"F1 เวอร์ชันขาไถ" ญี่ปุ่นจัดสนาม Grand Prix แข่งถีบเก้าอี้ออฟฟิศสุดมัน

ต่างประเทศ
15:17
จำนวนผู้ชม 586
"F1 เวอร์ชันขาไถ" ญี่ปุ่นจัดสนาม Grand Prix แข่งถีบเก้าอี้ออฟฟิศสุดมัน
จากของใช้ในออฟฟิศกลายเป็นกีฬาแข่งขันระดับประเทศ "แข่งรถเก้าอี้สำนักงาน" ที่ได้รับความนิยมมานาน การแข่งขันที่ทั้งสนุก ท้าทาย ใช้พลังร่างกายอย่างหนัก จนกลายเป็นอีกหนึ่งกีฬาทางเลือกที่สะท้อนวัฒนธรรมการทำงานของคนญี่ปุ่น

วันนี้ (29 มี.ค.2569) สำนักข่าว CNN รายงาน "เก้าอี้สำนักงาน" อาจเป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์ธรรมดาในสายตาคนทั่วไป แต่ในประเทศญี่ปุ่น ถูกยกระดับให้กลายเป็น "ยานพาหนะในการแข่งขันกีฬา" ที่ทั้งจริงจังและท้าทายร่างกายอย่างยิ่ง ในกีฬาที่เรียกว่า "Office Chair Racing" หรือการแข่งขันเก้าอี้สำนักงาน หรือชื่อญี่ปุ่นคือ เอฟุ-วัน (F1) ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ

การแข่งขันรูปแบบนี้เริ่มต้นขึ้นในปี 2553 โดย ซึโยชิ ทาฮาระ ผู้ก่อตั้งที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัยเด็ก หลังเคยถูกครูตำหนิจากการเล่นเก้าอี้ในห้องเรียน เขานำความทรงจำเล็ก ๆ นั้นมาสร้างเป็นกิจกรรมแข่งขันที่วันนี้เติบโตจนกลายเป็นรายการแข่งขันระดับประเทศ

ปัจจุบัน การแข่งขันถูกจัดขึ้นในหลายเมืองสำคัญของญี่ปุ่น เช่น โตเกียว เกียวโต และชิซุโอกะ โดยมีลักษณะเป็นการแข่งขันแบบ "Grand Prix" คล้ายกับการแข่งขันรถยนต์ Formula 1 (F1) ผู้เข้าแข่งขันจะรวมทีมทีมละ 3 คน ผลัดกันลงแข่งในสนามวงรอบภายในเวลาจำกัด 2 ชั่วโมง เป้าหมายคือทำระยะทางให้ได้มากที่สุด

แม้จะดูเหมือนกิจกรรมสนุก ๆ แต่ในความเป็นจริง การแข่งขันนี้ต้องใช้ทั้งความแข็งแรงของร่างกาย และ เทคนิคชั้นสูง ผู้เข้าแข่งขันต้องนั่งบนเก้าอี้แล้วใช้ขาเตะพื้นเพื่อเคลื่อนที่ไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว พร้อมควบคุมทิศทางและรักษาสมดุลในขณะเข้าโค้ง

นักแข่งมืออาชีพอย่าง ยาสุโนริ มิอุระ เปิดเผยว่า เขาฝึกซ้อมอย่างหนัก โดยใช้เก้าอี้ที่มีน้ำหนักมากเพื่อเพิ่มแรงต้าน และวิ่งฝึกระยะสั้นซ้ำ ๆ หลายรอบต่อวัน รวมถึงการฝึกกล้ามเนื้อในยิม เพื่อให้ร่างกายพร้อมสำหรับการแข่งขันที่ต้องใช้พลังต่อเนื่อง

การแข่งขันหนึ่งครั้ง ทีมที่ชนะมักทำระยะทางได้ถึง 20–25 กิโลเมตร หรือเฉลี่ยคนละประมาณ 8 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าเป็นระยะทางที่ต้องใช้ความอึดสูงมาก โดยเฉพาะเมื่อสนามแข่งขันมีพื้นผิวที่แตกต่างกัน บางสนามมีความขรุขระจนล้อเก้าอี้ติดพื้นได้ง่าย

นอกจากความเร็วแล้ว "กลยุทธ์ทีม" ก็มีบทบาทสำคัญไม่ต่างจาก F1 นักแข่งต้องผลัดเปลี่ยนตัวในช่วงเวลาที่เหมาะสม เปรียบเหมือนการเข้าพิทเพื่อเปลี่ยนคนขับ และต้องวางแผนการแซงคู่แข่งอย่างแม่นยำ เนื่องจากสนามเป็นลูป ทำให้ต้องเจอกับทีมอื่นตลอดเวลา

อีกหนึ่งองค์ประกอบที่น่าสนใจคือ "อุปกรณ์" แม้กฎจะกำหนดให้ใช้เก้าอี้สำนักงานแบบมาตรฐาน ห้ามดัดแปลง แต่ผู้แข่งขันก็ยังต้องเลือกเก้าอี้ที่เหมาะสม เช่น น้ำหนักเบา ล้อใหญ่ หรือปรับระดับได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน ซึ่งสะท้อนแนวคิดเดียวกับการเลือกเครื่องยนต์ใน F1

เพื่อความปลอดภัย นักแข่งทุกคนต้องสวมอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หมวกกันน็อก สนับศอก สนับเข่า และถุงมือ เนื่องจากมีความเสี่ยงจากการล้ม หรือแม้แต่เก้าอี้แตกหักระหว่างการแข่งขัน ซึ่งเคยเกิดขึ้นจริงในบางสนาม

ภาพประกอบข่าว

ส่วนรางวัลของการแข่งขัน ก็มีเอกลักษณ์ไม่แพ้รูปแบบการแข่งขัน โดยรางวัลหลักมักเป็น "ข้าวสาร 90 กิโลกรัม" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของชาวญี่ปุ่น และสามารถแบ่งปันให้ทีมได้ ขณะที่บางพื้นที่มีรางวัลแตกต่าง เช่น ปลาทูนา

สิ่งที่ทำให้กีฬาเก้าอี้สำนักงานโดดเด่น คือการเข้าถึงได้ง่าย ใคร ๆ ก็สามารถเข้าร่วมได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นนักกีฬาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานออฟฟิศ เจ้าหน้าที่รัฐ หรือแม้แต่หน่วยงานอย่างตำรวจและนักดับเพลิง ต่างก็เคยเข้าร่วมการแข่งขันนี้มาแล้ว

ทาฮาระมองว่า เสน่ห์ของกีฬานี้ไม่ใช่แค่ความสนุก แต่คือการเปิดโอกาสให้ผู้คนได้หลุดออกจากชีวิตการทำงานที่เคร่งเครียด และกลับไปสัมผัสความรู้สึกแบบวัยเด็กอีกครั้ง

ในสังคมญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องวัฒนธรรมการทำงานหนัก กีฬาเช่นนี้จึงเปรียบเสมือนพื้นที่ปลดปล่อย ผู้คนสามารถทุ่มเทอย่างจริงจังกับสิ่งที่ดูเหมือนไร้สาระ แต่กลับเต็มไปด้วยความสุขและความหมาย

ความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้จัดมีความหวังว่า วันหนึ่งการแข่งขันนี้อาจถูกยกระดับไปสู่เวทีระดับนานาชาติ และอาจจัดแข่งในสนามระดับโลก เช่น โมนาโก ซึ่งเป็นสนามแข่ง F1 อันโด่งดัง

แม้จะไม่มีเครื่องยนต์ ไม่มีเสียงคำรามของรถแข่ง แต่การแข่งขันไถเก้าอี้ ได้พิสูจน์แล้วว่า ความเร็ว ความตื่นเต้น และจิตวิญญาณของการแข่งขัน สามารถเกิดขึ้นได้แม้บนเก้าอี้สำนักงาน

อ่านข่าวอื่น :

อิหร่านไฟเขียวเรือสินค้าปากีสถาน 20 ลำ ผ่านฮอร์มุซ

นายกฯ ลงพื้นที่นครพนม เช่ารถขับสุ่มตรวจปั๊มน้ำมัน ยันสถานการณ์ปกติ

เจาะลึก "ฮูตี" กลุ่มติดอาวุธเยเมน "ตัวแปร" เขย่าเศรษฐกิจโลกผ่านทะเลแดง