคับใช้กม.

 แม้ประเทศไทย มีพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทำร้ายและการกระทำที่ทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หรือที่เรียกว่า "พ.ร.บ.ทรมานฯ" ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันและปราบปรามการบีบบังคับ ข่มขู่ ทำร้ายร่างกาย และทำให้บุคคลสูญหาย โดยเจ้าหน้าที่รัฐทุกหน่วย และ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ครบรอบ 3 ปี หลังบังคับใช้ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ แต่ดูเหมือนว่าเครื่องมือทางกฎหมายชิ้นนี้ จะยังไม่ถูกบังคับใช้อย่างครอบคลุม กับบุคคลทุกระดับ 

ภาพประกอบข่าว บังคับใช้กม.

พรพิมล มุกขุนทด ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ซึ่งเป็นผู้ที่ทำงานด้านนี้โดยตรง ระบุว่า ปัญหาที่พบในปัจจุบันเกิดขึ้นโดยเฉพาะกรณีการทำร้ายพลทหารในค่าย เพราะแม้พ.ร.บ.อุ้มหาย จะมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ แต่การจะเข้าถึงพยานหลักฐานภายในค่ายทหารกลับเป็นไปได้ยากคล้ายกับถูกกีดกัน การพูดคุยกับประจักษ์พยานในที่เกิดเหตุแทบไม่มีความเป็นไปได้ที่จะได้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง

ต้องยอมรับว่าค่ายทหารเป็นพื้นที่ควบคุมของเจ้าหน้าที่รัฐ บางกรณีพยานถูกข่มขู่ไม่ให้พูดข้อมูล บางครั้งพยานอาจถูกขอให้พูดชุดข้อมูลที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐต้องการจะสื่อสารแทนข้อเท็จจริง ซึ่งพยานเหล่านั้นต้องยินยอมเพราะกังวลว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัยขณะที่ต้องอยู่ภายในค่ายทหาร และส่วนใหญ่ยังพบว่าไม่ได้รับความร่วมมือจากกองทัพในการเปิดพื้นที่เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริง

จากสถิติการทำคดีที่เกี่ยวข้องกับการซ้อมทรมาน และบังคับให้สูญหาย โดยเฉพาะกรณีที่เกิดขึ้นภายในค่ายทหารพบว่าตั้งแต่ปี 2552-2569  มีคดีที่พลทหารถูกทำร้ายเสียชีวิตภายในค่ายทหารมากถึง 25 คดี ในช่วงระยะเวลา 3 ปี หลัง พ.ร.บ. ฉบับนี้ประกาศใช้ พบว่ามีการสั่งฟ้องได้เพียง 1 คดี เท่านั้น คือคดีของ พลทหาร วิเชียร เผือกสม

และแม้ว่าจะยังมีข้อบกพร่อง แต่ครอบครัวและทนายความก็คาดหวังว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้จะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยมอบความยุติธรรมให้กับครอบครัวผ่านกระบวนการทางกฎหมายด้วยความโปร่งใส

 

รายงานโดย : พลอยพรรณ คล่องแคล่ว ผู้สื่อข่าวอาชญากรรม สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส

 

อ่านข่าว

คืนศักดิ์ศรีความเป็น "มนุษย์" ครบ 3 ปี บังคับใช้ พ.ร.บ.ทรมาน ฯ

คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์