ป.ป.ช.ชี้มูล "บุญทรง เตริยาภิรมย์" ร่ำรวยผิดปกติ 107 ล้านบาท

การเมือง
15:25
จำนวนผู้ชม 235
ป.ป.ช.ชี้มูล "บุญทรง เตริยาภิรมย์" ร่ำรวยผิดปกติ 107 ล้านบาท
ป.ป.ช.มติชี้มูลความผิด "บุญทรง เตริยาภิรมย์" เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ ร่ำรวยผิดปกติ 107 ล้านบาท ให้ส่งรายงานสำนวน-พยานหลักฐาน ไปยังอัยการสูงสุด ยื่นขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติ ตกเป็นของแผ่นดิน

วันนี้ (18 พ.ค.2569) นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดคดีสำคัญ กรณีร่ำรวยผิดปกติ 2 เรื่อง ดังนี้

เรื่องที่ 1 กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ ร่ำรวยผิดปกติ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 107,020,830 บาท

ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า ในระหว่างวันที่ 18 ม.ค.2555 ถึงวันที่ 30 มิ.ย.2556 ขณะที่นายบุญทรง ดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ ได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ และประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว มีรายได้จากเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง ตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวมเป็นเงิน 2,083,320 บาท

คู่สมรสมีรายได้จากค่าเช่าที่ดินปีละ 200,000 บาท ส่วนบุตรอยู่ในระหว่างการศึกษาเล่าเรียน แต่กลับปรากฏรายการธุรกรรมเงินฝากจำนวนมาก เข้าบัญชีธนาคารของนายบุญทรง คู่สมรส บุตร และบริษัทจำกัด 2 แห่ง ที่มีนายบุญทรงเป็นผู้ก่อตั้ง และมารดาของคู่สมรส เป็นผู้มีอำนาจเบิกถอนเงิน โดยปราศจากแหล่งที่มาของรายได้ที่ชัดเจน

ต่อมาปรากฏข้อเท็จจริง ตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ อม.25/2558 และ อม.1/2559 คดีหมายเลขแดงที่ อม.178/2560 และ อม.179/2560 เมื่อวันที่ 25 ส.ค.2560 และวันที่ 28 พ.ค.2562

ประกอบคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำที่ อม.อธ. 3,4/2560 และคดีหมายเลขแดงที่ อม.อธ. 2 - 3/2562 เมื่อวันที่ 6 ก.ย.2562 ว่านายบุญทรง ในฐานะ รมว.พาณิชย์ รองประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ และประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว ได้กระทำการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว และการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) และการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อเงินงบประมาณแผ่นดินที่รั่วไหลเป็นจำนวนมาก

ทรัพย์สินของนายบุญทรง รวมทั้งทรัพย์สินที่อยู่ในการถือครองของบุคคลและนิติบุคคลที่ใกล้ชิด ในระหว่างตำแหน่งดังกล่าว รวมจำนวนทั้งสิ้น 107,020,830 บาท ซึ่งไม่สามารถพิสูจน์หรือแสดงแหล่งที่มาของทรัพย์สินได้ จึงเป็นทรัพย์สินที่เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ ประกอบด้วยทรัพย์สินดังต่อไปนี้

1. เงินฝากธนาคารในชื่อของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ จำนวน 1 บัญชี รวมเป็นเงิน 300,000 บาท

2. เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีคู่สมรส จำนวน 2 บัญชี รวมเป็นเงิน 3,100,000 บาท

3. เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีบุตร จำนวน 5 บัญชี รวมเป็นเงิน 70,598,700 บาท

4. เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีบริษัทจำกัด 2 แห่ง ซึ่งมีมารดาของคู่สมรส เป็นผู้มีอำนาจเบิกถอนเงิน จำนวน 2 บัญชี รวมเป็นเงิน 33,022,130 บาท

คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วมีมติดังนี้ นายบุญทรง ร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่มีมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมายสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 107,020,830 บาท

ให้ส่งรายงานสำนวนการไต่สวน เอกสาร พยานหลักฐาน และความเห็น ไปยังอัยการสูงสุด เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติ รวมทั้งบรรดาทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่ได้มาแทนทรัพย์สินนั้น ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 118

หากไม่สามารถบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดินได้ทั้งหมด หรือแต่บางส่วนแล้ว ให้ขอให้ศาลบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาได้ ภายในระยะเวลา 10 ปี ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 125 ด้วย

"วุฒิ" หัวหน้าฝ่ายโยธา ร่ำรวยผิดปกติ 8 ล้านบาท

เรื่องที่ 2 กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายวุฒิ เฮงวัฒนะ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายโยธา สังกัดกรุงเทพมหานคร ร่ำรวยผิดปกติ รวมมูลค่า 8,032,103 บาท

ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า ขณะที่นายวุฒิ ดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายโยธา สังกัดกรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ.2552 - 2562 มีทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของตน คู่สมรส และบุตร ซึ่งไม่สามารถพิสูจน์หรือแสดงที่มาของทรัพย์สินดังกล่าวได้ รวมมูลค่า 8,032,103 บาท ดังนี้

1. เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีคู่สมรส จำนวน 3 บัญชี รวมเป็นเงิน 1,360,000 บาท

2. ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตั้งอยู่แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีชื่อคู่สมรสและบุตรถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน รวมมูลค่า 5,382,967 บาท

3. รถยนต์ยี่ห้อ TOYOTA รุ่น Fortuner ซึ่งมีชื่อนายวุฒิ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ มูลค่า 1,289,136 บาท

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติดังนี้ นายวุฒิ ร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ รวมมูลค่า 8,032,103 บาท ให้ส่งรายงานสำนวนการไต่สวน เอกสาร พยานหลักฐาน และความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อยื่นคำร้องต่อศาล ซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี

เพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดิน และให้แจ้งคำวินิจฉัยพร้อมด้วยข้อเท็จจริงโดยสรุปไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อสั่งลงโทษไล่ออก โดยให้ถือว่ากระทำการทุจริตต่อหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 122 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม

หากไม่สามารถบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดินได้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแล้ว ให้ขอให้ศาลบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาได้ ภายในระยะเวลา 10 ปี ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 125 ด้วย จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

อ่านข่าว :

“กกพ.” หนุนรัฐบาลรื้อสัญญาไฟฟ้า เคาะราคาลดค่าไฟอย่างเป็นธรรม

ศาลรัฐธรรมนูญ รับคำร้อง "สส.ฝ่ายค้าน" ขอให้วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

สำเร็จครั้งแรกในไทย ฟักไข่ "ลูกนกตะกราม" จากตู้ หลังสูญพันธุ์จากธรรมชาติ 40 ปี