คาดเกิดพายุถล่มภาคเหนือ-อีสานอีกสัปดาห์นี้

สังคม
15:06
จำนวนผู้ชม 22
Thai PBS
คาดเกิดพายุถล่มภาคเหนือ-อีสานอีกสัปดาห์นี้

นักวิชาการด้านภัยพิบัติเตือนว่า ตลอดสัปดาห์นี้ ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับฝนตกหนักอีกครั้ง เพราะอาจมีพายุก่อตัวอีกในช่วงค่ำของวันที่ 18 ส.ค. ซึ่งจะทำให้พื้นที่ที่เคยถูกน้ำท่วม หรือมีน้ำท่วมขังอยู่ ได้รับผลกระทบมากขึ้น

นางภรณี ธนภรรคภวิน หัวหน้ากลุ่มงานวิเคราะห์ข้อมูลและรายงาน สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร อธิบายการคาดการณ์จากแบบจำลองของสถาบัน พบว่า ภายใน 7 วันนี้ ตั้งแต่วันที่ 16-22 ส.ค.54 ประเทศไทยจะยังคงได้รับอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังแรง ปะทะกับลมค้าตะวันออกเฉียงเหนือที่มีกำลังแรงเช่นกัน ส่งผลให้เกิดหย่อมความกดอากาศต่ำ และจากนั้นจะก่อตัวเป็นพายุในช่วงค่ำของวันที่ 18 ส.ค. ซึ่งอาจทำให้มีฝนตกหนักมากในจังหวัดที่เพิ่งจะถูกน้ำท่วมไปและยังมีน้ำท่วมอยู่ เช่น ภาคเหนือ ที่จังหวัดน่าน พะเยา เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง สุโขทัย แพร่ และอุตรดิตถ์ ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ที่จังหวัดหนองคาย นครพนม และมุกดาหาร ส่วนภาคตะวันออก ที่จังหวัดนครนายก ฉะเชิงเทรา และจันทบุรี โดยบางพื้นที่จะมีปริมาณน้ำฝนมากกว่า 100 มิลลิเมตรต่อวัน ซึ่งจะทำให้เกิดน้ำท่วมได้
อิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรงยังจะส่งผลให้ต้องเฝ้าระวังจังหวัดสงขลา นราธิวาส ปัตตานี และยะลา เพราะจะมีฝนตกหนักมากต่อเนื่องตลอด 7 วันหลังจากนี้ ซึ่งต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน
ขณะที่ รศ.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร ระบุว่า 2-3 เดือนข้างหน้านี้ประเทศไทยจะยังมีฝนตกหนัก ซึ่งถ้าปริมาณน้ำฝนสะสมตั้งแต่เดือน ส.ค.-ก.ย.นี้มีมากกว่า 600 มิลลิเมตร ก็จะทำให้ภาคกลางและปริมณฑลเกิดน้ำท่วมหนักเหมือนปีที่แล้ว นอกจากนี้ ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับพายุในทะเลจีนใต้อีกประมาณ 2-5 ลูก จากที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอีก 10 ลูก ซึ่งมีโอกาสเป็นพายุโซนร้อนและพายุไต้ฝุ่นได้ ปกติแล้วพายุในทะเลจีนใต้และมหาสมุทรแปซิฟิกจะมีพายุปีละ 31 ลูก ขณะนี้เกิดไปแล้ว 21 ลูก จึงเหลืออีก 10 ลูกที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วง 2-3 เดือนนี้ ผลกระทบของพายุอาจส่งผลให้ภาคกลางและภาคใต้ของประเทศมีฝนตกหนักและเกิดน้ำท่วมฉับพลัน
นักวิชาการยังระบุด้วยว่า จากนี้ไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และควรประเมินทุกสัปดาห์ เพื่อจะได้กำหนดแผนรับมือได้อย่างทันท่วงที