นายกฯ แถลงนโยบาย ลั่นจะทำทุกวิถีทางขับเคลื่อนประเทศ คนไทยตั้งตัวได้

การเมือง
08:50
จำนวนผู้ชม 1,540
นายกฯ แถลงนโยบาย ลั่นจะทำทุกวิถีทางขับเคลื่อนประเทศ คนไทยตั้งตัวได้
นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ลุยแก้ปัญหาน้ำมัน ผลักดันโครงการคนละครึ่งพลัส ยกเลิก MOU 44 ลั่นจะทำทุกวิถีทางขับเคลื่อนประเทศไทยให้มั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ โลกเชื่อมั่นประเทศไทย

วันนี้ (9 เม.ย.2569) การประชุมรัฐสภา วาระการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาเป็นประธานในที่ประชุม การเริ่มประชุมล่าช้ากว่าที่กำหนดไว้ เนื่องจากสมาชิกลงชื่อเข้าประชุมยังไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ทำให้การเปิดประชุมล่าช้าออกไปจากเดิมที่นัดไว้เวลา 08.30 น.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยเน้นย้ำถึงหลักการบริหารราชการแผ่นดินและนโยบายสำคัญ ของรัฐบาลโดยจะยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ

1. พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

2. ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

3. ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน

นายกฯ แถลงนโยบาย 5 ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

นายกฯ แถลงนโยบาย 5 ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

สำหรับสาระสำคัญในการแถลงนโยบาย โดยหยิบยกถึงสถานการณ์ของโลกจากความขัดแย้งขึ้นแรงในตะวันออกกลางส่งผลต่อการขนส่งน้ำมันดิบ ทำให้เกิดความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงและพลังงานในประเทศไทย ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วส่งผลต่อเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ และไม่อาจคาดหมายได้ว่า จะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ทิศทางใด โดยรัฐบาลพยายามบริหารจัดการสถานการณ์เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน

และกล่าวถึงทิศทางบริหารราชการแผ่นดินเมื่อมีอำนาจโดยสมบูรณ์จะเร่งดำเนินการตามนโยบายที่ให้ไว้กับประชาชน โดยจะบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง เพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เร่งประสิทธิภาพในการเบิกจ่ายและจัดทำกฎหมายโอนเงินงบประมาณประจำปี 2569 ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

พร้อมทั้งเยียวยาประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบให้สามารถดำรงชีพได้ พร้อมเตรียมหารือกับผู้ประกอบการไทยเพื่อวางแผนการนำเข้าและส่งออก เจรจากับประเทศคู่ค้าเพิ่มการตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป รวมถึงการเร่งจัด ทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ให้บังคับใช้ตามปฏิทินงบประมาณ โดยตั้งเป้าที่จะปรับลดรายจ่ายของหน่วยงานรัฐที่ไม่จำเป็นและไม่ตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาของประเทศ

นอกจากนี้ยังประเมินฉากทัศน์และความท้าทายในการพัฒนาของประเทศที่ปัจจุบันกำลังเผชิญกับภัยต่างๆที่เป็นแรงกดดันและบั่นทอนศักยภาพในการเติบโตของประเทศ ที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งภัยด้านเศรษฐกิจ-สังคม-สิ่งแวดล้อม-ความมั่นคง โดยรัฐบาลมุ่งหมายที่จะต่อยอดการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของกติกาและขั้วอำนาจของโลกที่ไม่มีความแน่นอน

ซึ่งรัฐบาลวางยุทธศาสตร์การปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐเป็นระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ หรือ คลัสเตอร์ การทำงานแบบมีเป้าหมายและตัวชี้วัดโดยยึดความกินดีอยู่ดีของประชาชนเป็นเป้าหมายหลัก พร้อมทั้งทำหน้าที่รวมพลังกับภาคเอกชนและประชาชน และปรับบทบาทภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน พัฒนาระบบดิจิทัลภาครัฐนำไปสู่บริการของภาครัฐระบบดิจิทัลได้อย่างสมบูรณ์ แม่นยำ รวดเร็วโปร่งใสตรวจสอบได้

โดยรัฐบาลกำหนดนโยบายสำคัญที่แก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ควบคู่กับการสร้างโอกาสและทำให้ประเทศมีขีดความสามารถในการแข่งขัน ทางด้านเศรษฐกิจ ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม-ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย

ก่อนจะกล่าวทิ้งท้ายว่าการบริหารแผ่นดินของรัฐบาลจะดำเนินการโดยยึดประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นที่ตั้งภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง และการเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจการใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ด้วยความรอบคอบส่งเสริมให้เกิดการบริหารสินทรัพย์ภาครัฐให้มีความคุ้มค่าโปร่งใสตรวจสอบได้ และส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและให้บริการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการประชาชนและลดภาระหนี้สาธารณะของประเทศในระยะยาว

"ท้ายที่สุด กระผมในฐานะนายกรัฐมนตรี ขอเรียนพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนว่าความท้าทายและความผันผวนที่ประเทศกำลังเผชิญในวันนี้และอนาคตอันใกล้เป็นความจริงที่ต้องยอมรับ หากหยุดนิ่งยิ่งจะทำให้ประเทศถดถอย รัฐบาลพร้อมจะเติมเต็มและทุ่มเทสรรพกำลังที่มีอยู่อย่างเต็มความสามารถเพื่อแก้ไขปัญหาและนำพาประเทศก้าวสู่การพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพเพื่อให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมและเป็นพลังขับเคลื่อนการเจริญเติบโตในประเทศระยะยาว กระผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยมั่นคงจากภายในคนไทยตั้งตัวได้เศรษฐกิจแข่งขันได้และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย" นายอนุทินกล่าว

นายกฯ แถลงนโยบาย 5 ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

นายกฯ แถลงนโยบาย 5 ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

ทั้งนี้นโยบายประกอบด้วย นโยบาย 5 ด้าน ได้แก่ นโยบายด้านเศรษฐกิจ นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง นโยบายด้านสังคม นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม นโยบายด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย

1.นโยบายด้านเศรษฐกิจ จะเน้นส่งเสริมการลงทุน SMEs ลดการบั่นทอนศักยภาพการเติบโตของธุรกิจ และคนไทย ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้ทันต่อยุคดิจิทัล และสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน เพิ่มบทบาทเอกชน และทางเลือกให้เข้ามาร่วมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และจะส่งเสริมด้านการค้าระหว่างประเทศเชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า ขณะที่ด้านการเกษตร เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ไปสู่เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืนควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทานเพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน และด้านการท่องเที่ยวจะสร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาคยกระดับภาคท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง

2.นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง จะเน้นไปที่การส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU 2544) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และจะทบทวนนโยบาย Free Visa

3.นโยบายด้านสังคม มุ่งเน้นเรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา และพัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที โดยปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมที่สามารถรองรับกับรูปแบบการจ้างในเศรษฐกิจสมัยใหม่และการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ยกระดับบริการสุขภาพของคนไทย โดยมุ่งเน้นการแพทย์มุ่งเป้าการใช้เทคโนโลยี AI ทางการแพทย์

4.นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม โดยการบริหารจัดการน้ำ และป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ โดยเร่งรัดการพัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และใช้ AI ในการวิเคราะห์ พยากรณ์ ข้อมูลการบริหารจัดการน้ำและการพยากรณ์อากาศทั้งระบบให้มีความแม่นยำระดับตำบล พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติที่ครอบคลุมประชาชนทุกครัวเรือนเพื่อสร้างหลักประกันและลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ผลักดันให้ไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ.2593 (ค.ศ.2050) สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานทางเลือก และเพิ่มพื้นที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจกในประเทศ

5.นโยบายด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย โดยจะผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ซึ่งเป็นระบบหลัก (Super license) ให้แล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน และเร่งเสนอร่างชุดกฎหมาย (omnibus law) เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่เกิดจากกฎหมายที่ล้าสมัยซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันต่อสภาผู้แทนราษฎรให้มีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปีแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และแก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง

อ่านข่าว :

เกาะติดประชุมสภา นายกฯ แถลงนโยบายรัฐบาล

ถ่ายทอดสด นายกฯ อนุทิน แถลงนโยบาย ชู 5 เสาหลักขับเคลื่อนประเทศ