วันนี้ (23 มี.ค.2569) นายวัชรินทร์ บุญฤทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน แถลงว่า เมื่อวันที่ 20 มี.ค.2569 ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบดูไบ พุ่งสูงถึง 158 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ซึ่งหากเปรียบเทียบ จะสูงกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตการณ์อยู่ประมาณ 122% ทำให้เกิดผลกระทบถึงความกดดันต่อราคาพลังงานภายในประเทศ
ขณะที่ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศไทย น้ำมันดีเซลของประเทศไทย ณ วันนี้ ลิตรละ 31.14 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E10 ลิตรละ 33.05 บาทต่อลิตร
นอกจากการใช้เงินในกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคา ภาครัฐยังส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ ได้แก่ไบโอดีเซลซึ่งปรับการผสมไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 ช่วยส่งเสริมการใช้พลังงานที่มีภายในประเทศ และลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ
ส่วนราคาน้ำมันในประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน พบว่าหลังจากเหตุการณ์ ประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนได้ทยอยปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีกทั้งเบนซินและดีเซลอย่างต่อเนื่อง เช่น ประเทศมาเลเซีย เพิ่มราคาขายปลีก น้ำมันดีเซลร้อยละ 64 ขณะที่เบนซินร้อยละ 34, เวียดนาม เพิ่มราคาน้ำมันดีเซลร้อยละ 53 เบนซินร้อยละ 39
ประเทศสิงคโปร์ เพิ่มน้ำมันดีเซลร้อยละ 40 เบนซิน ร้อยละ 26, อินโดนีเซียเพิ่มดีเซล ร้อยละ 12 และ เบนซิน ร้อยละ 4, ฟิลิปปินส์ น้ำมันดีเซลร้อยละ 73 เบนซินร้อยละ 53, ส่วนประเทศไทย ปัจจุบันราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ลิตรละ 31.14 บาท ขณะที่มาเลเซีย ลิตรละ 38-39 บาท เพราะฉะนั้นการขายปลีกประเทศไทย ยังถือว่าราคาต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน
อย่างไรก็ตามกระทรวงพลังงาน ก็ยังมุ่งเน้นที่จะบริหารสถานการณ์ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศให้มีความมั่นคง เพื่อลดค่าใช้จ่ายของประชาชน ขณะเดียวกันต้องดูการรักษาเสถียรภาพต่าง ๆ ทั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเหมาะสม
ขณะที่เชิญชวนให้ประชาชนและทุกภาคส่วน ร่วมกันประหยัดพลังงาน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับระบบพลังงานของประเทศ
ส่วนกองทุนน้ำมันมีสถานะติดลบ อยู่ในระดับ 20,000 ล้าน เพราะ 1 วัน รัฐใช้เงินอุดหนุนประมาณ 2,000 ล้านบาท ส่วนจะต้องอุดหนุนไปอีกนานเท่าใด ขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาล และแต่ละครั้งอาจมีอัตราลดการชดเชยไม่เท่ากัน
ด้าน นายวุฒิทัต ตันติเวสส รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวถึงวิธีปฏิบัติว่าจะช่วยผ่อนคลายสถานการณ์วิกฤตหน้าปั๊มได้อย่างไรว่า ณ สถานการณ์ตอนนี้ คือเพิ่มปริมาณน้ำมันสำรอง ผ่านการออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ฉบับที่ 2 ที่จะเก็บสำรองเพิ่มขึ้น 1.5% ในเดือน มี.ค. และ 3% ในสิ้นเดือน เม.ย.
และเพื่อเสริมสภาพคล่องในการส่งน้ำมันไปยังปลายทาง ให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น จึงจะยังคงอัตราน้ำมันสำรองไว้ที่ 1% เพื่อทำให้ภาพรวม การบริหารจัดการ น้ำมันตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
รวมถึงออกคำสั่งห้ามสถานีบริการ ปฏิเสธการจำหน่ายน้ำมันแก่กลุ่มภารกิจจำเป็นและฉุกเฉิน เช่นรถพยาบาล รถดับเพลิง รถหน่วยงานราชการ รวมถึงกลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบอาชีพที่จำเป็นเพื่อให้กลุ่มพื้นฐานของประเทศ ดำเนินต่อไปได้
อ่านข่าว :
ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่ง "สายการบิน" ปรับค่าธรรมเนียม-ขึ้นราคาตั๋ว
น้ำมันเขียวแตะ 40 บาท เรืออวนลากจอดสู้ต้นทุนไม่ไหว ร้อง รบ.เร่งช่วยด่วน
14 องค์กรประชาชนรวมตัว ยื่น 3 ข้อเสนอรัฐ แก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน
