เกาะติดความเห็น "ส.ส.-ส.ว." หลังศาลรธน.รับคำร้อง "ระงับแก้รัฐธรรมนูญ"

การเมือง
04:30
จำนวนผู้ชม 85
Thai PBS
เกาะติดความเห็น "ส.ส.-ส.ว." หลังศาลรธน.รับคำร้อง "ระงับแก้รัฐธรรมนูญ"

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก หรือ 3 ต่อ 2 เสียง รับคำร้องของนายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา ในกรณีการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ พร้อมเห็นควรยกคำร้องกรณีมาตรา 237 และไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เนื่องจากไม่เห็นว่าเป็นเหตุฉุกเฉิน ขณะที่ประชุมรัฐสภามีเสียงเกินกึ่งหนึ่งรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับแล้ว

เมื่อวานนี้ (3 เม.ย.) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ใช้เวลาประชุมนัดพิเศษ นานกว่า 2 ชั่วโมง เพื่อพิจารณาคำร้องของ นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา จากกลุ่ม 40 ส.ว. ที่ขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉิน โดยขอให้พิจารณาวินิจฉัย กรณีนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภาและคณะ มีพฤติกรรมส่อขัดรัฐธรรมนูญ รวมถึงขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้รัฐสภายกเลิกการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา โดยเฉพาะในมาตรา 68 และมาตรา 237 และยุบพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง

นายสมฤทธิ์ ไชยวงศ์ โฆษกศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 3 ต่อ 2 ให้รับไว้พิจารณา เนื่องจากเนื้อหาคำร้องเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 68 สิทธิการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และอยู่ในเขตการพิจารณา เนื่องจากการแก้ไขเนื้อหามาตรา 68 ที่ให้ยื่นต่ออัยการเพียงช่องทางเดียว ถือเป็นการริดรอนสิทธิและเสรีภาพการพิทักษ์รัฐธรรมนูญของประชาชน

ส่วนคำขอให้คุ้มครองชั่วคราวนั้นเห็นว่า ยังไม่ใช่กรณีฉุกเฉิน หรือปรากฎเหตุอันไม่สมควร จึงไม่เป็นต้องออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ทั้งนี้ จะให้นายสมชายยื่นเอกสารสำเนาคำร้องจำนวน 312 ชุด ภายใน 15 วัน เพื่อส่งให้ผู้ถูกร้อง และให้ผู้ถูกร้องชี้แจงข้อกล่าวหาต่อศาล ทั้งนี้คำตัดสินของศาลจะไม่ส่งผลต่อการพิจารณของรัฐสภาในขณะนี้ ซึ่งการเดินหน้าขึ้นอยู่กับฝ่ายนิติบัญญัติ

ด้านนายวิรัตน์ กัลยาศิริ คณะทำงานด้านกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า การที่ ส.ส. และ ส.ว. สนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 68 เพราะการลงมติดังกล่าวจะมีผลผูกพัน ถึงขึ้นถูกยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า เป็นการล้มล้างการปกครอง

หลังศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องวินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ทีมกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์ กำลังรวบรวมข้อมูล และถอดเทปคำอภิปราย รวมถึงคำให้สัมภาษณ์ของ ส.ส.และแกนนำรัฐบาล ซึ่งอาจเข้าข่ายว่า เป็นการส่อว่าล้มล้างการปกครอง โดยเมื่อรวบรวมข้อมูลเสร็จ จะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น จะมีความชัดเจนหลังเทศกาลสงกรานต์ โดยหากมีการยื่นคำร้อง ศาลรัฐธรรมนูญก็สามารถนำคำร้องของทีมกฎหมายของพรรคไปรวมพิจารณากับคำร้องของกลุ่ม ส.ว.ได้ทันที

ขณะที่นายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี ระบุว่า ขณะนี้ศาลรัฐธรรมนูญ เพียงแต่รับเรื่องไว้พิจารณาเท่านั้น ไม่มีผลกระทบต่อการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระแรก ซึ่งเชื่อว่าในชั้นกระบวนการไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญ จะใช้แนวทางเรื่องการแบ่งแยกอำนาจ ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติ และมีคำวินิจฉัยในตอนท้ายสุดว่า เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สามารถทำได้ด้วยความชอบของสมาชิกรัฐสภา

ด้านน.พ.เหวง โตจิราการ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญที่มีมติ 3 ต่อ 2 เสียง ในการพิจารณารับคำร้อง เป็นการผิดเงื่อนไขการพิจารณา แทรกแซงอำนาจนิติบัญญัติ และยังเห็นว่า เป็นการเร่งรีบดำเนินการโดยผิดปกติ ซึ่งวันนี้(4 เม.ย.) จะมีการแจ้งความเอาผิด ต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 5 คน ที่ได้ลงมติรับคำร้องดังกล่าว ตามกฎหมายอาญามาตรา 157

สำหรับการพิจารณารับหรือไม่รับคำร้อนั้น ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 204 กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งประกอบด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญ 1 คน และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอื่นอีก 8 คน รวมเป็น 9 คน และตาม มาตรา 216 ได้กำหนด องค์คณะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการนั่งพิจารณาและในการทําคําวินิจฉัยคดีใด จะต้องประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวนไม่น้อยกว่า 5 คน

ขณะที่ประชุมรัฐสภาลงมติเมื่อเวลา 01.30 น. รับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมทั้ง 3 ฉบับ คือ ร่างแก้ไขเพิ่มเติมมาตราเกี่ยวกับที่มาของส.ว.รับหลักการ 367 เสียง ไม่รับ 204 เสียง งดออกเสียง 34 เสียง

มาตรา 190 มีมติรับ 374 เสียง ไม่รับ 209 เสียง งดออกเสียง 22 เสียง และ ร่างแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 68 และมาตรา 237 มีมติรับ 374 เสียง ไม่รับ 205 เสียง และ งดออกเสียง 25 เสียง ทั้งนี้ให้ตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณารวมทั้งสิ้น 45 คน เพื่อแปรญัตติภายใน 15 วัน โดยนัดประชุมคณะกรรมาธิการนัดแรก ในวันนี้เวลา 11.00 น.
สำหรับบรรยากาศการขานชื่อเป็นรายบุคคลนั้นสส.พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลส่วนใหญ่ลงมติรับหลักการ

เช่นเดียวกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ได้ออกเสียงรับหลักการ แต่มีสว.กลุ่มลงมติรับหลักการและงดออกเสียงในบางฉบับ เช่น นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สว.ราชบุรี ลงมติรับหลักการร่างแก้ไขมาตรา 190 เพียงฉบับเดียว

ขณะที่ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา และ นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ใช้สิทธิ์งดออกเสียงทั้ง 3 ฉบับ จากนั้นนายสมศักดิ์สั่งปิดประชุมรัฐสภาในเวลา 02.20 นาที และเรียกประชุมคณะกรรมาธิการทั้ง 3 คณะเป็นครั้งแรกวันนี้ (4เม.ย.56)