แนะ"กรมทรัพย์สินทางปัญญา" คิดและเป็นอิสระจากผลประโยชน์ ก่อนตั้งเป็นองค์กรอิสระ

สังคม
06:34
จำนวนผู้ชม 40
Thai PBS
แนะ"กรมทรัพย์สินทางปัญญา" คิดและเป็นอิสระจากผลประโยชน์ ก่อนตั้งเป็นองค์กรอิสระ

ตามที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา จะเสนอแผนงานให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ผลักดันกรมทรัพย์สินทางปัญญาออกจากระบบราชการไปเป็น "องค์กรมหาชน" ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้การทำงานคล่องตัวมากขึ้น แก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากร โดยอ้างว่าเพราะกรมทรัพย์สินฯมีรายได้เลี้ยงตัวเองได้นั้น

นายนิมิตรเทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ และกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคมว่า การเป็นองค์กรมหาชนทำให้หน่วยงานมีความคล่องตัวในการทำงานมากขึ้นแต่ความคล่องตัวหรืออิสระในการทำงานนั้น ควรต้องหมายถึงความเป็นอิสระทั้งจากนักการเมืองกฎระเบียบและโลกทัศน์ที่คับแคบของระบบราชการ และที่สำคัญต้องเป็นอิสระจากผลประโยชน์ของบริษัทที่เข้ามาจดทรัพย์สินทางปัญญาด้วย

นายนิมิตร กล่าวว่า แต่จากการทำงาน ผลงานของกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่ผ่านมา รวมทั้งคำให้สัมภาษณ์ล่าสุดของอธิบดีฯแสดงให้เห็นแต่ด้านที่กรมฯทำให้ตัวเองอยู่รอดไม่ได้แสดงวิสัยทัศน์ที่จะปกป้องผลประโยชน์ของคนสองฝั่งคือทั้งผู้ทรงสิทธิและสาธารณชนอย่างไร เพราะ การหารายได้เลี้ยงตัวเองได้มากในที่สุดจะมาจากการเร่งจดทรัพย์สินทางปัญญาต่างๆ ทั้งสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้าฯลฯ ให้ได้จำนวนมากๆอย่างไม่รอบคอบ ทั้งที่เป้าหมายอีกด้านที่กรมฯต้องทำคือ สร้างความสมดุลย์โดยทรัพย์สินทางปัญญาเหล่านั้นจะต้องมีคุณภาพเพียงพอต่อสังคมจึงจะได้สิทธิผูกขาดไปและจะต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาหรือการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของคน

ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ที่ทำงานด้านการเข้าถึงยามาอย่างยาวนาน กล่าวว่า ณ เวลานี้ บทบาทของกรมทรัพย์สินฯยังไม่เป็นที่น่าพึงพอใจยังไม่เห็นว่าเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพมากพอ และยังมีความน่าเคลือบแคลงมากว่ายังเป็นหน่วยราชการที่เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาสั่งได้-ประเทศพัฒนาแล้วกดดันได้ และเมื่อไม่นานมานี้มีรายงานข่าวระบุว่า บริษัท ติลลิกีแอนด์กิบบินส์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทยาข้ามชาติจำนวนมากได้ยื่นหนังสือถึงกรมทรัพย์สินทางปัญญาให้ทบทวนคำสั่งปฏิเสธข้อถือสิทธิการใช้ยาเพื่อเตรียมเป็นเภสัชภัณฑ์ที่ได้มีการปฏิเสธก่อนหน้านี้ทั้งหมดทั้งที่เป็นคำวินิจฉัยที่เป็นบรรทัดฐานของคณะกรรมการสิทธิบัตร ปรากฏว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาแทนที่จะส่งให้คณะกรรมการสิทธิบัตรพิจารณากลับส่งให้ คณะอนุกรรมการสิทธิบัตร สาขาเคมี ซึ่งมีประธานซึ่งมีผู้ใกล้ชิดทำงานให้กับบริษัทยาข้ามชาติชี้ขาดว่าคำวินิจฮัยของคณะกรรมการสิทธิบัตรไม่เป็นบรรทัดฐาน แล้วจะให้สาธารณชนไว้วางใจได้อย่างไร

นอกจากนี้ ในการแก้ไข พรบ.สิทธิบัตรกรมทรัพย์สินทางปัญญายังตั้งกรรมการจำนวนมากจากฝ่ายผู้ทรงสิทธิบัตรและที่ปรึกษากฎหมายของบริษัทยาข้ามชาติโดยที่ไม่มีตัวแทนจากเครือข่ายผู้ป่วย หรือผู้บริโภคที่ทำงานเรื่องนี้มาโดยตลอดดังนั้น กรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงควรตั้งต้นจากการเริ่มหัดคิดและทำให้เป็นอิสระจากผลประโยชน์เสียก่อนจึงค่อยคิดเรื่องการเป็นองค์กรมหาชนที่อาจดีแค่เรื่องการจัดการแต่อาจส่งผลเสียหายในระยะยาว ตัวแทนภาคประชาสังคมไทยด้านการเข้าถึงยา