ดีเอสไอตรวจสอบการออกเอกสารสิทธิ์ ทับซ้อนเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
จากการสำรวจในภาคพื้นดินของดีเอสไอ เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ผู้เชี่ยวชาญด้านการตีความภาพถ่ายทางอากาศ และกรมพัฒนาที่ดิน พบว่าด้านในยังมีความเป็นป่าสมบูรณ์ และลักษณะภูมิประเทศพื้นดินสลับพื้นหิน ซึ่งตามลักษณะดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ไม่สามารถจะปลูกพืชเพื่อทำประโยชน์ตามที่โฉนดได้ระบุกล่าวอ้างไว้ แต่กลับพบมีการปลูกไผ่ตง และต้นยูคาลิปตัส ไว้เพื่อหลอกเจ้าหน้าที่ว่า มีการทำประโยชน์ในที่ดินผืนนี้
เจ้าหน้าที่ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ในฐานะผู้เสียหาย ระบุว่า ผู้บุกรุกมีเอกสารสิทธิที่มีราชการเป็นคนออกโฉนดให้อย่างถูกต้อง แต่การเอกสารสิทธิ์ดังกล่าวเป็นการเอกสารสิทธิ์ทับซ้อนเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ในช่วงนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุนของรัฐบาลระหว่างเดือนตุลาคม 2548 ถึง ตุลาคม 2550 ซึ่งขณะนั้นการเดินสำรวจออกโฉนด ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเป็นพื้นที่เขตอุทยาน โดยทางเจ้าหน้าที่ได้มีการแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองประจันตคาม แล้ว ตั้งแต่ปี2550
การตรวจสอบในวันนี้ (9 พ.ย.) มีที่ดินจำนวน 22 แปลง รวมกว่า 251 ไร่ ที่อยู่ในข้อพิพาท รายชื่อผู้ครอบครองมีทั้งบุคคลในพื้นที่ และบุคลภายนอกพื้นที่อำเภอประจันตคาม ทั้งจากจังหวัดอ่างทอง สิงห์บุรี และชลบุรี รวมกว่า 10 ราย และจากการตีความภาพถ่ายทางอากาศของผู้เชี่ยวชาญ ยืนยันในเบื้องต้น พื้นที่เหล่านี้ ยังเป็นป่าสมบูรณ์ และอยู่ในเขตพื้นที่อุทยานจริง
การดำเนินการหลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะรวบรวมพยานหลักฐานทั้งการครอบครอง ตรวจสอบว่าแปลงมีผู้สวมสิทธิ์ หรือ นอมินี แทนกลุ่มนักการเมือง หรือผู้มีอิทธิพลหรือไม่ เพราะที่ดินผืนนี้ หากถูกนำไปซื้อขายจะราคาถึงไร่ละ 1 ล้านบาท รวมแล้วเป็นเงินกว่า 200 ล้านบาท ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายทางระบบนิเวศที่ไม่สามารถประเมินค่าได้
