เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีไทย มีมติยกเลิก MOU 2544 กรณีพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลกับกัมพูชา ส่งผลให้ผู้นำระดับสูงของกัมพูชาออกมาแสดงความเห็นทันที
ด้าน ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เมื่อช่วงค่ำ ระบุว่า รัฐบาลกัมพูชาได้ตัดสินใจที่จะใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับ ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เพื่อหาทางออกอย่างสันติบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ สำหรับข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเลที่ทับซ้อนกันระหว่างกัมพูชาและไทย หลังจากที่ไทยได้ประกาศถอนตัวฝ่ายเดียว จากบันทึกความเข้าใจระหว่างกัมพูชาและไทย ปี 2001 หรือที่ฝ่ายไทยเรียกว่า MOU 44
ผู้นำกัมพูชาระบุว่า MOU 44 มีบทบาทสำคัญในฐานะกรอบความร่วมมือทวิภาคีที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันมานานกว่า 25 ปี เพื่อแก้ไขปัญหาข้อพิพาทในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทย รวมถึงจัดสรรและพัฒนาทรัพยากรในพื้นที่ดังกล่าวร่วมกัน สะท้อนให้เห็นถึงจิตวิญญาณแห่งความร่วมมือและความปรารถนาดีต่อกัน จึงเป็นเรื่องน่าเสียใจที่ไทยได้ตัดสินใจถอนตัวฝ่ายเดียวจากบันทึกความเข้าใจฉบับนี้และเท่ากับการปฏิเสธข้อตกลงทวิภาคีเพียงฉบับเดียวที่มีอยู่ร่วมกันในประเด็นนี้
ด้วยเหตุนี้ กัมพูชาในฐานะรัฐที่เคารพและยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงการระงับข้อพิพาทอย่างสันติจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพึ่งพากฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลไกการไกล่เกลี่ยภาคบังคับภายใต้อนุสัญญา UNCLOS สะท้อนให้เห็นถึงความหวังอย่างจริงใจของกัมพูชาว่าทั้งสองประเทศจะสามารถบรรลุข้อตกลงที่เป็นธรรมและยั่งยืน สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนของเราอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีเสถียรภาพ และปรองดองกัน
อ่านข่าว : รู้จักกลไก "UNCLOS" หลัง สมช.ยกเลิก MOU 44
กัมพูชาย้ำพร้อมใช้ UNCLOS จัดการข้อพิพาททางทะเล
ท่าทีของผู้นำกัมพูชาสอดคล้องกับปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ที่ระบุว่า รู้สึกเสียใจต่อการตัดสินใจของไทย โดยมองว่า การตัดสินใจดังกล่าวเป็นการกระทำที่ละทิ้งจิตวิญญาณแห่งความร่วมมือ และความมุ่งมั่นทางการเมืองที่เคยมีมา ในการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ และทำให้กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเริ่มกระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับ ภายใต้อนุสัญญา UNCLOS เพื่อตอบโต้การตัดสินใจนี้ของไทย พร้อมทั้งยืนยันว่า การยกเลิก MOU 44 จะไม่ส่งผลกระทบต่อสิทธิอันชอบธรรมของกัมพูชา เหนือพื้นที่ทางทะเลภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
ความเคลื่อนไหวล่าสุดของไทย ถือเป็นประเด็นที่สื่อกัมพูชาให้ความสนใจอย่างมากเช่นกัน ทั้งสำนักข่าวเดอะ พนมเปญ โพตส์ที่พาดหัวข่าวใช้คำว่า แล้วพบกันในศาล กัมพูชาประกาศการไกล่เกลี่ยตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ขณะที่ไทยถอนตัวจากบันทึกความเข้าใจด้านทะเล
พร้อมทั้งระบุในเนื้อข่าวว่า พัฒนาการล่าสุดนี้ บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงจากกระบวนการเจรจาแบบทวิภาคี ไปสู่กระบวนการทางกฎหมายแบบพหุภาคี ซึ่งก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับทิศทางในอนาคตของการเจรจาในประเด็นทางทะเลระหว่างกัมพูชาและไทย รวมถึงการจัดการพื้นที่ในทะเลที่อุดมไปด้วยทรัพยากร
ขณะที่ ขแมร์ ไทม์ส เผยแพร่บทความแสดงความคิดเห็นของ เชียง วันนาริทธ์ ประธานสภาที่ปรึกษาสภาผู้แทนราษฎรกัมพูชา ระบุว่า กัมพูชาจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะคิดแบบรัฐทางทะเล ซึ่งจะถือเป็นบททดสอบสำคัญของทั้งอธิปไตย ความเจริญรุ่งเรือง และความแข็งแกร่งของกัมพูชาในอนาคต
เชียง วันนาริทธ์ ระบุว่า กัมพูชายืนยันอีกครั้ง ถึงความมุ่งมั่นต่ออนุสัญญา UNCLOS การระงับข้อพิพาทอย่างสันติ รวมถึงการแบ่งปันข้อมูลทางทะเลระหว่างประเทศ เนื่องจากทะเลถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน เป็นเส้นทางขนส่งมากกว่าร้อยละ 80 ของการค้าโลก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เป็นหนึ่งในจุดตัดทางทะเลที่สำคัญที่สุดของโลก ขณะที่กัมพูชา แม้อาจไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจทางทะเล แต่เป็นก็มีชายฝั่งความยาวประมาณ 435 กิโลเมตร และเขตเศรษฐกิจพิเศษครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 55,600 ตารางกิโลเมตรด้วย
บทความนี้ยังระบุด้วยว่า กัมพูชากำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ในเรื่องทางทะเล ประเด็นแรกคือเรื่องอธิปไตย หลังไทยยกเลิก MOU 44 ซึ่งกัมพูชาจำเป็นต้องตอบโต้ด้วยการทูตที่เข้มแข็ง และการเตรียมพร้อมทางกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมทั้งเร่งสร้างขีดความสามารถในการป้องปรามทางทะเล รวมทั้งยังต้องต่อสู้กับการประมงผิดกฎหมายและอาชญากรรมข้ามชาติด้วย
นอกจากนี้ยังย้ำด้วยว่า กัมพูชาต้องเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางทะเลให้ทันสมัย รวมถึงต้องการกรอบความมั่นคงทางทะเลแบบบูรณาการจากทุกภาคส่วนของรัฐบาล เพื่อให้สามารถปฏิบัติการต่างๆ ในทะเลได้อย่างเต็มที่ พร้อมทั้งปิดท้ายว่าทะเลมอบโอกาสมากมาย แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงเช่นกัน
ก่อนหน้านี้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ระบุว่า ได้หารือกับ นายปรัก สุคน รมว.ต่างประเทศกัมพูชา ระหว่างร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน-สหภาพยุโรป ที่บรูไน โดยได้แจ้งว่า ไทยกำลังอยู่ในกระบวนการยกเลิก MOU 44 ว่าด้วยการอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน พร้อมทั้งย้ำว่า ไม่ได้หมายถึงการยกเลิกการเจรจา แต่เป็นการปรับไปใช้กรอบการเจรจาที่ชัดเจนและเป็นสากลมากขึ้น เนื่องจากตลอดกว่า 20 ปีที่ผานมา ไม่เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม จึงจำเป็นต้องหาแนวทางที่เหมาะสมกว่า
นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า มีแผนจะเชิญ นายติน หม่อง ซเว รัฐมนตรีต่างประเทศของเมียนมา ร่วมหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านการทูตในอาเซียน เพื่อร่วมกันสร้างฉันทามติสำหรับการมีส่วนร่วมที่มากขึ้นกับรัฐบาลใหม่ของเมียนมาด้วย หลังจากนายสีหศักดิ์ได้เดินทางไปพบกับ พล.อ.อาวุโส มิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา ที่กรุงเนปยีดอ
“มาร์โก รูบิโอ” แถลง สหรัฐฯ บรรลุวัตถุประสงค์ปฏิบัติการ Epic Fury แล้ว
สภาพอากาศวันนี้ ไทยตอนบนฝนลด อุณหภูมิสูงขึ้น ใต้ฝนเพิ่ม ตกหนักบางแห่ง
ราชทัณฑ์ ชี้แจงพักโทษ "ทักษิณ ชินวัตร" ทำตามกฎหมาย
