"ถ้าเป็นผมไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ"
คำแถลงแบบมีปิดไมค์ส่วนตัว ของแม่ทัพภาคที่ 4 พล.ท.นรธิป โพยนอก และผอ.รมน.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เรียกทัวร์ลงต่อเนื่อง
เพราะจะตีความหมายเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากต้องการจะสื่อสารว่า หากคนใน รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าลงมือจริง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.พรรคประชาชาติ เขต 5 นราธิวาส ที่ถูกลอบสังหารเมื่อเช้ามืดวันที่ 10 มีนาคม 69 ขณะนั่งในรถยนต์กำลังจะเข้าบ้านพักที่อ.บาเจาะ ไม่มีทางรอดแน่นอน
คนระดับแม่ทัพภาค ซึ่งแบกรับหนักอึ้งในฐานะผู้บัญชาการสูงสุดในระดับพื้นที่ที่จัดว่ามีความอ่อนไหวสูงมาแต่ไหนแต่ไร ควรต้องยับยั้งชั่งใจ ไม่ใช้คำพูดแบบนี้
แม้จะรู้สึกกดดันและต้องปกป้องเกียรติภูมิของทหารและหน่วยงานเนื่องจากรถยนต์ที่ใช่เป็นพาหนะล่าสังหาร เป็นของ กอ.รมน.
แต่กระนั้น ไม่ได้หมายความว่า รมน.ภาค 4 ถูกกล่าวหาว่าบงการหรืออยู่เบื้องหลัง "ใบสั่ง" เด็ดหัว "นายกมลศักดิ์" แม้อาจจะมีบางสุ้มเสียงที่หวังสื่อความหมายไปทำนองนั้นบ้าง
เพราะในส่วนของคดี เป็นหน้าที่ของตำรวจที่ต้องสืบสวนสอบสวนตามกระบวนการ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ รมน.ภาค 4 ก็ต้องดำเนินการตรวจสอบขยายผลภายในเพื่อให้เกิดความกระจ่างเช่นกัน
อันเป็นผลจากผู้คนไม่มั่นใจในการทำสำนวนคดีของตำรวจ ที่มีคู่กรณีส่วนหนึ่งเป็นคนในฝ่ายกองทัพ ดูแลเรื่องความมั่นคงในพื้นที่
ตรงนี้แหละที่ ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ต้องแสดงบทบาทเป็นผู้นำที่พึ่งพาในเรื่องความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายได้ ไม่ใช่ใช้วิวาทะแบบนี้
ต้องไม่ลืมว่า นายกลศักดิ์ เป็นหนึ่งใน 3 ทนายความชื่อดังด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เชี่ยวชาญคดีความมั่นคงและสิทธิมนุษยชน ก่อนจะได้รับเลือกตั้งได้เป็น สส. ลูกความส่วนใหญ่จึงเป็นคนในพื้นที่และมีคดีความกับภาครัฐและส่วนราชการ
เมื่อถูกลอบสังหารด้วยอาวุธสงครามแบบ "หวังให้ตาย" เช่นนี้ เป้าต้องสงสัยมากที่สุด จึงหนีไม่พ้นเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานราชการ ยิ่งพบว่า รถยนต์ที่ใช้เป็นของ รมน.ภาค 4 ยิ่งทำให้เกิดภาพประติดประต่อที่ชัดเจนขึ้น
ความจริง อาจไม่ใช่คนใน รมน.ภาค 4 แต่มีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงกับคนใน กระทั่งสามารถขอยืมใช้รถยนต์ของหน่วยงานได้ ถือเป็นเรื่องตัว
แต่กระนั้น ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุด ย่อมปัดความรับผิดชอบออกไปไม่ได้ เช่นเดียวกับโดยสายงาน ที่เชื่อมต่อถึง ผบ.ทบ.หรือผู้บัญชาการทหารบก เพราะเป็นรอง ผอ.รมน.โดยตำแหน่ง
และนายกรัฐมนตรี เป็น ผอ.รมน.โดยตำแหน่ง เช่นเดียวกัน ย่อมมีภาระต้องตอบหรือชี้แจงปมเรื่องนี้ต่อสาธารณชน
เพราะเรื่องนี้ ยังมีโอกาสขยายผลไปถึงบทบาทและความสำคัญของ กอ.รมน. ว่ายังมีความจำเป็นต้องดำรงอยู่ต่อไปหรือไม่ ดังที่เคยถูกตั้งคำถามเดียวกันนี้มาหลายครั้ง
เพราะจุดเริ่มต้นของ กอ.รมน. ตั้งขึ้นเพื่อต่อสู้กับภัยคอมมิวนิสต์ ภายใต้การสนับสนุนของสหรัฐ ตั้งแต่ปี 2508 ในชื่อกองบัญชาการป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์ (บก.ปค.) ก่อนยกเป็นกองอำนวยการ (กค.ปค.) และเปลี่ยนเป็น กอ.รมน.ในปี 2516
ภารกิจต่อต้านคอมมิวนิสต์จบสิ้นไปนานกว่า 30 ปีแล้ว ตั้งแต่หลังยุคสงครามเย็น แต่ยังปล่อยให้เป็น "องค์กรหลงยุค" คงอยู่เรื่อยมาถึงปัจจุบัน ทั้งยังมีภารกิจอำนาจหน้าที่และงบประมาณแผ่ขยายให้ครอบคลุมซ้ำซ้อนกับหน่วยราชการต่างๆ จนมีลักษณะเป็น #รัฐซ้อนรัฐ
ประมาณการว่า มีคนในสังกัด กอ.รมน. 5,000–6,000 คนทั่วประเทศ มีอาสาสมัครความมั่นคงภายในอีก 500,000–600,000 คน และมีบุคคลอยู่ในเครือข่ายอีกจำนวนหนึ่ง
ปัจจุบัน ภารกิจสำคัญของ กอ.รมน. คือดูแลความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้
โดยงบปี 2569 มีรวม 1,475 ล้านบาท จากงบกอ.รมน.ทั้งหมด 6,919 ล้านบาท และหากย้อนดูงบประมาณ ในรอบ 10 ปี (2556-2566) มีรวมกว่า 100,274 ล้านบาทงบประมาณนี้ ส่วนหนึ่งถูกซุกอยู่ในแผนงานบูรณาการฯต่างๆ
สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีกระแสเรียกร้องให้ยกเลิก กอ.รมน. โดยเฉพาะจากพรรคค่ายสีส้ม แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ยังยืนยันความจำเป็นของ กอ.รมน. ในฐานะหน่วยงานบูรณาการความมั่นคงภายใน ป้องกันภัยคุกคามที่ซับซ้อนและเกินขีดความสามารถของหน่วยงานปกติ อาทิ ปัญหายาเสพติดและภัยมั่นคงรูปแบบใหม่
กรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการลอบสังหาร นายกมลศักดิ์ สส.นราฯ เขต 5 หากไม่มีคำตอบหรือความชัดเจน หรือมีความพยายามเบี่ยงเบนใดๆ ต่อไป
บางที กอ.รมน.อาจกลับมาเป็นประเด็นร้อนที่ถูกถกเถียงถึงความเหมาะสมที่ยังต้องดำรงอยู่ต่อไป หรือไม่ ก็เป็นได้
"ประจักษ์ มะวงศ์สา" บรรณาธิการอาวุโส
อ่านข่าว
ตร.จับเพิ่มอีก 1 คน “ธนภัทร” มือยิง “กมลศักดิ์” - เร่งติดตามอีก 1 คน
กอ.รมน.ชี้ผิดวินัย-อาญา "น.อ.มนตรี" ให้ยืมรถหลวง ปมยิง "สส.กมลศักดิ์"
สส.จังหวัดชายแดนใต้ “ภท.” แถลงเสียใจ เหตุลอบยิง “กมลศักดิ์”
