การเปลี่ยนผ่าน ย่านเมืองเก่า"ช้างม่อย"เชียงใหม่

ภูมิภาค
10:09
จำนวนผู้ชม 434
การเปลี่ยนผ่าน ย่านเมืองเก่า"ช้างม่อย"เชียงใหม่
ช้างม่อย "ย่านเมืองเก่า" จังหวัดเชียงใหม่ ที่เปลี่ยนผ่านจากแหล่งขายสินค้าชุมชนเก่าแก่สู่จุดเช็คอินท่องเที่ยว ล่าสุดชาวบ้านดั้งเดิม และคนรุ่นใหม่ เตรียมก่อตั้งกลุ่มวิสาหกิจช้างม่อย เพื่อพัฒนาให้เป็นพื้นที่อาศัยควบคู่กันไปกับการสร้างเศรษฐกิจให้กับชุมชน

ภาพนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ เดินชมอาคารบ้านเรือน ย่านตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ พบเห็นได้ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ หลังชุมชนช้างม่อยกลายเป็นจุดเช็คอินที่พลาดไม่ได้สำหรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และ ชาวต่างชาติ

ภาพประกอบข่าว การเปลี่ยนผ่าน ย่านเมืองเก่า

ช้างม่อย คือ ย่านเมืองเก่า ที่เป็นศูนย์รวมร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้าง เครื่องจักสาน และ โกดังสินค้า แต่ซบเซาลงจากปัญหาเศรษฐกิจ และ การขยายธุรกิจออกนอกเมืองเชียงใหม่เมื่อกว่า 20 ปีก่อน กระทั่งไม่กี่ปีที่ผ่านมา คนรุ่นใหม่เข้ามาเช่าอาคารพาณิชย์ดั้งเดิม เพื่อทำธุรกิจร้านกาแฟ ร้านอาหาร และ ที่พัก โดยปรับเปลี่ยนอย่างสร้างสรรค์ แต่คงเสน่ห์ของชุมชนดั้งเดิม จนโดนใจนักท่องเที่ยว

ภาพประกอบข่าว การเปลี่ยนผ่าน ย่านเมืองเก่า

ในอดีตชุมชนช้างม่อย เป็นแหล่งรวมของช่างตีเหล็ก และ คนทำเส้นขนมจีนที่พึ่งพาอาศัยกัน เพราะน้ำจากการหมักเส้นที่เป็นกรด จะถูกนำไปใช้แช่ และ ขัดเหล็กให้ขาว แม้ส่วนใหญ่จะเลิกอาชีพนี้ไปแล้ว แต่บางครอบครัวยังสืบทอดการตีเหล็กอยู่ ขณะที่ "วัดชมพู" ศูนย์รวมใจของชาวชุมชนช้างม่อย ก็โดดเด่นด้วยเจดีย์คู่แฝดพระบรมธาตุดอยสุเทพที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากือนา ชุมชนช้างม่อย จึงเป็นเมืองเก่าที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน

ภาพประกอบข่าว การเปลี่ยนผ่าน ย่านเมืองเก่า

ชาวบ้าน และ ผู้ประกอบการเก่า-ใหม่ หวังให้เปลี่ยนผ่านจากชุมชนเก่าแก่ เป็นจุดท่องเที่ยว ยังคงรักษาต่อยอดวัฒนธรรมดั้งเดิม ผ่านการจับมือกัน สร้างวิสาหกิจชุมชน ความหลากหลายของวัฒนธรรม ความเก่า และความใหม่ที่ซ้อนทับกันอย่างลงตัว ทำให้ชาวบ้านเริ่มเดินหน้าสร้างวิสาหกิจชุมชน โดยจัดกิจกรรม Chang Moi 3D POP-UP: 3 มิติแห่งย่านช้างม่อย ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ภาพประกอบข่าว การเปลี่ยนผ่าน ย่านเมืองเก่า

ล่าสุดเตรียมต่อยอดกิจกรรมอีกครั้งในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ เพื่อมุ่งสู่การเป็นวิสาหกิจชุมชน ในชื่องาน " ช้างม่อยสงกรานต์บ้านฉัน 2569 " ในวันพุธที่ 15 เมษายน 2569 บริเวณถนนช้างม่อยเก่า – สะพานแม่ข่า – ราชวงศ์ ภายใต้แนวคิด กลับบ้าน กลับย่าน สงกรานต์ช้างม่อย! ชวนทุกคนมาฉลองสงกรานต์แบบดั้งเดิมกลางย่านเก่าใจเมืองเชียงใหม่

เสียงจากหัวใจ "ช้างม่อย": 4 มุมมองการเปลี่ยนผ่าน

การจะเข้าใจย่านช้างม่อยได้อย่างลึกซึ้ง จำเป็นต้องฟังเสียงจากผู้ที่อยู่ที่นี่จริง ทั้งผู้สืบทอดกิจการดั้งเดิม ชาวบ้านที่เห็นความเปลี่ยนแปลง คนรุ่นใหม่ที่เข้ามาเติมไฟ และนักวิชาการที่ร่วมผลักดัน

ศิริพงษ์ ชีวะพาณิชย์ เจ้าของร้านศุขโข (ทายาทรุ่นที่ 4 แห่งย่านตีเหล็ก)

ศิริพงษ์ ชีวะพาณิชย์ เจ้าของร้านศุขโข (ทายาทรุ่นที่ 4 แห่งย่านตีเหล็ก)

ศิริพงษ์ เล่าถึงรากเหง้าของชุมชนที่เคยมีเตาตีเหล็กเกือบ 20 เตา และวิถีชีวิตที่เชื่อมโยงกับ "ขนมจีน" อย่างน่าทึ่ง แม้วันนี้ยอดขายจะลดลงจากผลกระทบของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ แต่เขายังคงรักษา "นิช โปรดักส์" (Niche Product) อย่างมีดและเครื่องมือเกษตรคุณภาพสูงเอาไว้

ชุมชนมันเริ่มจากอาชีพนี้แหละครับ... ขนมจีนจะมีน้ำจากการหมักที่มีสภาพเป็นกรด ช่างตีเหล็กก็จะเอาน้ำหมักมาแช่เหล็กเพื่อขัดให้มันขาว เมื่อก่อนไม่มีเครื่องเจียร ใช้ขัดด้วยมือ ปัจจุบันลูกหลานมีการศึกษาสูงขึ้น อาชีพเดิมก็ถูกละเลย ปัจจุบันก็เหลือที่เดียว

เขามองเห็นอนาคตว่าช้างม่อยต้องปรับตัวสู่การท่องเที่ยว แต่ต้องทำอย่างมีระบบ

เราก็อยากให้นักท่องเที่ยวมามาก เราก็ต้องมีการปรับปรุงพื้นที่ให้มันน่าเดิน ให้มันน่าอยู่ขึ้น และให้มีจุดร่วมของสังคมเหมือนสมัยก่อน คือแต่ละร้านร่วมมือกันทำกิจกรรมท้องถิ่น มันต้องอาศัยความร่วมมือของแต่ละร้านด้วย

รังรอง หาญไฟฟ้า ชาวชุมชนช้างม่อย (สะใภ้ใหญ่ผู้เฝ้ามองความเปลี่ยนแปลง)

รังรอง หาญไฟฟ้า ชาวชุมชนช้างม่อย (สะใภ้ใหญ่ผู้เฝ้ามองความเปลี่ยนแปลง)

รังรองสะท้อนภาพในอดีตที่ช้างม่อยเคยเป็นย่านการค้าที่มีความหนาแน่นและอบอุ่น ปัจจุบันเธอเห็นความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ทั้งร้านค้าใหม่ๆ ที่ผุดขึ้นทุก 3-6 เดือน และความกังวลต่อทุนต่างชาติที่อาจทำให้เสน่ห์เดิมหายไป

ภาพประกอบข่าว การเปลี่ยนผ่าน ย่านเมืองเก่า

เรามองทุกบ้านเลย หัวมุมนี้จะเปลี่ยนเป็นร้านอะไร ร้านนี้เปลี่ยนเป็นร้านอะไร... เสียดายถ้าวันข้างหน้าคนพื้นที่ไม่ได้เห็นความสำคัญของบ้านตัวเองว่ามันมีอะไร เสน่ห์มันต้องมีอยู่ ไม่อย่างนั้นนักท่องเที่ยวก็ไม่เดินทั้งวันทั้งที่แดดร้อนมาก

ถ้าเชียงใหม่ทั้งเมือง เป็นแบบนิมมาน ก็ไม่รู้ว่านักท่องเที่ยวเขายังอยากมาหรือเปล่า

ภาพประกอบข่าว การเปลี่ยนผ่าน ย่านเมืองเก่า

สำหรับการตั้งวิสาหกิจชุมชน เธอให้มุมมองที่น่าสนใจว่าช้างม่อยไม่เหมือนชุมชนอื่นที่ทำสินค้าชนิดเดียว

วิสาหกิจในความคิดของตัวเอง มันไม่จำเป็นต้องเป็นสินค้าที่เหมือนกัน บ้านนึงอาจทำได้อย่างนึง บ้านนึงทำอย่างนึง แล้วเอามารวมกัน... ถ้าทุกคนคิดไปในทิศทางเดียวกัน มันก็คงจะเกิดขึ้นได้

สราชษฐ์ วงศ์รุ่งไพศาล ผู้จัดการร้าน Brewginning (ตัวแทนคนรุ่นใหม่)

สราชษฐ์ วงศ์รุ่งไพศาล ผู้จัดการร้าน Brewginning (ตัวแทนคนรุ่นใหม่)

สราชษฐ์เห็นถึงศักยภาพของ "ความเก่าผสมความใหม่" ซึ่งเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ถวิลหา เขาต้องการเห็นการพัฒนาที่เดินไปพร้อมกันระหว่างธุรกิจสมัยใหม่และอัตลักษณ์ดั้งเดิมของชุมชน

อยากให้วัฒนธรรมยังคงอยู่ครับ แต่อยู่ในเวอร์ชั่นที่คนรุ่นใหม่เข้ามาเปิดธุรกิจได้ แต่ก็ยังไม่ทิ้งความเป็น Original ของเขาไว้... ค่อนข้างอินกับการผสมผสานวัฒนธรรม ไม่ใช่ตึกหรูหราไปเลย แต่มีความโอสคูลอยู่

ภาพประกอบข่าว การเปลี่ยนผ่าน ย่านเมืองเก่า

เขาเปรียบเทียบช้างม่อยกับย่าน "ทรงวาด" ในกรุงเทพฯ ที่สามารถปลุกชีวิตเมืองเก่าให้กลับมาคึกคักได้โดยไม่ทำลายรากเหง้าเดิม

รศ.ดร.จิรันธนิน กิติก คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.เชียงใหม่ (นักวิชาการผู้ร่วมผลักดัน)

รศ.ดร.จิรันธนิน กิติก คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.เชียงใหม่ (นักวิชาการผู้ร่วมผลักดัน)

อาจารย์จิรันธนิน มองว่าช้างม่อยคือตัวอย่างของ "การสร้างสรรค์พื้นที่เมืองด้วยภาคประชาชน" ที่ชัดเจนที่สุด แต่สิ่งสำคัญคือการออกแบบร่วมกัน (Co-Design) เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งระหว่างผู้ประกอบการใหม่และคนในพื้นที่

วิสาหกิจเมืองไม่ควรจะติดกับดักเดิม คือการผูกขาดกับการเมืองชุดเก่า... มันควรจะร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการทั้งเก่าและใหม่ และคนอยู่ทั้งเก่าและใหม่ร่วมกันสร้างขึ้นมา แล้วเมืองมันจะเกิด Branding ที่ขายได้และอยู่ได้จากคนในจริงๆ

เป้าหมายสูงสุดของเขาคือการทำให้ช้างม่อยเป็น "Living Heritage" หรือมรดกที่ยังมีชีวิต ในห้วงที่กำลังมีการผลักดัน "เชียงใหม่ นครหลวงของล้านนา" ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมกับUNESCO

มรดกโลกไม่ใช่แค่เก็บอาคาร แต่มันต้องเก็บชุมชนด้วย... เราเป็นเจ้าของบ้านเรา เราก็ต้องได้รับผลประโยชน์อย่างแท้จริง ไม่ต้องจ้าง Organizer คนอื่นมาตั้งขบวนแห่ให้เรา

ภาพประกอบข่าว การเปลี่ยนผ่าน ย่านเมืองเก่า

การเปลี่ยนผ่านของย่านช้างม่อยในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่การรีโนเวทตึกเก่าให้เป็นคาเฟ่เก๋ๆ แต่คือการ "คว้านเนื้อเมืองเก่า" มาเติมลมหายใจใหม่ผ่านวิสาหกิจชุมชน ที่มีทั้งช่างตีเหล็ก ชาวบ้านดั้งเดิม และคนรุ่นใหม่ ร่วมกันเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้ย่านนี้เติบโตอย่างยั่งยืน

รายงาน : พยุงศักดิ์ ศรีวิชัย ผู้สื่ออาวุโสข่าวไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ