" id="news_tpbs_images" title="" src="http://news.thaipbs.or.th/sites/default/files/news19012013/140720-imagejpeg-207624.jpg
วันนี้ (19 ม.ค.) นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวผ่านรายการยิ่งลักษณ์พบประชาชนถึงการต่อสู้คดีปราสาทพระวิหาร ในช่วงวันที่ 15 -19 เม.ย.56 นี้ ซึ่งทีมกฎหมายทั้งฝ่ายไทย-กัมพูชาจะเข้าชี้แจงต่อผู้พิพากษา ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ศาลโลก รวมทั้งสิ้น 4 วัน หลังจากนั้นทีมผู้พิพากษาจะใช้เวลาพิจารณาประมาณ 6 เดือน และในช่วงเดือน ต.ค.56 นี้ก็จะมีคำสั่งในคดีดังกล่าวออกมา
นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า การเตรียมการงเมื่อคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ รัฐบาลชุดที่ผ่านมาได้ว่าจ้างทีมทนายชาวต่างชาติ ซึ่งทั่วโลกมีทนายที่เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ประมาณ 40 คน โดทยทางการไทยและกัมพูชาได้ว่าจ้างฝ่ายละ 3 คน โดยฝ่ายไทยมีนายวีระชัย พลาดิศัย ทูตกรุงเฮกทำหน้าที่หัวหน้าทีมทนาย และฝ่ายกัมพูชามีนายฮอร์ นัมฮง เป็นหัวหน้าทีมทนาย
ทั้งนี้ก่อนการเดินทางไปทุกครั้งจะมีการหารือและเข้าพบกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ข้อมูลและรับฟังข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะต่าง ๆ จากนายกฯด้วย ซึ่งทีมทนายต่างชาติจะรวบรวมข้อมูลจากทุกฝ่ายซึ่งมีการประชุมมาแล้วกว่า 2-3 ครั้ง ทั้งฝ่ายความมั่นคงและในการกำหนดท่าทีให้กับทีมทนายก่อนไปสู้คดีในเดือนมีนาคมนี้ ซึ่งในวันที่ 5 ก.พ.นี้ หัวหน้าทีมทนายและทนายจะเข้าพบ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ทีมงานจากกระทรวงการต่างประเทศ คณะกรรมการกฤษฎีกา อีกครั้งหนึ่ง โดยมีนายกฯเป็นประธาน
จากนั้นในวันที่ 7- 9 ก.พ.ทีมทนายต่างชาติจะเข้าพบเพื่อหารือกับนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอีกครั้ง ซึ่งทีมทนายต่างประเทศจะได้ข้อสรุปในการกำหนดท่าทีที่ชัดเจนว่าจะเสนิออย่างไร และกระทรวงการต่างประเทศจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีในช่วงปลายเดือน มี.ค.และปลายเดือน เม.ย.เพื่ออนุมัติแนวทางในการต่อสู้ในชั้นศาล ในการกำหนดท่าทีในการต่อสู้คดีดังกล่าวในศาลโลก
และจากนั้นในช่วงเดือนวันที่ 15 เม.ย. นายสุรพงษ์จะนำคณะไปรวมถึงสื่อมวลชน เพื่อนำเสนอข่าวในทิศทางเดียวกัน ซึ่งบางเรื่องไม่สามารถที่จะนำเสนอได้ เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อการต่อสู้ในคดีดังกล่าว พร้อมกันนี้ยังเตรียมทำสารคดีในเรื่องดังกล่าวเพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องนี้ต่อประชาชน และหากผลออกมาในแนวทางใด จะสามารถปฏิบัติเช่นไร และหากไม่ปฎิบัติจะเป็นเช่นไร รวมถึงไม่ต้องการให้บางกลุ่มออกมาปลุกระดมในประเด็นนี้ ซึ่งนำไปสู่การปะทะในแนวชายแดนที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่อยู่ในพื้นที่
