วันนี้ (23 เม.ย.2569) พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า วันนี้คณะพนักงานสอบสวนได้นัดหมายกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทเจ้าของเรือ 3 แห่งมาให้ข้อมูลในฐานะพยานช่วงบ่าย
โดยก่อนหน้านี้คณะพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบปากคำบริษัทเจ้าของเรือไปแล้ว 3 แห่ง พฤติการณ์ของบริษัทเรือที่ทำให้พนักงานสอบสวนต้องเชิญสอบปากคำในฐานะพยาน เนื่องด้วยทางศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล (ศรชล.) ได้ส่งข้อมูลให้กับดีเอสไอว่ามีเรือเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันกลางทะเล จ.สุราษฎร์ธานี จำนวน 99 เที่ยวเรือ แต่เมื่อวิเคราะห์พบว่ามี 20 เที่ยวเรือที่มีรูปแบบการเดินเรือค่อนข้างแตกต่างไปจากเที่ยวเรืออื่น ๆ โดยเฉพาะการใช้เวลาเดินเรือนานกว่าปกติ
สำหรับการให้ปากคำชี้แจงของ 2 บริษัทเจ้าของเรือ อันประกอบด้วย 1.บริษัท บิ๊กซี จำกัด - BIG SEA CO.,LTD และ 2.บริษัท ทรานส์โอเชี่ยน ซัพพลาย (1992) จำกัด - TRANS OCEAN SUPPLY (1992) COMPANY LIMITED เมื่อวันที่ 21 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา มีข้อมูลสอดรับว่าอาจเป็นการแล่นเรือประวิงเวลาในน่านน้ำทะเลนั้น ส่วนใหญ่เท่าที่มีการสอบสวนมา ข้อเท็จจริงที่ตรงกันคือข้อมูลทางเทคนิค เพราะมีการใช้เวลาเดินทางมากกว่าปกติจริง แต่เหตุผลที่ให้นั้นจะเป็นข้อเท็จจริงมากน้อยเพียงใด ก็ต้องนำไปตรวจสอบขยายผลต่อไป ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุปัจจัยเรื่องเครื่องจักรเรือไม่ทำงาน หรือกรณีเรื่องอุทกศาสตร์เรื่องร่องน้ำ ก็เป็นหน้าที่ที่คณะพนักงานสอบสวนต้องนำไปตรวจสอบด้วย คำให้การของพยานบริษัทเจ้าของเรือ 2 แห่งในภาพรวมก็ยืนยันในเรื่องของร่องน้ำ น้ำขึ้นน้ำลง และเครื่องจักรเสีย ยืนยันว่าเราพร้อมรับฟังคำชี้แจง เพราะทางบริษัทฯ ก็ได้มีการนำเอาพยานเอกสารมาประกอบการชี้แจงด้วยเช่นกัน
ส่วนคำให้การของพยานเชื่อได้เลยหรือไม่นั้น มองว่าเป็นเรื่องที่ต้องนำเอาไปตรวจสอบ เพราะเรื่องร่องน้ำ น้ำขึ้นน้ำลง เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ ซึ่งกรมเจ้าท่าจะสามารถให้คำอธิบายได้
ส่วนคำให้การชี้แจงของพยานอาจจะมีลักษณะว่าไม่ได้ต้องการให้เรือขนส่งน้ำมันของตัวเองต้องส่งน้ำมันล่าช้า เพราะก็จะทำให้เสียประโยชน์ทางธุรกิจเช่นเดียวกันนั้น พ.ต.ต.วรณัน ชี้แจงว่า ตามสมมติฐานก็เป็นเช่นนั้น แต่ก็ต้องดูว่าล่าช้าด้วยเหตุผล หรือมีการได้ประโยชน์อะไรจากการที่เรือแล่นล่าช้าหรือไม่ เพราะหากดูจาก 99 เที่ยวเรือ ตามข้อมูลของ ศรชล. ก็ไม่ได้มีเที่ยวเรืออื่นแล่นล่าช้าเหมือนกับ 20 เที่ยวเรือดังกล่าว
สำหรับที่มีข้อมูลเปิดเผยออกมาว่าน้ำมันที่อยู่ในเรือขนส่งน้ำมันกลางทะเล จ.สุราษฎร์ธานีประมาณ 57-60 ล้านลิตรนั้น แท้จริงอาจไม่ได้หายไปไหน แต่เป็นเพราะเรือที่บรรทุกขนส่งน้ำมันไม่ได้มีการบรรทุกน้ำมันเต็มอัตราตามที่มีการกำหนด เบื้องต้นเท่าที่มีการตรวจสอบข้อมูล รูปแบบของเรือทั้ง 20 เที่ยวเรือค่อนข้างมีหลายรูปแบบ แต่พบพิรุธเช่นการปิดระบบสัญญาณโทรศัพท์ ซึ่งก็เป็นข้อสงสัยว่าเป็นการปิดโดยจงใจหรือระบบมีปัญหาหรือไม่ ส่วนในประเด็นของการผ่องถ่ายน้ำมันจากเรือสู่เรือ ยอมรับว่ามีจริงตามที่ ศรชล. พบข้อมูล แต่จะเป็นในช่วงวันเวลาใดอยู่ระหว่างการขยายผลตรวจสอบ
ขณะที่การเสียภาษีทางศูนย์ประสานงานฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบอยู่ แต่กองคดีคุ้มครองผู้บริโภคจะตรวจสอบในเรื่องของพฤติการณ์เรือและบริษัทเจ้าของเรือ ส่วนบริษัทเจ้าของเรือได้ให้การยอมรับหรือไม่ว่าเรือของตัวเองได้เข้ารับน้ำมันเต็มอัตราจริงจากโรงกลั่นนั้น ทางบริษัทเจ้าของเรือก็ได้นำเอาพยานเอกสารมาชี้แจงแล้ว ส่วนความคืบหน้ากรณีของบริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นบริษัทคลังน้ำมันรายใหญ่นั้น ภายหลังหลังจากที่คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) มีมติรับสอบสวนเรื่องคดีการกักตุนน้ำมันไว้เป็นคดีพิเศษนั้น เราก็ได้ให้โอนคดีดังกล่าวนี้มาเป็นคดีพิเศษด้วย เมื่อวันจันทร์ 20 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา
ตนได้ลงพื้นที่ไปกับพนักงานสอบสวนตำรวจ และประสานหารือกับผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อรับโอนสำนวนคดีเรียบร้อยแล้ว แต่อย่างไรขณะนี้ก็ยังมีทีมงานอยู่ในพื้นที่คอยสอบสวนปากคำพยานเพิ่มเติมสำหรับประกอบเข้าสำนวนคดีด้วย ส่วนความคืบหน้าสำนวนคดีของบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง ขั้นตอน คือ ทางศูนย์ประสานงานอยู่ระหว่างตรวจสอบกลั่นกรองว่าเข้าตามมติของคณะกรรมการคดีพิเศษหรือไม่ เพราะไม่ได้หมายความว่าทุกคดีมันจะต้องเป็นคดีพิเศษ แต่จะต้องมีพฤติการณ์ที่เข้าเงื่อนไขตามประกาศคณะกรรมการคดีพิเศษที่มีมติไว้
โดยถ้าหากคณะกรรมการกลั่นกรองพบว่าเข้าข่ายตามมติของคณะกรรมการคดีพิเศษก็จะได้เสนอให้อธิบดีดีเอสไอสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษอีกหนึ่งสำนวน แล้วจึงจะมีการระบุหน้าที่ว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบสำนวนการสอบสวน เพราะในดีเอสไอมีทั้งในส่วนของกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และยังมีสำนักผู้เชี่ยวชาญด้านคดีพิเศษต่าง ๆ ส่วนพฤติการณ์ของบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง จะมีแค่เรื่องการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงหรือไม่นั้น ต้องไปขยายผลเพิ่มเติมต่อไป ส่วนจะได้รับเป็นคดีพิเศษหรือไม่นั้น อยู่ที่ดุลพินิจของอธิบดีดีเอสไอ
พ.ต.ต.วรณัน ยังระบุว่า กรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบเรือเพิ่มเติมอีก 2 ลำมีการวิ่งผิดปกตินั้น ทางดีเอสไอคงต้องรอทางตำรวจได้มีการประสานมาก่อน เพราะเราต้องยึดมติของคณะกรรมการคดีพิเศษ ที่มีการกำหนดขอบเขตว่าจะรับพฤติการณ์ทางคดีลักษณะใดไว้เป็นคดีพิเศษบ้าง หากเข้าข่ายจึงจะได้มีการประสานงานร่วมกัน
พ.ต.ต.วรณัน ปิดท้ายว่า เรามีหน้าที่ค้นหาความจริง เพราะทุกครั้งที่น้ำมันออกจากคลังน้ำมัน ก็จะมีหลายหน่วยงานหลายฝ่ายที่จะมีเอกสารข้อมูล ทั้งเรื่องการขนส่งน้ำมัน ทั้งเรื่องการจ่ายภาษีจ่ายน้ำมันออกไป ผู้ส่งมีสิทธิขนส่งหรือไม่ หรือปริมาณการแจ้งขนส่งน้ำมันมีเท่าใด และปริมาณที่จะต้องนำมาคำนวณภาษีมันสอดคล้องกันหรือไม่ ทั้งหมดเหล่านี้ต้องนำมาเปรียบเทียบคู่ขนานกัน ทั้งกรณี Ship to ship ว่าเป็นเรื่องของการขนส่งน้ำมันจริงหรือไม่ ก็ต้องไปขยายผลดูให้ชัดเจน ฉะนั้น 20 เที่ยวเรือดังกล่าวปลายทางมันชัดอยู่แล้วว่าต้องไปคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่ที่เราสงสัยคือการแล่นเรือช้ามันมีเหตุทางอาญาหรือไม่ เพราะน้ำมันถือเป็นสินค้าควบคุมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 หากมีความต้องการเยอะในส่วนของการอุปโภคบริโภค แต่กลับมีการขนส่งล่าช้าโดยตั้งใจ หรือตั้งใจประวิง ปฏิเสธการส่งมอบ ส่วนเหล่านี้จะเป็นความผิดทั้งหมดได้ เพราะมันไม่ได้เกิดจากแรงจูงใจเรื่องราคาอย่างเดียว เพราะราคาไม่ได้อยู่ในองค์ประกอบกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของเจตนาการประวิงส่งมอบมากกว่า
อ่านข่าว :
"เอกนัฏ" เผยมติ กบง.เคาะลดค่าโรงกลั่นเป็นลิตรละ 5 บาท มีผล 24 เม.ย.
3 บริษัทเรือ จ่อเข้าให้ปากคำ “ดีเอสไอ” ปมน้ำมันหายกลางทะเล จ.สุราษฎร์ธานี 23 เม.ย.นี้
จนท.ยึดน้ำมัน 840 ลิตร ขณะลักลอบขนข้ามแดน จ.ตาก
