ค้นหา
ทีวีออนไลน์
เว็บไซต์ในเครือ
เว็บไซต์บริการ

เปิดบันทึกกฤษฎีกา "คดีบิ๊กโจ๊ก" ไม่ผูกพันคำอุทธรณ์ "ก.พ.ค.ตร."

อาชญากรรม
16:15
4,465
เปิดบันทึกกฤษฎีกา "คดีบิ๊กโจ๊ก" ไม่ผูกพันคำอุทธรณ์ "ก.พ.ค.ตร."
อ่านให้ฟัง
10:39อ่านข่าวให้ฟังโดย Botnoi Voice เว็บแอปพลิเคชันสำหรับสร้างเสียงจากข้อความด้วย AI (Text to Speech)

ท่าทีเปิดหน้าท้าชนของ "บิ๊กโจ๊ก" พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล เงียบหายไปเกือบ 1 เดือนที่ผ่านมา ด้วยว่า คดีความรวมไปถึงเรื่องร้องเรียน การอุทธรณ์ ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ล้วนเข้าสู่กระบวนการไปทั้งหมดแล้ว

แต่ประเด็นการถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ถูกนำมากล่าวถึงอีกครั้ง ภายหลังที่ บันทึกความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 2 เผยแพร่สู่สาธารณะ โดยมีเนื้อหาสาระสำคัญ สอดคล้องกับคำร้องทุกข์ ของ "บิ๊กโจ๊ก" พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ที่ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ หรือ ก.พ.ค.ตร. ด้วยเหตุที่ว่า "บิ๊กต่าย" พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธ์ุเพ็ชร์ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีคำสั่งโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันขัดต่อ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565

หากย้อนกลับไปวันที่ "บิ๊กโจ๊ก" พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เข้ายื่นอุทธรณ์คำสั่ง ต่อ ก.พ.ค.ตร. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมกางข้อกฎหมายที่บัญญัติเอาไว้ใน พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติปี 2547 ข้อ 8 มาตรา 131 ที่ระบุว่า กรณีสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนต้องใช้ กฎ ก.ตร. ปี 2547 มาประกอบ หากแต่ในข้อ 8 ของกฎ ก.ตร. ปี 47 กรณีการสอบสวนไม่แล้วเสร็จโดยเร็ว ได้ขัดแย้งกันในข้อกฎหมายตามที่กล่าวไป (พ.ร.บ.ตำรวจฯ 65) จึงต้องนำมาตรา 120 มาใช้แทน ซึ่งระบุว่า การสอบสวนข้อเท็จจริงต้องให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน หลังจากนั้นจะส่งให้นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้บังคับบัญชาเป็นผู้พิจารณา

แต่พบว่าคำสั่งครั้งนี้มีความขัดแย้งกัน จึงต้องยกเลิกคำสั่งให้ออกจากราชการนี้ไปโดยปริยาย เพราะถือเป็นการให้ออกจากราชการโดยมิชอบ

นอกจากนี้ใน พ.ร.บ.ตำรวจฯ 65 ยังระบุว่า ระหว่างการสอบสวนจะนำเหตุแห่งการสอบสวนมาเป็นข้ออ้างในการดำเนินการใด ให้กระทบต่อสิทธิ์ของผู้ถูกสอบสวนไม่ได้ เว้นแต่ผู้บังคับบัญชาจะสั่งพักราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อน ตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสอบสวนแล้วมีความเห็นไปถึงผู้บัญชาการภาคหรือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติว่าจะมีดุลยพินิจอย่างไร

"กรณีของผมนั้นมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนในวันเดียวกับที่มีคำสั่งให้ออกจากราชการฯ ดังนั้นจึงไม่มีข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการสอบสวนที่มี พล.ต.อ.สราวุฒิ การพานิช รอง ผบ.ตร. เป็นหัวหน้าคณะตามกฎหมายฉบับดังกล่าว เป็นการกลับไปใช้กฎหมายฉบับเดิมปี 2547 ที่ให้เป็นไป ตามดุลยพินิจของผู้บังคับบัญชา" พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ย้ำ

เปิดบันทึกสำคัญ "กฤษฎีกา" ตอบกลับ "สลค."

บันทึกของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 2 เรื่องการดำเนินการเกี่ยวกับการให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการไว้ก่อน เป็นการตอบกลับ ไปยังสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลค.) ตามที่ได้ขอหารือ ว่า จะต้องนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงมีพระบรมราชโองการให้ข้าราชการตำรวจที่พ้นจากตำแหน่งหรือไม่และต้องดำเนินการเมื่อใด

ความเห็นของคณะกรรมการฯ ตอนหนึ่ง ระบุว่า พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติปี 2565 ไม่ได้บัญญัติระยะเวลาเอาไว้ จึงเป็นดุลยพินิจของนายกรัฐมนตรี ที่จะต้องพิจารณาดำเนินการด้วยความรอบคอบในระยะเวลาอันเหมาะสม แต่นายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีหน้าที่ต้องตรวจสอบและรับรองความถูกต้องของการสั่งให้ข้าราชการดังกล่าวออกจากราชการก่อนอย่างรอบคอบให้เป็นที่ยุติเสียก่อน

ในบันทึก คณะกรรมการฯ ยังได้ยกเจตนารมย์สำคัญของ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ว่าด้วย ให้จัดระเบียบข้าราชการตำรวจเป็นไปตามหลักนิติธรรมและเกิดความเป็นธรรมคำนึงถึงระบบคุณธรรม ซึ่งบัญญัติให้มี ก.พ.ค.ตร. พิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจและยังให้ความเห็น ถึงคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2565 อีกว่า

"ในระหว่างการสอบสวนจะนำเหตุแห่งการถูกสอบสวนมาเป็นข้ออ้างให้กระทบสิทธิของผู้ถูกสอบสวนไม่ได้ เว้นแต่ผู้บังคับบัญชาจะสั่งพักหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งในกรณีนี้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ขึ้นในวันเดียวกับที่มีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน และการสอบสวนย่อมเป็นการกระทบหลายประการของผู้ถูกสอบสวน"

โดยสรุปคือ ให้คำแนะนำว่า จะนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงมีพระบรมราชโองการให้ข้าราชการตำรวจที่พ้นจากตำแหน่ง ได้ก็ต่อเมื่อมีการตรวจสอบและรับรองความถูกต้องของการสั่งให้ข้าราชการดังกล่าวออกจากราชการก่อนอย่างรอบคอบให้เป็นที่ยุติเสียก่อน

ส่วนความเห็นถึงคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ตาม พ.ร.บ.ตำรวจฯ 65 ใจความสำคัญคือ การสั่งให้ออกจากราชการฯหรือให้พักราชการฯ ต้องได้รับคำแนะนำจากคณะกรรมการสอบสวนและในระหว่างการสอบสวนจะนำเหตุแห่งการถูกสอบสวนมาเป็นข้ออ้างให้กระทบสิทธิของผู้ถูกสอบสวนไม่ได้

"สอดคล้อง"แต่ "ไม่ผูกพัน"คำฯอุทธรณ์ของ ก.พ.ค.ตร.

พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ให้ความเห็นในฐานะกรรมการข้าราชการตำรวจ ผู้ทรงคุณวุฒิ ว่า กรณีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังไม่ถือเป็นที่ยุติ เนื่องจากได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่ง ต่อ ก.พ.ค.ตร. ซึ่งเรื่องอุทธรณ์ได้เข้าสู่กระบวนการของกรรมการแล้ว พร้อมระบุว่า

"ความเห็นพร้อมข้อสังเกตจากคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 2 ไม่มีผลผูกพันที่ ก.พ.ค.ตร. จะต้องปฏิบัติตาม"

พล.ต.อ.เอก ระบุ ว่า ผลการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ ของ ก.พ.ค.ตร. จะเป็นคำตอบเดียว ที่มีผลทางกฎหมายและทางปกครอง ต่อกรณีการออกคำสั่งของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธ์ุเพ็ชร์ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ว่า ออกคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ในกรณีที่ผลการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ ออกมาว่า คำสั่งให้ออกจากราชการฯ เป็นการออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จะกลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิมได้ทันที พร้อมนั่งอาวุโสลำดับที่ 1 ซึ่งหากผลการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ จบโดยเร็ว ในกรอบ 120 วัน จะเท่ากับว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จะได้เข้าชิงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอีกครั้งด้วย และเชื่อว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จะเอาผิดผู้ลงนามคำสั่งให้ออกจากราชการฯ แน่นอน

แต่หากผลการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ ออกมาว่า คำสั่งให้ออกจากราชการฯ ของ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแหงชาตินั้น เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

และหากฝ่ายผู้อุทธรณ์หรือ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของ ก.พ.ค.ตร.
ก็ยังมีสิทธิสู้อีกครั้งและเป็นครั้งสุดท้าย คือ ฟ้องคดีต่อศาลปกครองสูงสุด ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ทราบ หรือถือว่าทราบคำวินิจฉัยของ ก.พ.ค.ตร.

พล.ต.อ.เอก ระบุว่า หากคดีไปถึงศาลปกครองสูงสุด ก็จะเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาซึ่งคาดว่า อาจจะนานกว่า 1 ปี กว่าที่ศาลฯ จะมีคำพิพากษา

ก.พ.ค.ตร.ชี้ไม่ซับซ้อนอยู่ที่คู่กรณี "ขยายอุทธรณ์-โต้แย้ง" หรือไม่

ในช่วงต้นเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ประธาน ก.พ.ค.ตร. ได้พิจารณาคำอุทธรณ์และได้มอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งเป็นกรรมการเจ้าของสำนวนแล้ว

นายธวัชชัย ไทยเขียว ก.พ.ค.ตร. ในฐานะรองโฆษก ก.พ.ค.ตร. ให้ข้อมูลว่า ในบรรดากรรมการทั้งหมดจะไม่มีใครทราบว่า ประธานมอบหมายคดีให้ใครรับผิดชอบ แต่สันนิษฐานได้ว่า กรรมการเจ้าของสำนวนได้แจ้งให้คู่กรณี ซึ่งหมายถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ทำคำแก้อุทธรณ์ภายใน 30 วันไปแล้ว ถ้าคู่กรณีไม่ยื่นขอขยายระยะเวลาการทำคำแก้อุทธรณ์ และผู้อุทธรณ์เมื่อเห็นคำแก้อุทธรณ์แล้ว ไม่มีประเด็นโต้แย้งในสาระสำคัญ ก็จะใช้เวลาไม่นานเกินกรอบเวลาแรกตามที่กฎหมายกำหนด คือ ไม่เกิน 120 วัน หรือเร็วกว่า

"เป็นสำนวนคดีที่ไม่ได้มีความยุ่งยากซับซ้อน ตอนนี้จะช้าหรือเร็วอยู่ที่คู่กรณีได้ขอขยายเวลาทำคำแก้อุทธรณ์หรือผู้อุทธรณ์มีข้อโต้แย้งในสาระสำคัญหรือไม่"

ซึ่งเป็นเรื่องที่มีแค่กรรมการเจ้าของสำนวนและนิติกรผู้รับผิดชอบสำนวน เท่านั้นที่ทราบความคืบหน้าในกระบวนการพิจารณา

รายงานพิเศษโดย : กิตติพร บุญอุ้ม ผู้สื่อข่าวอาชญากรรม ไทยพีบีเอส

อ่านข่าว: "แป้ง นาโหนด" แกล้งใบ้ ถือพาสปอร์ตปลอม "ทวี" ยันจับได้ขณะเที่ยวบาหลี

สุดเศร้า “จิงโจแดง” หลุดกรงจากสวนสัตว์เชียงใหม่ ตายแล้ว

"หมอมนูญ" ชี้โควิด KP.2 สายพันธุ์ย่อยใหม่ ติดง่ายแต่ไม่รุนแรง