วันนี้ (14 พ.ค.2569) การเดินทางเยือนจีนของ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในรอบเกือบ 10 ปี กลายเป็นเหตุการณ์ที่ทั่วโลกจับตามอง เพราะเป็นช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน กำลังอยู่ท่ามกลางแรงกดดันจากหลายปัญหา ทั้งการแข่งขันทางเศรษฐกิจ สงครามการค้า ความขัดแย้งด้านเทคโนโลยี รวมถึงประเด็นไต้หวันที่ยังคงอ่อนไหวอย่างมาก
บรรยากาศในกรุงปักกิ่งเต็มไปด้วยธงชาติของสหรัฐฯ และจีนที่ถูกนำมาติดเคียงข้างกัน เพื่อต้อนรับการพบกันระหว่าง ประธานาธิบดี ทรัมป์ กับ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ภาพดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายย้อนกลับไปพูดถึงแนวคิด "G2 - Group of 2" อีกครั้ง หรือแนวคิดที่ว่า สหรัฐฯ และจีน อาจร่วมมือกันในฐานะ 2 ชาติมหาอำนาจ เพื่อช่วยกันกำหนดทิศทางโลกและแก้ปัญหาระดับนานาชาติ
แนวคิด G2 ถูกเสนอขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2548 โดยนักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน ซึ่งมองว่าเมื่อทั้ง 2 ประเทศมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลก ก็ควรมีบทบาทร่วมกันในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโลก รวมถึงร่วมกันแก้ปัญหาสำคัญต่าง ๆ เช่น วิกฤตการเงิน ความมั่นคง และสิ่งแวดล้อม มากกว่าจะปล่อยให้การแข่งขันระหว่างกันสร้างความเสียหายต่อโลก
ในยุคของ อดีต ประธานาธิบดี บารัก โอบามา แนวคิดนี้เคยถูกผลักดันอย่างจริงจัง ผ่านการหารือเชิงยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจร่วมกับรัฐบาลจีนของ อดีต ประธานาธิบดี หู จิ่นเทา เพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ลดความขัดแย้ง และเพิ่มความร่วมมือในประเด็นระดับโลก
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพการพบกันของทรัมป์และสีจะดูเป็นมิตร แต่ในความเป็นจริง ทั้ง 2 ประเทศ ยังแข่งขันกันอย่างหนักในแทบทุกด้าน โดยเฉพาะการช่วงชิงอิทธิพลทางเศรษฐกิจและบทบาทผู้นำโลก จีนเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและกลายเป็นคู่แข่งสำคัญที่สหรัฐฯ ไม่อาจมองข้ามได้
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาสำคัญอย่างสงครามการค้า การแข่งขันด้านเทคโนโลยี และประเด็นไต้หวัน ที่จีนมองว่า เป็นส่วนหนึ่งของประเทศ ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงสนับสนุนไต้หวันอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ฝ่ายเต็มไปด้วยความระแวง
ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากมองว่า สหรัฐฯ เองก็อาจไม่ต้องการให้แนวคิด G2 เกิดขึ้นจริง เพราะหากยอมจับมือกับจีนในฐานะ "หุ้นส่วนร่วมบริหารโลก" ก็อาจเท่ากับเป็นการยอมรับโดยปริยายว่า จีนขึ้นมาอยู่ในระดับมหาอำนาจเทียบเท่าสหรัฐฯ แล้ว
ขณะเดียวกัน จีนเองก็ไม่ได้ต้องการเดินตามเกมของสหรัฐฯ มากนัก เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา จีนพยายามผลักดันแนวคิด "โลกหลายขั้วอำนาจ" เพื่อกระจายอิทธิพลและลดการครอบงำของสหรัฐฯ ลง รวมถึงหลีกเลี่ยงการถูกดึงเข้าไปแบกรับปัญหาโลกที่ซับซ้อนร่วมกับวอชิงตัน
อีกด้านหนึ่ง หลายประเทศทั่วโลกก็คงไม่ต้องการเห็นสหรัฐฯ และจีนจับมือกันมากเกินไป เพราะอาจทำให้ประเทศอื่นถูกลดบทบาท และเสียสมดุลอำนาจระหว่างประเทศ
ท้ายที่สุด แม้แนวคิด G2 จะถูกหยิบกลับมาพูดถึงอีกครั้ง แต่ด้วยผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน ความไม่ไว้วางใจ และการแข่งขันเพื่อเป็นผู้นำโลก ทำให้โอกาสที่สหรัฐฯ และจีนจะร่วมมือกันอย่างแนบแน่นยังคงเป็นเรื่องยาก และโลกน่าจะยังได้เห็นการแข่งขันระหว่างสองมหาอำนาจนี้ต่อไปอีกนาน
อ่านข่าว :
“คิวบา” ขาดแคลนน้ำมันดีเซล - น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างสิ้นเชิง
