หญิงถูกสาดน้ำกรดเปลี่ยนใจไม่ให้ลงโทษแบบตาต่อตา
หญิงชาวอิหร่านที่เคยถูกผู้ชายที่มาหลงรักสาดน้ำกรดจนตาบอดเปลี่ยนใจ ไม่ให้ศาลลงโทษชายผู้นั้นแบบตาต่อตา ฟันต่อฟันแล้ว โดยยอมให้ผู้ต้องหาได้รับโทษจำคุกเพียงอย่างเดียว
เมื่อวานนี้ (31 ก.ค.) น.ส.อามีเนห์ บารามี พร้อมด้วยครอบครัว เดินทางไปที่ศาลในกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน เพื่อแจ้งให้ศาลทราบว่าเธอต้องการให้ยกเลิกโทษ ที่ก่อนหน้านี้เธอขอให้หยดน้ำกรดใส่ดวงตาของนายมาจิด โมวาฮีดี เนื่องจากเธอไม่ต้องการแก้แค้นด้วยวิธีนี้แล้ว และอีกอย่างหนึ่งคดีนี้กลายเป็นคดีที่ได้รับความสนใจไปทั่วโลก ซึ่งส่งผลต่อชื่อเสียงของประเทศอิหร่าน แม้ว่าในคัมภีร์อัลกุรอ่านจะเอ่ยถึงการลงโทษด้วยวิธีตาต่อตา แต่พระอัลเลาะห์ตรัสว่าการให้อภัยย่อมดีกว่าการแก้แค้น
แม้ว่า น.ส.บารามีจะไม่ต้องการให้นายโมวาฮีดีตาบอด แต่จะเปลี่ยนจากโทษดังกล่าวให้เป็นโทษจำคุก ซึ่งจะทำให้นายโมวาฮีดีต้องอยู่ในคุกต่อไปอีก 10-12 ปี นอกจากนี้ยังต้องการเงินชดเชยจากครอบครัวของนายโมวาฮีดีมูลค่า 150,000 ยูโร หรือประมาณ 6.45 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้รักษาดวงตาและศัลยกรรมใบหน้าที่เสียโฉมจากน้ำกรด ซึ่ง น.ส.บารามี ระบุว่า จนถึงตอนนี้ยังไม่เคยได้รับเงินชดเชยจากครอบครัวของผู้ต้องหาแม้แต่ยูโรเดียว
ทั้งนี้ศาลในกรุงเตหะรานตัดสินให้หยอดน้ำกรดใส่ดวงตาของนายโมวาฮีดีเมื่อวันที่ 14 .ค.ที่ผ่านมา เป็นการลงโทษตามกฎหมายตาต่อตา ซึ่งอิงกับหลักศาสนาอิสลามที่ให้ผู้เสียหายหรือครอบครัวของผู้เสียชีวิตสามารถร้องขอต่อศาลให้ลงโทษคนร้ายด้วยวิธีเดียวกับที่คนร้ายลงมือ แต่เนื่องจากไม่มีแพทย์คนไหนยอมทำให้นายโมวาฮีดีตาบอด การลงโทษจึงต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด
หลังจากเรื่องนี้กลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลกก็มีการแสดงความคิดเห็นที่หลากหลายแตกต่างกัน บางคนมองว่าสาสมแล้วที่นายโมวาฮีดีควรจะถูกทำให้ตาบอด แต่คนอีกกลุ่มโดยเฉพาะองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนมองว่าการลงโทษด้วยวิธีตาต่อตา ฟันต่อฟัน เป็นวิธีที่โหดร้ายทารุณ ในเมื่อมีคนตาบอด 1 คนแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำให้มีคนตาบอดเพิ่มขึ้นมาอีก 1 คน แค่ปล่อยให้ถูกลงโทษตามกระบวนการกฎหมายก็พอแล้ว
