ปนเปื้อน เดอะซีรี่ส์
ปนเปื้อน เดอะซีรี่ส์ EP.1 คดีสิ่งแวดล้อม "มหากาพย์ 23 ปี"
ปนเปื้อน เดอะซีรีส์ EP.2 หลุมฝังกลบ "ชุมชนหนองพะวา" ยุติธรรมไม่มีจริง
หลักการที่สำคัญที่สุดของการจัดการกับปัญหา "มลพิษ" ตามหลักสากล เป็นคำขวัญที่ท่องต่อๆ กันมา ราวกับคำปฏิญาณตน นั่นก็คือ ... "ผู้ก่อมลพิษ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ"
เป็นหลักที่ไม่ได้เขียนไว้ในกฎหมายสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเขียนไว้ในกฎหมายโรงงานอุตสาหกรรมอีกด้วย
กรณีที่ 1 ... ที่โรงงานแว็กซ์ กาเบจ รีไซเคิล จ.ราชบุรี ประชาชนกว่า 140 ครัวเรือน รวมกว่า 1,000 คน ใน ต.น้ำพุ อ.เมือง จ.ราชบุรี ที่ได้รับผลกระทบจากการลักลอบทิ้งของเสียอันตรายของโรงงานตั้งแต่ปี 2543 รวมตัวกันฟ้องร้องคดีแบบกลุ่ม และศาลพิพากษาให้โรงงานต้องชดเชยค่าเสียหายให้ชาวบ้าน 3 ราย ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงรวมกันประมาณ 1.3 ล้านบาท ต้องรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลชาวบ้านทั้งหมด
แยกเป็นคนที่ตรวจไม่พบสารโลหะหนัก รายละ 5,000 บาท, คนที่ตรวจพบแต่ไม่เกินค่ามาตรฐาน รายละ 10,000 บาท, คนที่ตรวจพบค่าสารโลหะหนักเกินมาตรฐาน รายละ 15,000 บาท และ ยังให้โรงงานจ่ายเงินเข้ากองทุนสิ่งแวดล้อมเพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อมอีก 50 ล้านบาท
คำพิพากษาดังกล่าว เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2563 หรือเกือบครบ 3 ปีเต็มแล้ว แต่มาจนวันนี้ 27 พฤศจิกายน 2566 ยังไม่มีชาว ต.น้ำพุ แม้แต่คนเดียวที่ได้รับเงินเยียวยา ส่วนของเสียอันตรายเพิ่งถูกขนย้ายออกไปกำจัดรอบแรกเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2566 ด้วยราคาค่านำไปกำจัดประมาณ 59 ล้านบาท ซึ่งเป็น "เงินหลวง" ที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม ขออนุมัติมาจากคณะรัฐมนตรี ยังไม่รวมความเสียหายที่ฝังอยู่ใต้ดินซึ่งคาดว่ามีราคาค่ากำจัดแพงกว่านี้อีก แต่โรงงานอ้างว่า "ไม่มีเงิน"
กรณีที่ 2 ... ที่โรงงานวิน โพรเสส จ.ระยอง ชาวบ้านได้รับผลกระทบมานานกว่า 10 ปี จากโรงงานที่มีสภาพเหมือนเป็น "ถังขยะ" แอบลักลอบนำของสียอันตรายมาทิ้งและฝังกลบทั้งที่ไม่มีเครื่องจักรในโรงงาน โดยชาวบ้าน 15 ราย ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายและชนะคดี
ศาลพิพากษาให้โรงงานจ่ายค่าชดเชยรวมกว่า 48 ล้านบาท แต่ก็ยังไม่มีใครได้รับเงินอีกเช่นกัน เพราะโรงงานสั่งปิดตัวเองลงไปและอ้างว่าไม่มีเงิน ขณะที่สภาพแวดล้อมในพื้นที่ยังคงได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อโรงงานอ้างว่า ไม่มีเงิน จึงไม่นำของเสียอันตรายที่ประเมินกันเบื้องต้นว่ามีค่ากำจัดมากกว่า 100 ล้านบาท ออกไปกำจัด
ยิ่งปล่อยไว้ ความเสียหายก็ยิ่งมากขึ้นทุกวินาที .... แต่มีเพียงกลไกเดียวที่กฎหมายไทยจะทำได้ คือ การใช้ "เงินหลวง" มาบรรเทาความเสียหายไปก่อน จากนั้นค่อยไปฟ้องร้องเรียกเก็บเงินคืนจากโรงงานภายหลัง
เป็นสิ่งที่กฎหมายไทย "ทำได้" ภายใต้หลักการ "ผู้ก่อมลพิษ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ"
เมื่อไม่มีผู้รับผิดชอบ แล้ว "ใคร คือ ผู้ก่อมลพิษ" ... ในวงจร "กากของเสียอันตราย" ของประเทศไทย
เพื่อให้เห็นว่าเราปล่อยให้กลไกการดูแลรักษาทรัพยากรที่ไร้ประสิทธิภาพเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมผู้ก่อให้เกิดมลพิษตัวจริงจากวงจร "กากของเสียอุตสาหกรรม" จึงหลุดพ้นจากความรับผิดชอบไปได้เสมอ จึงควรทำความรู้จักพวกเขากัน
"ต้นทุน"ราคากำจัดของเสียอันตราย
เมื่อมีการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม ก็มี "กากของเสีย" ที่เหลือจากการผลิตและบางส่วนเป็น "กากของเสียอันตราย" ซึ่งมีราคาค่ากำจัด "สูง" หรือ "แพง" นั่นเอง
ผู้ก่อมลพิษในชั้นแรก จึงเป็น โรงงานที่มีสถานะเป็นผู้ผลิต แต่ไม่มีกิจการในการกำจัดหรือบำบัดของเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิต และนั่นทำให้เกิดโรงงานขึ้นอีกกลุ่มหนึ่ง คือ "โรงงานที่รับกำจัดหรือบำบัดของเสีย"
โรงงานกลุ่มนี้ แยกตามหลักการทำงานของโรงงานเป็น 3 ประเภทใหญ่
- โรงงานลำดับที่ 101 - รับกำจัดของเสียอันตราย / หลุมฝังกลบมาตรฐาน / เตาเผาคุณภาพสูง
- โรงงานลำดับที่ 105 - โรงงานคัดแยกขยะ / ฝังกลบของเสียไม่อันตราย
- โรงงานลำดับที่ 106 - โรงงานรีไซเคิล / นำของเสียมารีไซเคิล เพื่อแยกสิ่งที่ยังใช้ได้ออกมา ก่อนจะนำไปกำจัด
จะเห็นว่า เมื่อโรงงานอุตสาหกรรมแห่งนี้ มีของเสียจากกระบวนการผลิตของเขา ของเสียเหล่านั้นก็จะถูกแยกประเภทออกมาอีกเป็น
- ของเสียที่คัดแยกบางส่วนกลับมาใช้ใหม่ได้
- ของเสียไม่อันตรายที่กำจัดได้ด้วยกระบวนการกำจัดขยะทั่วไป
- ของเสียที่ยังสามารถนำไปสกัดผ่านกระบวนการรีไซเคิลได้ เช่น ทองจากแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์
- กากสุดท้าย หรือ ของเสียอันตรายที่ต้องนำไปกำจัดด้วยการะบวนการกำจัดของเสียอันตรายเท่านั้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงมีกลุ่มโรงงานที่มองเห็นถึงช่องทางที่ยังสามารถ "สร้างรายได้" จากการบำบัดหรือหรือกำจัดของเสียได้ ... โดยช่องทางที่สำคัญ คือ โรงงานลำดับที่ 105 และ 106 ซึ่งสามารถเสนอตัวเข้ามาเป็นผู้รับของเสียจากกระบวนการผลิตได้ ก่อนจะไปถึงโรงงานลำดับที่ 101
เพราะ 101 ที่คุณภาพการกำจัดสูงได้มาตรฐาน ย่อมมีราคาค่ากำจัด "แพงกว่า" และนอกจากการรับของเสียออกไปจัดการในราคาที่ถูกกว่ามาก ยังมีข้ออ้างที่ 105 และ 106 ใช้อ้างได้ว่า ของเสียเหล่านั้น ยังมีบางส่วนที่เป็นประโยชน์ นำเข้ากระบวนการ "รีไซเคิล" ได้
ดังนั้น ของเสียอันตรายจำนวนมาก จากผู้ก่อมลพิษชั้นแรก จึงถูกถ่ายเทออกไปยัง ผู้ก่อมลพิษชั้นที่ 2 ด้วยแรงจูงใจสำคัญคือ ค่ากำจัดราคาถูกลงครึ่งหนึ่ง นั่นคือ โรงงาน 105 และ 106 บางแห่ง ที่รับไป แต่ไม่ได้นำไปกำจัดหรือรีไซเคิลจริง เพียงแต่นำไปลักลอบทิ้ง เหมือนโรงงาน 2 แห่งข้างต้น ที่ก่อมลพิษร้ายแรง
ประมาณปี 2555 - 2557 เป็นช่วงที่พบการลักลอบทิ้งของเสียอันตรายจำนวนมากในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้กับแหล่งโรงงานอุตสาหกรรม เช่น ภาคตะวันออกที่ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง และที่ จ.สมุทรสาคร โดยรูปแบบที่พบมาก คือ การนำของเสียอันตรายไปทิ้งตามบ่อดินต่างๆ ที่ถูกขุดหน้าดินไปขาย รวมถึงการไปลักลอบทิ้งตามบ่อน้ำหรือแปลงเกษตรของชาวบ้าน
เป็นช่วงเวลาที่สอดคล้องกับการเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 ซึ่งข้อมูลจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมระบุว่า มีอยู่รวมกันกว่า 1,700 แห่ง
- โรงงานคัดแยกขยะ 105 มีจำนวน 1,225 แห่ง
- โรงงานรีไซเคิล 106 มีจำนวน 446 แห่ง
แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่มีข้อมูลว่า ของเสียอันตรายที่ถูกคำนวณไว้ว่าจะต้องเกิดขึ้นแน่นอนจากกระบวนการผลิต ไปถึงโรงงานรับกำจัดของเสียอันตรายลำดับที่ 101 น้อยมาก และมีถึงกว่า 2 ล้านตันต่อปี ที่หายไปจากระบบ ทั้งที่มีโรงงาน 105 และ 106 ถึง 1,700 แห่ง
ใคร ? คือ ผู้ก่อมลพิษ
ดาวัลย์ จันทรหัสดี เจ้าหน้าอาวุโสมูลนิธิบูรณะนิเวศ ให้คำนิยามว่า หากในพื้นที่ใดมีโรงงานอยู่ และพิสูจน์ได้ว่าพบการปนเปื้อนที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชน ก็จะถือได้ว่าเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ
"แม้กลุ่มโรงงาน 105 หรือ 106 ที่รับของเสียอันตรายมาจากโรงงาน จะไม่ใช่ผู้ที่ทำให้เกิดของเสียอันตรายตั้งแต่แรก แต่การอ้างว่าจะรับมารีไซเคิล แล้วนำกากของเสียที่เหลือจากการรีไซเคิลไปกำจัด โดยไม่ได้นำไปกำจัดจริงๆ กลับไปลักลอบทิ้งจนทำให้เกิดการปนเปื้อน ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชน แบบนี้ก็ต้องถือว่า โรงงานที่รับของเสียมา อยู่ในสถานะ ผู้ก่อมลพิษ"
ดาวัลย์ ยืนยันว่า โรงงานกลุ่มนี้ ต้องถูกนับเป็นผู้ก่อมลพิษ ซึ่งก็คือ ผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น
ส่วน "โรงงานต้นทาง" ที่ทำให้เกิดของเสียอันตราย ดาวัลย์ กล่าวว่าเคยมีคำอธิบายที่มีเหตุผล โดยอ้างว่าส่งของเสียอันตรายออกไปบำบัดหรือกำจัดตามกฎหมายแล้ว แม้จะส่งไปยังโรงงาน 105 และ 106 ที่รับของไปในราคาถูกก็ตาม แต่ก็เป็นโรงงานที่ได้รับใบอนุญาตรับรองความสามารถมาจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมเอง
แต่ในฐานะที่ติดตามปัญหานี้มาอย่างยาวนาน ดาวัลย์ ก็มีคำถามกลับไปว่า โรงงานต้นทาง ไม่มีความรู้เรื่องต้นทุนค่ากำจัดที่แท้จริงเลยหรือ
"เขากำจัดได้จริงในราคาที่รับไป สมเหตุสมผลหรือไม่ คือ สิ่งที่ต้องตั้งคำถามกับโรงงานที่เป็นผู้ก่อกำเนิดของเสีย เพราะเขารู้ว่าของเสียคืออะไร ในวงการมีมาตรฐานที่รู้กันอยู่แล้วว่าต้องกำจัดด้วยวิธีไหน ต้นทุนเท่าไหร่ ราคากำจัดเท่าไหร่ แต่ทำไมยังส่งไปให้โรงงานที่มาเสนอราคาค่ากำจัดถูกกว่าความเป็นจริงมาก เพราะมองเห็นช่องทางที่จะลดต้นทุนมหาศาลลงไปได้ โดยถูกกฎหมายใช่หรือไม่"
"ดังนั้น โรงงานต้นทาง ที่เป็นผู้ก่อกำเนิดของเสีย แม้จะส่งของเสียออกไปกำจัดแล้วแต่ส่งออกไปทั้งที่รู้ว่ากำจัดไม่ได้จริง ก็ยังควรมีสถานะเป็น ผู้ร่วมก่อมลพิษอยู่ด้วย"
หน่วยงานรัฐ หรือ เจ้าหน้าที่รัฐ ที่มีหน้าที่กำกับดูแล ต้องตอบคำถามว่า โรงงานที่ไม่มีศักยภาพรีไซเคิลหรือบำบัดจริง ได้ใบอนุญาตได้อย่างไร ปล่อยให้มีรูปแบบการรับกำจัดของเสียอันตรายราคาที่ถูกกว่าต้นทุนค่ากำจัดจริงได้อย่างไร โรงงานอย่าง วิน โพรเสส จ.ระยอง ที่ไม่มีเครื่องจักรเลย แต่ได้รับใบอนุญาตและอยู่นานขนาดนี้ได้อย่างไร ทั้งยังมีรถขนส่งของเสียอันตรายวิ่งออกนอกเส้นทางนำของเสียมาทิ้งที่นี่ตลอดหลายปี ทั้งที่มี GPS ติดตามเส้นทางรถทุกคันอยู่ที่กรมโรงงานฯได้อย่างไร บกพร่องหรือละเว้นหรือไม่
ดาวัลย์ กล่าวว่า อีกประเด็นที่สำคัญคือ รู้กันว่า ธุรกิจนี้จะใช้ตัวแทนของโรงงานรับกำจัดหรือบำบัดของเสีย หรือโบรกเกอร์ เข้าไปทำสัญญารับเหมาการกำจัดของเสียอันตรายจากโรงงานต้นทางกันแบบรายปี โดยที่บริษัทโบรกเกอร์ไม่ใช่ผู้ได้รับใบอนุญาตตัวจริง จึงต้องถามไปที่หน่วยงานของรัฐว่า ถ้าเป็นเช่นนี้จะรู้ได้อย่างไรว่ากำจัดได้จริงหรือไม่ ยักย้ายถ่ายเทในขั้นตอนการขนส่งหรือไม่ รัฐปล่อยให้เกิด ขบวนการนี้ได้อย่างไร”
ในมุมมองของผู้คลุกคลีกับชาวบ้านที่ผู้ได้รับผลกระทบจากการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมมากว่า 10 ปี ดาวัลย์ สรุปว่า ผู้ก่อมลพิษ หรือ ผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นปรากฏตัวชัดเจนอยู่แล้ว
เพียงแต่อยู่ในรูปแบบของ "วงจรอุบาทว์" นั้น ต่างได้ประโยชน์ ลดต้นทุนจนนำไปสู่ความร่ำรวยบนซากมลพิษที่สร้างความทุกข์แสนสาหัสให้ประชาชน
"โรงงานต้นทาง โบรกเกอร์ บริษัทรถขนส่ง โรงงานรับกำจัด บำบัด รีไซเคิล หน่วยงานกำกับดูแล .... ถามว่า ใครบ้างเป็นผู้ก่อมลพิษ ก็ไปดูกันว่า ใครบ้างได้ประโยชน์มหาศาล ร่ำรวยจากการเกิดมลพิษ คนนั้นก็คือผู้ก่อมลพิษ ... และเราต้องช่วยกันลากขบวนการนี้ออกมาแสดงความความรับผิดชอบ" ดาวัลย์ ทิ้งท้าย
อ่านข่าวเพิ่ม :
ปนเปื้อน เดอะซีรีส์ EP.1 คดีสิ่งแวดล้อม "มหากาพย์ 23 ปี"
ปนเปื้อน เดอะซีรีส์ EP.2 หลุมฝังกลบ "ชุมชนหนองพะวา" ยุติธรรมไม่มีจริง










