"พิเชษฐ์-นิคม" 2 ชื่อแรกเข้าชิงตำแหน่ง "ประธานวุฒิสภา"

การเมือง
14:24
จำนวนผู้ชม 85
Thai PBS
 "พิเชษฐ์-นิคม" 2 ชื่อแรกเข้าชิงตำแหน่ง "ประธานวุฒิสภา"

วุฒิสภาเตรียมคัดคำพิพากษาศาลอาญาสั่งจำคุกอดีตประธานผู้ตรวจการแผ่นดินและอดีตผู้ตรวจการแผ่นดิน คดีปรับขึ้นเงินเดือนให้ตัวเอง หลังเป็นเหตุให้คุณสมบัติของพล.อ.ธีรเดช มีเพียร เข้าข่ายต้องพ้นจากตำแหน่งประธานวุฒิสภา ขณะที่นายพิเชษฐ์ สุนทรพิพิธ และนายนิคม ไวยรัชพาณิช เป็น 2 ชื่อแรกที่จะเข้าสู่การช่วงชิงในตำแหน่งประธานวุฒิสภา

ไม่เพียงแค่การระบุถึงขั้นตอนหลังจากนี้ ว่าวุฒิสภาต้องคัดคำพิพากษาศาลอาญากรณีสั่งจำคุกอดีตประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน และอดีตผู้ตรวจการแผ่นดิน ด้วยเหตุปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต กรณีจัดทำร่างระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายค่าตอบแทนเป็นแบบเหมาจ่าย เพื่อนำเรื่องแจ้งต่อที่ประชุมให้รับทราบในวันที่ 6 สิงหาคม

แต่นายนิคม ไวยรัชพาณิช รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ยังแถลงเตรียมหารือและวางกรอบการคัดเลือกประธานวุฒิสภาคนใหม่ ซึ่งอาจเป็นวันที่ 10 ,14 หรือ 17 สิงหาคมนี้ และระบุที่จะลาออกจากตำแหน่งรองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ทันที หากสมาชิกเสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่งประธานวุฒิสภา

มีรายงานว่า ส.ว.สายเลือกตั้ง ส่วนใหญ่สนับสนุน นายนิคม แต่กลุ่ม 40 ส.ว.ที่มาจากสายสรรหา เตรียมเสนอชื่อ นายพิเชษฐ์ สุทรพิพิธ ส.ว.สรรหา เข้าชิงตำแหน่ง เพราะเชื่อว่า นายนิคมให้การสนับสนุนรัฐบาล และวางตัวไม่เป็นกลาง

กรณีคำพิพากษาศาลอาญาคดีปรับขึ้นค่าเบี้ยประชุมให้ตัวเองในวันนี้ (25 ก.ค.) ส่งผลให้ พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ในฐานะอดีตผู้ตรวจการแผ่นดิน ต้องพ้นจากตำแหน่งประธานวุฒิสภา ตามมาตรา 124 ของรัฐธรรมนูญ แต่ไม่เป็นเหตุให้ต้องพ้นจากสมาชิกภาพการเป็น ส.ว. เนื่องจากคดียังไม่ถึงที่สุด ตามคุณลักษณะมาตรา 119 (8)

สำหรับคำร้องกรณีปรับขึ้นค่าตอบแทนหรือเงินเดือนให้กับตัวเองนั้น เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2548 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งจำคุก พล.ต.อ.วุฑฒิชัย ศรีรัตนวุฑฒิ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ,และกรรมการ ป.ป.ช. รวม 9 คน เป็นเวลา 2 ปี แต่ให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี ด้วยฐานความผิดเดียวกัน แต่เป็นการปรับเพิ่มค่าตอบแทนให้ตัวเอง

ขณะที่เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2553 ศาลอาญารัชดา มีคำสั่งจำคุก พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.และกรรมการ กกต. รวม 4 คน เป็นเวลา 2 ปี แต่ให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี ในฐานความผิดที่ไม่ต่างกัน หากแต่เป็นการปรับเพิ่มเงินพิเศษให้ตัวเอง

และด้วยข้อกล่าวหาเดียวกัน ตามคำร้องของอดีต ส.ว.และคณะ ที่อัยการสูงสุดรับเรื่องและส่งฟ้อง เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2552 นั้น ยังยื่นฟ้องอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 13 คน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบพยานในชั้นศาล


แท็กที่เกี่ยวข้อง