ฮอลลีวูดไขคำตอบ! ทำไมผู้นำโลกมักถูกกล่าวหาว่า "จัดฉาก" เรียกเรตติ้ง

ต่างประเทศ
14:20
จำนวนผู้ชม 640
ฮอลลีวูดไขคำตอบ! ทำไมผู้นำโลกมักถูกกล่าวหาว่า "จัดฉาก" เรียกเรตติ้ง
กระแสทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับเหตุลอบสังหารผู้นำสหรัฐฯ กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง แม้หลักฐานเชิงประจักษ์จะชี้ไปในทิศทางตรงกันข้าม ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อและการผลิตภาพยนตร์ย้ำว่า การ "จัดฉาก" ในสถานการณ์จริงระดับนี้แทบเป็นไปไม่ได้

ค่ำคืนวันที่ 25 เม.ย.2569 เวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ ประวัติศาสตร์เกือบซ้ำรอยอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกอพยพออกจากงานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว ท่ามกลางเสียงปืน แม้เหตุการณ์ครั้งนี้จะจบลงด้วยความปลอดภัยของผู้นำและการจับกุม โคล โทมัส อัลเลน อดีตอาจารย์และวิศวกรโปรไฟล์หรู แต่แรงกระเพื่อมในโลกโซเชียลมีเดียกลับเต็มไปด้วยข้อสงสัยเดิม ๆ ที่ว่า "นี่คือการจัดฉากเพื่อเรียกคะแนนนิยมหรือไม่ ?"

การตั้งคำถามนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นความกังขาที่ฝังรากลึกมาตั้งแต่เหตุการณ์ลอบสังหารที่เมืองบัตเลอร์ รัฐเพนซิลเวเนีย เมื่อวันที่ 13 ก.ค.2567 ซึ่งในครั้งนั้นทรัมป์ได้รับบาดเจ็บที่หูขวา จนเกิดเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่เขาก้มลงหลบและลุกขึ้นมาชูกำปั้นท่ามกลางหยดเลือดและความวุ่นวาย หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า เหตุการณ์ที่บัตเลอร์นั้น "ดูสมบูรณ์แบบเกินไป" (Too iconic) จนนำไปสู่การวิเคราะห์ว่า หากมีการจัดฉากขึ้นจริง มันจะมีความซับซ้อนขนาดไหน ?

รากเหง้าคำว่า "จัดฉาก" และประวัติศาสตร์การเมือง

คำว่า "Staged" หรือการจัดฉาก มีรากศัพท์ที่น่าสนใจจากการสร้างนั่งร้านหรือเวทีเพื่อการแสดง แต่ในบริบททางการเมืองและอาชญากรรม คำนี้เริ่มถูกใช้ในช่วงทศวรรษที่ 1930 เพื่อหมายถึงสถานการณ์ที่ถูกกุขึ้นมาเพื่อหลอกลวงผู้อื่น

ในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ประธานาธิบดี แอนดรูว์ แจ็กสัน เคยถูกฝ่ายตรงข้ามกล่าวหาว่า สร้างสถานการณ์ลอบสังหารตนเองในปี 2378 เพื่อเรียกคะแนนความสงสาร เช่นเดียวกับเหตุการณ์ลอบสังหาร นายกฯ ยิตซัค ราบิน ของอิสราเอล หรือ คริสตินา เฟร์นันเดซ เด กีร์ชเนอร์ ของอาร์เจนตินา ที่มักจะถูกตั้งข้อสงสัยในทำนองเดียวกันเมื่อภาพลักษณ์ที่ปรากฏนั้นดู "ประจวบเหมาะ" จนเกินไป

ความยากทางเทคนิค การจัดฉากที่แทบเป็นไปไม่ได้

สเปนเซอร์ พาร์สันส์ รองศาสตราจารย์ด้านการผลิตสื่อจากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น และผู้กำกับภาพยนตร์อิสระที่มีประสบการณ์การถ่ายทำฉากยิงกัน ได้วิเคราะห์ความเป็นไปได้ในเชิงเทคนิคไว้อย่างน่าสนใจ เขาชี้ให้ CNN เห็นว่า "การจัดฉาก" ในภาพยนตร์ต้องการทีมงานมหาศาล ทั้งผู้กำกับ ตากล้อง ช่างไฟ เอฟเฟกต์ และที่สำคัญที่สุดคือ "การควบคุมสภาพแวดล้อม"

ในกองถ่ายภาพยนตร์ เราสามารถถ่ายทำกี่เทคก็ได้ สามารถเลือกมุมกล้องที่ลวงตาผู้ชม และแก้ไขเอฟเฟกต์ในขั้นตอนหลังการผลิตได้ แต่ในเหตุการณ์สดที่บัตเลอร์ ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวต่อหน้าสายตาพยานนับพัน กล้องจากสื่อมวลชนอาชีพ และสมาร์ตโฟนของประชาชนที่ถ่ายจากทุกทิศทาง ทำให้การ "บิดเบือนทางดิจิทัล" หรือการใช้มุมกล้องลวงตาเป็นไปไม่ได้เลย พาร์สันส์ระบุว่า หากนั่นเป็นการจัดฉาก มันคืองานที่ยากระดับจักรวาล

เลือดปลอมและการบาดเจ็บ

หนึ่งในทฤษฎีสมคบคิดยอดนิยมคือ ทรัมป์ใช้ "สควิบ" (Squib) หรืออุปกรณ์ระเบิดขนาดเล็กที่ใช้พ่นเลือดปลอม หรือแม้แต่การใช้ใบมีดโกนขนาดเล็กกรีดตัวเองแบบนักมวยปล้ำมืออาชีพ พาร์สันส์หักล้างแนวคิดนี้ว่า การใช้ใบมีดกรีดตัวเองในขณะที่กำลังถูกรุมล้อมด้วยหน่วยอารักขานั้นเสี่ยงเกินไป หากทำพลาดอาจเกิดแผลเหวอะหวะที่ควบคุมไม่ได้ หรือหากทำใบมีดหล่นก็จะกลายเป็นหลักฐานสำคัญทันที

ส่วนภาพถ่ายนิติวิทยาศาสตร์จากช่างภาพ New York Times ที่จับภาพวินาทีกระสุนพุ่งผ่านใบหูของทรัมป์ได้นั้น เป็นหลักฐานที่ยากจะโต้แย้งในเชิงวิทยาศาสตร์

การจัดฉากลอบสังหารต้องอาศัยการประสานงานที่สมบูรณ์แบบ ระหว่างมือปืนและเป้าหมาย มือปืนต้องมีความแม่นยำสูงขนาดที่ยิงให้เฉียดใบหูโดยไม่ทำให้เสียชีวิต ซึ่งจากประวัติของ โทมัส ครุกส์ มือปืนวัย 20 ปี มือปืนที่บัตเลอร์ เพนซิลเวเนีย พบว่า เขาเป็นคนที่ยิงปืนได้แย่มาก จนถูกปฏิเสธจากชมรมยิงปืนในโรงเรียนมัธยม

นอกจากนี้ การที่มีผู้เสียชีวิตจริงอย่าง คอรีย์ คอมเพอราทอร์ และผู้บาดเจ็บสาหัสอีก 2 ราย ยิ่งทำให้ทฤษฎีการจัดฉากมีความซับซ้อนเกินกว่าที่จะปกปิดเป็นความลับได้

แล้วทำไมข่าวลือยังคงขายได้ ?

วิตนีย์ ฟิลลิปส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรมสื่อจากมหาวิทยาลัยออริกอน วิเคราะห์ว่า ความแพร่หลายของทฤษฎีสมคบคิดไม่ได้เกิดจาก "ความเชื่อ" เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก "เศรษฐกิจแห่งความสนใจ" (Attention Economy) ในโลกโซเชียลมีเดียที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเลขสถิติเรื่องราวที่หวือหวาและท้าทายความจริง มักจะสร้างยอดการเข้าถึง (Engagement) ได้สูงกว่าความจริงที่เรียบง่าย อินฟลูเอนเซอร์จำนวนมาก จึงเลือกที่จะเกาะกระแสนี้ เพื่อผลประโยชน์ทางการตลาดและการเมือง

บทสรุปของเรื่องนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การหาคำตอบว่า "จริงหรือไม่" แต่เป็นการทำความเข้าใจว่า ในโลกที่ภาพลักษณ์มีความสำคัญพอ ๆ กับความจริง ความสงสัยได้กลายเป็นสินค้า และความจริงมักจะถูกบดบังด้วยความต้องการเรื่องราวที่ตื่นเต้นเร้าใจกว่าเสมอ แม้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และนิติวิทยาศาสตร์จะชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า เหตุการณ์ที่บัตเลอร์คือเหตุลอบสังหารที่เกิดขึ้นจริงและมีความล้มเหลวของระบบรักษาความปลอดภัยเป็นปัจจัยเกื้อหนุนก็ตาม

อ่านข่าว :

“สิริพงศ์” สวน “ศุภณัฐ” ติงนโยบายปิดไฟถนน ชี้หวังช่วยประหยัดไฟ

เครื่องบินสวิสแอร์เครื่องยนต์ขัดข้องระหว่างขึ้นบินในกรุงเดลี บาดเจ็บ 6 คน

เปิดวิจัย สช.พบสารพิษแม่น้ำกก ชาวบ้านรายได้ลดลง-ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เรียกร้องเร่งแก้ปัญหา-เยียวยา