บทเรียน "รามฯ 53" ตักเตือนอย่างไร ไม่ให้ขยายความเกลียดชัง

สังคม
20:06
จำนวนผู้ชม 66
บทเรียน "รามฯ 53" ตักเตือนอย่างไร ไม่ให้ขยายความเกลียดชัง

ปรากฏการณ์ที่ชาวไทยมุสลิม รวมตัวกันบนซอยรามคำแหง 53 นับพันชีวิต พร้อมโทรศัพท์ในมือ เพื่อ "ไลฟ์สด" เหตุการณ์ "กลุ่มพิทักษ์ธรรม" ตักเตือนหนุ่มหลากหลายทางเพศ ต่อพฤติกรรมหมิ่นศาสนา จนสุ่มเสี่ยงสู่การใช้ความรุนแรง เป็นบทเรียนราคาแพงของการแสดงออกต่อความศรัทธา แต่ผลพวงต่อการพยายามตักเตือนให้มุสลิมคนหนึ่ง "กลับตัวกลับใจ" กลับสุ่มเสี่ยงกระทำผิดกฎหมาย ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

เมื่อการ "ตักเตือน" คือส่วนหนึ่งของอิสลาม แต่ความเหมาะสมคืออะไร ?

กรณีซอยรามคำแหง 53 จนนำไปสู่ข้อถกเถียงที่แตกออกเป็นหลายฝ่าย ระหว่างมุสลิมผู้พิทักษ์ ความถูกต้องของศาสนากับมุสลิมอีกกลุ่มที่กังวลเรื่องพฤติกรรมละเมิดกฎหมาย รวมถึงภาพลักษณ์ของศาสนาอิสลามในประเทศไทย

ไทยพีบีเอส สัมภาษณ์ รศ.ชัยวัฒน์ มีสันฐาน ผู้อำนวยการศูนย์เอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะนักวิชาการมุสลิม ให้มุมมองว่า เรื่องความศรัทธาเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง และต้องแยกสถานะให้ชัดเจนระหว่างการเป็น "ผู้ที่อยู่ในความเชื่อทางศาสนา" และฐานะ "คนในสังคมที่อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย" ด้วยเช่นกัน

"ในสังคมที่มีกฎหมายกำหนด ไม่สามารถเอาความเป็นปัจเจกมาเป็นบรรทัดฐานได้ การตักเตือนของผู้ศรัทธาระหว่างกันจะต้องกระทำภายใต้กรอบที่สังคมกำหนด ซึ่งทั้งศาสนาและกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจผู้ใดใช้กำลังเหนือบุคคลอื่น เว้นแต่จะได้รับอำนาจตามกฎหมาย โดยที่ศาสนาไม่ได้มีระเบียบอนุญาตให้สามารถกล้อนผมผู้อื่นได้ เพียงแต่สามารถตักเตือน ไกล่เกลี่ยตามกรอบของกฎหมายกำหนดเท่านั้น" รศ.ชัยวัฒน์ระบุ

ตามหลักศาสนาอิสลามสอนให้ ตอบโต้สิ่งที่เลวด้วยสิ่งที่ดีกว่า ดังนั้น การกระทำดังกล่าว จึงถือไม่เป็นการกระทำตามหลักศาสนา ผู้ถูกกระทำสามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ เพราะเข้าข่ายข่มขู่คุกคาม ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง

ศ.ชัยวัฒน์ มีสันฐาน ผู้อำนวยการศูนย์เอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ศ.ชัยวัฒน์ มีสันฐาน ผู้อำนวยการศูนย์เอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ตามหลักศาสนา การพูดคุยตักเตือนจะต้องใช้สติปัญญา ความนุ่มนวล และคำนึงถึงศักดิ์ศรีของผู้ถูกตักเตือนด้วย หรือหากต้องการให้ขอโทษ จะต้องกระทำในพื้นที่ที่ปิดมิดชิดและไม่มีกล้อง หรือเพียงแค่ขอให้อัดคลิปขอโทษลงในช่องทางของตัวเองก็เพียงพอ เพื่อป้องกันความรุนแรงจากความเกลียดชังที่จะเกิดขึ้น

ส่วนวิธีปฏิบัติของคนที่รักในศาสนา จะต้องไม่แชร์หรือส่งต่อความเกลียดชัง ควรใช้ช่องทางที่ถูกต้องเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นช่องทางทางกฎหมาย การแจ้งตำรวจ ทั้งหน่วยงานของรัฐและเอกชน หรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง

รศ.ชัยวัฒน์ชี้ว่า ที่สังคมสนใจปัญหาเรื่องนี้ เพราะ ศาสนาอิสลามเป็นอีกหนึ่งกลุ่มความเชื่อของสังคมไทย ซึ่งให้ความสำคัญกับประเด็นความเท่าเทียมและคุณค่าของความเป็นมนุษย์

"แต่คุณค่าความเป็นมนุษย์ในสังคมปัจจุบันอาจไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกับหลักคำสอนทางศาสนา สิ่งที่ผิดหลักการศาสนาบางครั้ง จึงไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิดหลักมนุษยธรรมทั่วไปของคนในสังคม แม้แต่คนที่วิพากษ์วิจารณ์และคนที่ไปในเหตุการณ์จะเป็นคนในศาสนาเดียวกัน แต่เมื่อถูกแผ่ขยายออกไปสู่คนภายนอก ความโกรธที่เป็นกระแสตีกลับ จึงเกิดจากการตั้งคำถามถึงการกระทำที่ละเมิดผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ"

ผู้อำนวยการศูนย์เอเชียตะวันออกศึกษาเสนอว่า ถึงเวลาที่องค์กรทางศาสนาและหน่วยงานรัฐจะต้องขยับ แต่ทั้งนี้ หากหน่วยงานรัฐมีระบบการทำงานที่ดีอย่างเต็มที่ การมีอยู่ขององค์กรเหล่านี้ก็อาจจะไม่จำเป็น

ปรากฏการณ์ "ใครๆ ก็ไลฟ์สด" ความเกลียดชังที่ขยายออกไป

จากคลิปที่คนภายนอกมองเห็น การชุมนุมบนพื้นที่ถนนรามคำแหง 53 ช่วงพลบค่ำวันที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา โทรศัพท์มือถือในมือทุกคนส่งแสงสว่างบนหน้าจอและถูกชูขึ้น หันกล้องไปสู่ทิศทางร้านอาหารที่หนุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ กำลังถูกด่าทอ และถูกปัตตาเลี่ยนไถผม และหากเข้าไปสำรวจตามช่องทางไลฟ์สดเหล่านั้น จะเห็นคอมเมนต์ที่ก่นด่าประณาม บางคนก็ถึงขั้นอยากใช้กำลัง ส่วนเสียงตะโกนที่ดังออกมาจากพื้นที่ มีทั้งภาษาถิ่นมลายูปัตตานีและภาษาไทยกลาง

รศ.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า โลกโซเชียลมีเดียแม้จะมีเสรีภาพในการใช้งาน แต่สิ่งสำคัญคือ คนใช้สื่อในการไลฟ์สดจะต้องตระหนักและมีความสามารถในการกำกับดูแลตัวเอง เนื่องจากไม่มีบรรณาธิการเป็นผู้คัดกรองเนื้อหา ดังนั้น ก่อนตัดสินใจไลฟ์สด จะต้องคิดเสมอว่า เรื่องดังกล่าวไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น

การไลฟ์สดมีปฏิกิริยาการโต้กลับและสร้างกระแสได้อย่างทันทีทันใด ยิ่งไปเพิ่มความร้อนแรงของอารมณ์ให้เกิดอารมณ์หมู่ร่วมกันได้ อัลกอริทึมของระบบแพลตฟอร์มในปัจจุบันมีลักษณะแอคโคแชมเบอร์ หรือ ห้องแห่งเสียงสะท้อน ซึ่งมีอิมแพคอย่างยิ่ง ก่อให้เกิดภาวะอุปทานหมู่ในกลุ่มคนที่คิดเหมือนกัน จนเป็นการขยายอารมณ์ออกไปจนไม่สามารถควบคุมได้

รศ.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

รศ.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นักวิชาการสื่อ ชี้ว่า มนุษย์เมื่ออยู่บนโลกออนไลน์หรือโลกเสมือนจริงจะมีความกล้าในการแสดงออกมากยิ่งขึ้น เพราะไม่มีการเผชิญหน้าโดยตรง อาจนำไปสู่การส่งสารเชิงเกลียดชัง (Hate speech) เมื่อเกี่ยวข้องกับความเกลียดชังจะเกี่ยวข้องกับความเป็นอื่น (the other) เกิดขึ้นอีกด้วย

การไลฟ์สดปัจจุบัน เป็นเครื่องมือหลักของหลายแพลตฟอร์ม และได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ แต่ไม่ใช่ทุกเรื่องที่จะถูกไลฟ์สดและกระทำได้บนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะการกระทำที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ส่วนคำแนะนำการรับมือ รศ.วิไลวรรณระบุว่า ผู้เสพสื่อ จะต้องมีสติและจะต้องมีทักษะการรู้เท่าทันสื่อ (critical media literacy) และการคิดเชิงวิพากษ์ในการรับสาร ซึ่งปัจจุบัน มีการเกิดศาลเตี้ยในการพิพากษาคนเห็นต่าง โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มที่เต็มไปด้วยแอคโคแชมเบอร์ จนเกิดการล่าแม่มดจากโซเชียลมีเดียไปสู่โลกแห่งความเป็นจริง อาศัยการไลฟ์สดเป็นเครื่องมือส่งต่อเพื่อขยายไปยังกลุ่มคนที่ความเห็นแบบเดียวกัน

ดังนั้น การเห็นอกเห็นใจในโลกดิจิทัล (digital empathy) ต้องเกิดขึ้น และจะต้องมีความตระหนักว่า ทุกคนล้วนเป็นมนุษย์ที่สามารถผิดพลาด จะลดอารมณ์โกรธแค้นหรือเกลียดชังจนนำไปสู่ความรุนแรงลดน้อยลงได้

เรียบเรียง : ธารารัตน์ วิจาราณ์ นักศึกษาฝึกงาน โต๊ะข่าวสังคมและสถานการณ์ทั่วไป ไทยพีบีเอส

อ่านข่าว :

คู่กรณียอมขอโทษ หลังชาวมุสลิมรวมตัวไม่พอใจปมแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม

"เสี่ยเล็ก" เข้ารับทราบข้อกล่าวหา บุกรุกป่าหาดฟรีดอม ยันไม่ได้เก็บเงินค่าผ่าน

ราชทัณฑ์แจง "หมิงเฉิน ซัน" ยังนอน ICU รอผลตรวจแอลกอฮอล์-ไซยาไนด์