นายกฯห่วง 5 จังหวัดภาคกลางน้ำท่วมขังนาน
ที่ประชุมคชอ.ประสานจังหวัดอุบลราชธานีตั้งศูนย์อพยพและเร่งสูบน้ำลงแม่น้ำโขงให้มากที่สุดหลังพบข้อมูลน้ำไหลเข้าพื้นที่ในปริมาณที่สูงล้นตลิ่งราว 70 เซนติเมตรในวันที่ 2 พฤศจิกายนนี้ ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีแสดงความเป็นห่วง 5 จังหวัดในภาคกลางซึ่งต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วมขังนานขึ้น โดยเฉพาะในภาวะน้ำทะเลจะหนุนสูงช่วงสูงสุดสัปดาห์หน้า
ระหว่างการแถลงข่าวผลการประชุมคณะกรรมการอำนวยการกำกับติดตามการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย หรือ คชอ.นายวิทเยทร์ มุตตามระ รองผอ.ศูนย์ประสานการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยเปิดเผยถึง ข้อห่วงใยจากนายกรัฐมนตรี ที่แจ้งผ่านคชอ.หลังรับทราบว่าในสุดสัปดาห์หน้าหรือวันที่ 7 และ 8 พฤศจิกายนนี้น้ำทะเลจะหนุนสูงส่งผลถึงภาวะน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและอาจกระทบถึงผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดภาคกลางตั้งแต่จังหวัดอยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง นนทบุรี และปทุมธานี ที่ต้องตกอยู่ในสภาพน้ำท่วมขังไม่น้อยกว่า 2 สัปดาห์ ขณะที่กรุงเทพฯมีน้ำท่วมขังแล้ว 13 เขต 21 ชุมชน มีผู้ได้รับความเดือดร้อน 1,200 หลังคาเรือน
ส่วนที่ประชุมคชอ. สรุปสถานการณ์อุทกภัยยังคงมีจังหวัดที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง รวม 22 จังหวัดจากพื้นที่ประสบภัย ทั้งหมด 38 จังหวัดซึ่งมีจังหวัดที่สถานการณ์คลี่คลายแล้ว 16 จังหวัดขณะที่ผู้ประสบภัยรวมแล้วมากกว่า 3,000,000คน โดยมีผู้เสียชีวิต 101 คน พร้อมคาดการณ์พื้นที่ทางการเกษตรเบื้องต้นได้รับความเสียหายแล้ว กว่า 4,000,000 ไร่
คชอ. ยังมีมติให้ประสานหน่วยงานและผู้รับผิดชอบ เพื่อรับมือน้ำที่จะไหลเข้าสู่จังหวัดอุบลราชธานีอย่างเข้มงวด หลังพบข้อมูลการไหลของน้ำในวันที่ 2 พฤศจิกายน จะมีปริมาณน้ำไหลเข้าสู่พื้นที่ คิดเป็นจำนวน 2,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะทำให้น้ำล้นตลิ่ง แม่น้ำชีและแม่น้ำมูล สูงราว 60-70 เซนติเมตร และจะส่งผลให้พื้นที่อำเภอเมืองและอำเภอวารินชำราบ ถูกน้ำท่วมฉับพลัน จึงเห็นควร เร่งสูบน้ำลงสู่แม่น้ำโขงให้เต็มพิกัด พร้อมๆกับการจัดตั้งศูนย์อพยพชาวบ้าน ที่สำนักงานเขตที่ดิน อำเภอวารินชำราบ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที
