ความเห็นหลังการลงนามความร่วมมือไทย-มาเลเซีย เพื่อแก้ปัญหาชายแดนใต้

ภูมิภาค
04:02
จำนวนผู้ชม 236
Thai PBS
ความเห็นหลังการลงนามความร่วมมือไทย-มาเลเซีย เพื่อแก้ปัญหาชายแดนใต้

หลังมีการดำเนินการความร่วมมือไทย-มาเลเซีย มีเสียงวิพากวิจารณ์จากภาคส่วนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณี การทำข้อตกลงกับเครือข่ายแบ่งแยกดินแดน ที่แม้ส่วนใหญ่จะให้ความเห็นด้วย แต่ก็มีหลายคนที่มองว่าเป็นผลประโยชน์ทางการเมือง

นายอัฮหมัดสมบูรณ์ บัวหลวง นักวิชาการใน จ.ปัตตานี กล่าวว่า การลงนามของไทย และมาเลเซีย นับเป็นสัญญาณที่ดีในการที่จะนำชายแดนภาคใต้ไปสู่แนวทางสันติสุข ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องรับรู้ว่าตัวแทนที่ร่วมลงนามกับตัวแทนของรัฐบาลไทยจะเป็นใคร มีความสำคัญแค่ไหน แต่การที่ได้มีการลงนาม ถือได้ว่าบันไดขั้นที่หนึ่งได้เกิดขึ้นแล้ว

สิ่งสำคัญอยู่ที่รัฐบาลว่า จะมีความจริงจัง และจริงใจกับแนวทางของการเจรจามากน้อยแค่ไหน และการดำเนินการของรัฐบาลในครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการดำเนินการลักษณะก้าวกระโดด ที่ไม่ต้องผ่านขั้นตอนที่อาจต้องมีตามระเบียบ และขั้นตอนที่ยาว แต่เพื่อสร้างความสงบสุขในพื้นที่ที่มีมาอย่างยาวนาน ต้องถือว่าเป็นเรื่องด่วน และจำเป็นที่จะต้องทำเมื่อมีโอกาส ซึ่งรัฐบาลเองก็ไม่จำเป็นที่จะต้องถามกองทัพก่อนทุกเรื่อง เพราะกองทัพเป็นส่วนหนึ่งของกลไกของรัฐที่มีหน้าที่ปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาลอยู่แล้ว

ด้าน รศ.ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายไทยลงนามเพื่อสร้างความสงบในพื้นที่ภาคใต้กับบีอาร์เอ็น โดยระบุว่า ถือเป็นการส่งสัญญาณว่า สถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้จะดีขึ้น แต่ต้องตั้งข้อสังเกตว่า กระทรวงการต่างประเทศไทยต้องมีส่วนร่วม หากเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ หรือเป็นการเจรจาในระดับสูง แต่กรณีนี้เข้าใจว่าคงยังไม่ใช่ เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอาจจะมีเอกสารบางอย่าง แต่ถ้ามีเอกสารเป็นทางการจะต้องชี้แจงต่อสภาฯ และประชาชน ที่สำคัญกระทรวงการต่างประเทศในฐานะผู้ที่ประสานงานในการเจรจา ในการเซ็นเอกสารจะต้องอยู่ด้วย แต่กรณีนี้ กระทรวงการต่างประเทศไม่ได้แถลงอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงน่าจะเป็นการปฏิบัติการภายในของสภาความมั่นคงแห่งชาติ มากกว่า

ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์ส วิเคราะห์ว่า การเจรจาครั้งนี้ น่าจะหวังผลให้สถานการณ์ความไม่สงบในไทยยุติลงโดยเร็ว เพื่อเปิดทางให้มีการลงทุนในระบบคมนาคมขนส่งทางราง และทางถนนในภาคใต้สามารถเชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจเมื่อก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

แต่รอยเตอร์สก็มองว่าการเจรจาสันติภาพครั้งนี้ อาจจะกลายเป็นเพียงหลักการบนแผ่นกระดาษ หากถูกต่อต้านจากฝ่ายทหารกว่า 60,000 นายที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย เนื่องจากทางกองทัพก็มีวิธีการการเจรจากับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบให้กลับตัวเพื่อมามอบตัวกับทางการอยู่แล้ว และหากทั้งสองฝ่ายได้ลงนามแล้ว แต่ยังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นอีกก็คงต้องกลับมามองหาทางแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการอื่นต่อไป