วันนี้ (2 เม.ย.2569) BBC รายงาน รัฐบาลสหราชอาณาจักร ภายใต้การนำของ นายกรัฐมนตรี เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ ตัดสินใจยกระดับบทบาททางการทูต ด้วยการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดเสมือนจริง (Virtual Summit) เพื่อหารือร่วมกับตัวแทนจากประมาณ 30 ประเทศทั่วโลก เกี่ยวกับแนวทางและความเป็นไปได้ ในการกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือผ่าน "ช่องแคบฮอร์มุซ" อีกครั้ง
การประชุมครั้งสำคัญนี้จะมี อีเวตต์ คูเปอร์ รมว.ต่างประเทศของอังกฤษ เป็นประธานในที่ประชุม โดยมีวาระหลักอยู่ที่การพิจารณาขั้นตอนทางการทูตและการเมือง เพื่อคลี่คลายวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม มีรายงานที่น่าสนใจระบุว่าสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งหลักในภูมิภาค ไม่มีกำหนดการที่จะเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ สะท้อนถึงรอยร้าวและแนวทางการแก้ปัญหาที่แตกต่างกันระหว่างวอชิงตันและกลุ่มพันธมิตรตะวันตก
หลังจากอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ และเปิดฉากโจมตีเรือบรรทุกสินค้าและเรือน้ำมันหลายลำ เพื่อตอบโต้การทำสงครามของสหรัฐฯ และอิสราเอล ผลกระทบดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานโลก พุ่งทะยานจากระดับ 73 ดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นไปสูงกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐอย่างรวดเร็ว สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อค่าครองชีพของประชาชนทั่วโลก
ก่อนการประชุมจะเริ่มต้นเพียง 1 วัน ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาแสดงความคิดเห็นในเชิงตำหนิกลุ่มประเทศพันธมิตรอย่างรุนแรง โดยระบุว่าชาติอื่น ๆ ควรรวบรวมความกล้าที่ล่าช้ามานาน และลงมือทำอะไรบางอย่าง เพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือนี้ด้วยตนเอง ตอกย้ำข้อกล่าวหาเดิมของวอชิงตันที่มองว่า ประเทศพันธมิตรไม่ได้พยายามมากพอ ในการรักษาความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือ หรือสนับสนุนความพยายามในการทำสงครามของสหรัฐฯ
สถานการณ์นี้บีบให้สหราชอาณาจักรและชาติอื่น ๆ ต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบาก ระหว่างการเข้าไปมีบทบาทในการรักษาความมั่นคงทางทะเล กับการระมัดระวังไม่ให้ตัวเองต้องถูกดึงเข้าสู่สงครามที่ขยายตัววงกว้างกับอิหร่าน
สำหรับรายชื่อประเทศที่จะเข้าร่วมการประชุมคาดว่า จะเป็นกลุ่มรัฐบาลที่เคยร่วมลงนามในแถลงการณ์ร่วมเมื่อช่วงกลางเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเรียกร้องให้กองกำลังอิหร่านยุติการโจมตีเรือพาณิชย์ โดยกลุ่มประเทศดังกล่าวประกอบด้วย ชาติมหาอำนาจและพันธมิตรสำคัญ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย รวมถึงบางประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซีย
ทางด้าน เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เน้นย้ำถึงจุดยืนของลอนดอนว่า รัฐบาลกำลังสำรวจทุกช่องทางการทูตที่มีอยู่ เพื่อเป้าหมายในการเปิดเส้นทางเดินเรืออีกครั้ง นอกจากนี้ ยังระบุว่าคณะวางแผนทางทหารของอังกฤษ กำลังพิจารณาสิ่งที่สามารถทำได้ในอนาคต เพื่อทำให้ช่องแคบแห่งนี้สามารถเข้าถึงได้ และมีความปลอดภัยหลังจากที่การสู้รบสิ้นสุดลง
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายเร่งด่วนที่ผู้นำอังกฤษและชาติต่าง ๆ ต้องแบกรับคือ ความเดือดร้อนของประชาชนจากวิกฤตค่าครองชีพที่พุ่งสูงตามราคาพลังงาน การประชุมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการหาทางออกทางการทหารหรือการทูตเท่านั้น แต่คือการกู้คืนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่กำลังสั่นคลอนอย่างหนักในขณะนี้
อ่านข่าวอื่น :
3 เม.ย. "ดีเซล" ขึ้นอีก 3.50 บาท ราคาขายพุ่ง 47.74 บาท/ลิตร
กระทรวงพลังงาน เปิดราคาน้ำมัน "ดีเซล-เบนซิน" ของไทย ถูกที่สุดในอาเซียน
ครบ 1 ปีสงครามภาษีสหรัฐฯ กับ 4 แรงกระแทกใหญ่ต่อเศรษฐกิจโลก
