ค้นหา
ทีวีออนไลน์
เว็บไซต์ในเครือ
เว็บไซต์บริการ

ประวัติศาสตร์ "น้ำมันเวเนซุเอลา" สู่เครื่องมือการเมืองสหรัฐฯ

ต่างประเทศ
12:42
1,820
ประวัติศาสตร์ "น้ำมันเวเนซุเอลา" สู่เครื่องมือการเมืองสหรัฐฯ
การค้นพบน้ำมันครั้งใหญ่ในปี 1922 เปลี่ยนเวเนซุเอลาให้เป็นมหาอำนาจพลังงานโลก แต่ความมั่งคั่งดังกล่าวกลับนำประเทศสู่ความผันผวนยาวนาน จนกลายเป็นประเด็นยุทธศาสตร์ เปิดโอกาสให้ ปธน.ทรัมป์เข้าฟื้นฟูภาคน้ำมันเวเนซุเอลา ที่ครองน้ำมันสำรองมากถึง 18% ของโลก

จากถ้อยแถลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ม.ค.2026 ของ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งระบุว่าปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลามีวัตถุประสงค์หลักในการฟื้นฟูและควบคุมแหล่งน้ำมันของประเทศนี้ สหรัฐฯ มองเวเนซุเอลาเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากเวเนซุเอลาถือครองน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้วมากที่สุดในโลก ประมาณ 300,000 ล้านบาร์เรล คิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 17 ของปริมาณสำรองน้ำมันทั้งโลก

ทว่า ประสิทธิภาพในการผลิตและการจัดการที่ล้มเหลว ส่งผลให้การผลิตจริง มีอยู่เพียงประมาณ 1,000,000 บาร์เรล/วัน หรือคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึงร้อยละ 1 ของการผลิตน้ำมันดิบทั่วโลก สะท้อนปัญหาโครงสร้างพื้นฐานที่เสื่อมโทรมและการเมืองที่วุ่นวายมานานหลายทศวรรษ การเคลื่อนไหวนี้อาจช่วยพลิกโฉมอุตสาหกรรมพลังงานของทั้ง 2 ประเทศ หากสามารถเอาชนะอุปสรรคด้านความมั่นคงและการลงทุนได้

เวเนซุเอลากับน้ำมัน มรดกพื้นเมืองสู่การค้นพบที่พลิกชะตา

CNN รายงาน "เวเนซุเอลา" เริ่มมีชื่อเสียงในฐานะดินแดนน้ำมันตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 15 เมื่อนักสำรวจชาวสเปนบันทึกว่าชนพื้นเมืองใช้น้ำมันดิบจากทะเลสาบเพื่อจุดไฟฟืนและผสมยางมะตอยสำหรับซ่อมเรือ แต่การพัฒนาจริงจัง เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อความต้องการเชื้อเพลิงพุ่งสูง ชาติทางตะวันตกเริ่มสำรวจแหล่งทรัพยากรใหม่ ๆ เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลน

จุดเปลี่ยนสำคัญมาถึง ในเช้าวันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ.1922 ที่บ่อ ลอส บาร์โรซอส-2 ในแอ่งมาราคาอีโบ พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ก่อนที่น้ำมันจะพุ่งทะลักขึ้นฟ้าสูงถึง 200 ฟุต สร้างความตื่นตระหนกให้ชาวบ้านในหมู่บ้านลาโรซาและใกล้เคียง

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงเป็นภัยพิบัติทางนิเวศวิทยา แต่ยังเป็นการค้นพบบ่อน้ำมันที่ผลิตน้ำมันได้มากที่สุดในโลกในเวลานั้น สร้างแรงกระตุ้นให้บริษัท Venezuelan Oil Concessions ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Royal Dutch Shell เร่งขุดเจาะต่อเนื่อง จนเวเนซุเอลาก้าวสู่สถานะมหาอำนาจปิโตรเลียม

ภายในปี ค.ศ.1929 เศรษฐกิจเวเนซุเอลาเปลี่ยนโฉมจากผู้ส่งออกสินค้าเกษตรกรรม เช่น โกโก้และกาแฟ สู่การพึ่งพาน้ำมันอย่างสิ้นเชิง มีบริษัทต่างชาติมากกว่า 100 แห่ง โดยเฉพาะยักษ์ใหญ่อย่าง Standard Oil ที่ต่อมาคือ ExxonMobil Shell และ Gulf เข้ามาลงทุนมหาศาล ทำให้เวเนซุเอลากลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกาเท่านั้น

คุณสมบัติพิเศษของน้ำมันเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นน้ำมันหนักและเปรี้ยว (Heavy sour crude) มีความหนืดสูงและมีกำมะถันมาก ทำให้ราคาถูกกว่าตลาดทั่วไป อยู่ใกล้ชายฝั่งสหรัฐ (ห่างเพียง 1,000-2,000 กิโลเมตร) และเหมาะสำหรับกลั่นเป็นผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหลัก เช่น ยางมะตอยสำหรับปูถนน น้ำมันทำความร้อนสำหรับฤดูหนาว และดีเซลสำหรับยานพาหนะหนัก

ซึ่งต่างจากน้ำมันเบาและหวาน (Light sweet crude) จากเท็กซัสที่เน้นผลิตน้ำมันเบนซิน สิ่งนี้ทำให้เวเนซุเอลาเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่ขาดไม่ได้สำหรับโรงกลั่นในสหรัฐฯ โดยเฉพาะในชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกที่ออกแบบระบบมาเพื่อรับมือกับน้ำมันชนิดนี้ตั้งแต่ยุค 1970

จากการต้อนรับนักลงทุนสู่การควบคุมโดยรัฐ

รัฐบาลเวเนซุเอลาเริ่มจัดการอุตสาหกรรมน้ำมันอย่างเป็นระบบหลังการจากไปของจอมเผด็จการและอดีต ปธน.ฆวน บิเซนเต โกเมซ ในปี ค.ศ.1935 ซึ่งยุคก่อนหน้านั้นเน้นดึงดูดนักลงทุนต่างชาติโดยแทบไม่มีส่วนแบ่งให้รัฐ รัฐบาลต่อมาจึงออกกฎหมายไฮโดรคาร์บอน ค.ศ.1943 เพื่อบังคับให้บริษัทต่างชาติแบ่งกำไรครึ่งหนึ่งจากน้ำมันให้รัฐ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูป ที่ทำให้เวเนซุเอลาได้รับผลประโยชน์มากขึ้น โดยไม่ขัดขวางการไหลเข้าของทุนต่างชาติ

ต่อมาในปี ค.ศ.1953 เวเนซุเอลาปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างเต็มตัว และกลายเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ในการถ่วงดุลอิทธิพลคอมมิวนิสต์จากคิวบา จน ปธน.จอห์น เอฟ. เคนเนดี ยกย่อง ปธน.โรมูโล เบตันคูร์ ว่า "ในลาตินอเมริกา เวเนซุเอลาคือเพื่อนที่ดีที่สุดของอเมริกา"

อย่างไรก็ตาม เวเนซุเอลาแสดงบทบาทระดับโลกด้วยการเป็น 1 ในผู้ก่อตั้ง องค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือ OPEC ในปี ค.ศ.1960 ร่วมกับ อิหร่าน อิรัก คูเวต และ ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งช่วยเพิ่มอิทธิพลในการกำหนดราคาน้ำมันโลกและต่อรองกับบริษัทข้ามชาติได้ดีขึ้น

ปีเดียวกันนั้น รัฐบาลสถาปนาบริษัทปิโตรเลียมเวเนซุเอลาแห่งรัฐ (Corporación Venezolana de Petróleo) และเพิ่มส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทต่างชาติเป็นร้อยละ 65 และจุดสูงสุดคือในปี ค.ศ.1976 เมื่อ ปธน.คาร์ลอส อันเดรส เปเรซ ก่อตั้ง Petróleos de Venezuela S.A. (PDVSA) เพื่อควบคุมอุตสาหกรรมน้ำมันทั้งหมด โดยร่วมทุนกับบริษัทต่างชาติแต่รัฐถือหุ้นหลักร้อยละ 60 ในโครงการต่าง ๆ

สหรัฐฯ ยอมรับการยึดครองทรัพย์สินน้ำมันครั้งนี้อย่างเงียบ ๆ เนื่องจากเวเนซุเอลาเป็นแหล่งนำเข้าหลัก และ PDVSA ยังจ่ายค่าชดเชยกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้บริษัทอเมริกัน ซึ่งช่วยรักษาความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์เอาไว้

จากความเฟื่องฟูสู่จุดแตกหัก

การขายน้ำมันของเวเนซุเอลาเคยรุ่งเรือง โดยในทศวรรษ 1970 สหรัฐนำเข้ากว่า 1,000,000 บาร์เรล/วันจาก PDVSA ซึ่งเป็นแหล่งหลักที่โรงกลั่นอเมริกันสร้างระบบขึ้นใหม่เพื่อรองรับโดยเฉพาะ ส่งผลให้เวเนซุเอลาสร้างรายได้มหาศาลและกลายเป็น "Petrostate หรือ รัฐปิโตรเลียม" ประเทศที่เศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออกน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติอย่างหนัก และเวเนซุเอลาก็พึ่งพารายได้จากน้ำมันกว่าร้อยละ 95 ของการส่งออก

ทว่าปัญหาเริ่มปรากฏในทศวรรษ 1980 เมื่อราคาน้ำมันโลกร่วงดิ่งลง รัฐบาลตัดสินใจซื้อหุ้น Citgo ซึ่งเป็นเครือข่ายโรงกลั่นและสถานีบริการน้ำมันในสหรัฐฯ จำนวนครึ่งหนึ่งในปี ค.ศ.1986 และทั้งหมดในปี ค.ศ.1990 เพื่อกระจายความเสี่ยง แต่กลับทำให้เกิดหนี้สินมหาศาล ปธน.เปเรซ ตอบโต้ด้วยนโยบายรัดเข็มขัด เช่น ลดสวัสดิการและขึ้นภาษี ซึ่งจุดชนวนความไม่พอใจในหมู่ประชาชน สุดท้ายนำไปสู่การรัฐประหารโดย อูโก ชาเวซ อดีตนายทหาร ในปี ค.ศ.1999

"ชาเวซ" ผู้เปลี่ยนเวเนซุเอลาให้เป็นรัฐสังคมนิยม

โดยยึดทรัพย์สินบริษัทต่างชาติ เช่น ExxonMobil และ ConocoPhillips ในปี ค.ศ.2007 โดยเฉพาะโครงการในเขตออริโนโกเบลต์ที่คาดว่ามีน้ำมันสำรอง 236,000 ล้านบาร์เรล ปธน.ชาเวซ ควบคุม PDVSA โดยตรง ใช้กำไรน้ำมันเป็นแหล่งทุนหลักสำหรับนโยบายประชานิยม เช่น "ภารกิจโบลิวาเรียน" (Misiones Bolivarianas) ที่แจกจ่าย "สวัสดิการฟรี" ทั้งที่อยู่อาศัย อาหาร การศึกษา และการแพทย์ เพื่อซื้อใจฐานเสียงชนชั้นล่าง สิ่งนี้ช่วยลดความยากจนจากร้อยละ 50 เหลือร้อยละ 30 ในช่วงแรก แต่กลับทำให้พนักงาน หรือคนเก่ง ๆ ในบริษัทลาออกนับพันคน

ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ทรุดโทรม เพราะขาดกำลังคนบำรุงรักษา จนกระทั่ง นิโคลัส มาดูโร ขึ้นเป็นประธานาธิบดี และสานต่อนโยบายประชานิยมต่อจากชาเวซในปี ค.ศ.2013 ทว่าในยุคของมาดูโร กลับเผชิญราคาน้ำมันโลกที่ร่วงลงอีกครั้งในปี ค.ศ.2014 ส่งผลให้รายได้รัฐหดตัวกะทันหัน

ภาวะเงินเฟ้อรุนแรงและการล้มละลายทางเศรษฐกิจ

ข้อมูลจาก Council on Foreign Relations นโยบายแจกจ่ายสวัสดิการฟรีเหล่านี้ ก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง (Hyperinflation) ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของเวเนซุเอลา โดยอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 1,000,000 % ต่อปี ตั้งแต่ปี ค.ศ.2018 สาเหตุหลักมาจากการพิมพ์เงินจำนวนมหาศาลเพื่อชดเชยรายได้น้ำมันที่ลดลง ร่วมกับการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินโบลิวาร์อย่างเข้มงวด ซึ่งรัฐบาลกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเทียมต่ำเกินจริงเพื่อรักษาความนิยม แต่นั่นกลับทำให้ค่าเงินโบลิวาร์อ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ การกำหนดราคาสินค้าควบคุมที่ต่ำเกินจริง ยังนำไปสู่การขาดแคลนสินค้าพื้นฐาน เช่น อาหารและยา เนื่องจากผู้ผลิตเลิกผลิตเพราะขาดทุน และหันไปนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมากกว่า ส่งผลให้ประชาชนสูญเสียกำลังซื้ออย่างรุนแรง จนเกิดการอพยพย้ายถิ่นฐานกว่า 7,000,000 คน ตั้งแต่ปี ค.ศ.2015 ซึ่งเทียบเท่ากับประชากรร้อยละ 25 ของประเทศ

สุดท้าย เวเนซุเอลาเข้าสู่ภาวะล้มละลายทางเศรษฐกิจเต็มตัว โดย GDP หดตัวกว่าร้อยละ 75 ตั้งแต่ปี ค.ศ.2013 การคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ.2005 แต่หนักขึ้นในปี ค.ศ.2017 โดยเฉพาะคำสั่งห้ามนำเข้าน้ำมันจาก PDVSA ในปี ค.ศ. 2019 เพื่อกดดันให้ ปธน.มาดูโร ลาออก ยิ่งซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น

แม้ ปธน.โจ ไบเดน จะผ่อนปรนชั่วคราวโดยอนุญาตให้ Chevron ดำเนินงานในเวเนซุเอลาในปี ค.ศ.2022 เพื่อลดราคาน้ำมันในสหรัฐฯ แต่ในยุคของทรัมป์สมัย 2 กลับมีคำสั่งเพิกถอนและปรับเงื่อนไขใหม่ให้เข้มงวดมากขึ้น โดยห้ามผลประโยชน์ไหลเข้าสู่รัฐบาลมาดูโร ส่งผลให้การผลิตน้ำมันปัจจุบันเหลือเพียง 800,000-1,000,000 บาร์เรล/วัน จากศักยภาพ 3,500,000 บาร์เรลในยุคก่อนที่ชาเวซจะก้าวขึ้นสู่อำนาจ

อนาคตเวเนซุเอลายังไม่แน่นอน แม้มาดูโรถูกจับกุม

เรื่องราวความผันผวนนี้พาไปสู่เหตุการณ์ปัจจุบัน เมื่อกองทัพสหรัฐฯ ดำเนินปฏิบัติการจับกุม ปธน.นิโคลัส มาดูโร เมื่อวันเสาร์ที่ 3 มกราคม ค.ศ.2026 ซึ่งอาจเป็นจุดพลิกผันให้สหรัฐฯ กลับมาควบคุมกิจการน้ำมันของเวเนซุเอลาอย่างมีนัยสำคัญ

ปธน.ทรัมป์ ย้ำชัดว่าปฏิบัติการนี้มีเป้าหมายหลักในการนำธุรกิจน้ำมันเวเนซุเอลา ให้มาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสหรัฐฯ เพื่อเปิดทางให้บริษัทน้ำมันอเมริกันเข้าไปฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 4 ม.ค. ว่าบริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ จะเข้าไปซ่อมแซมระบบทั้งหมด

นี่คือการขโมยครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา ไม่มีใครเคยยึดทรัพย์สินของเราแบบนี้มาก่อน พวกเขาขโมยน้ำมันของเรา โครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด และตอนนี้มันเน่าเปื่อยไปหมด บริษัทน้ำมันอเมริกันจะเข้าไปสร้างมันใหม่ทั้งสิ้น (It was the greatest theft in the history of America. Nobody has ever stolen our property like they have. They took our oil away from us. They took the infrastructure away and all that infrastructure is rotted and decayed, and the oil companies are going to go in and rebuild it.)

คำกล่าวนี้สะท้อนมุมมองที่ว่าการยึดครอง สมัยชาเวซ-มาดูโรคือการ "ขโมย" มรดกน้ำมันที่เคยเป็นของบริษัทสหรัฐตั้งแต่ยุค 1920

หากแผนการนี้สำเร็จ สหรัฐฯ จะต้องเผชิญความท้าทายที่ซับซ้อนและเสี่ยงภัยสูง เฮลิมา ครอฟต์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ระดับโลกจาก RBC Capital Markets วิเคราะห์ว่า เวเนซุเอลาจะต้องใช้เวลายาวนานหลายปีกว่าจะฟื้นตัวเต็มที่ เนื่องจากความเสื่อมโทรมสะสมมานานหลายทศวรรษภายใต้ระบอบชาเวซและมาดูโร

นอกจากนี้ ประวัติศาสตร์การแทรกแซงเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบของสหรัฐฯ ยังไม่ใช่ความสำเร็จที่ชัดเจนเสมอไป เช่น ในอิรักหรืออัฟกานิสถาน ครอฟต์ชี้ว่าบริษัทน้ำมันสหรัฐฯ จะต้องรับบทบาทกึ่งรัฐบาลในการสร้างขีดความสามารถผลิตและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ซึ่งผู้บริหารในอุตสาหกรรมคาดการณ์ว่าอาจต้องใช้งบประมาณปีละ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อจัดการกับปัญหาเช่นท่อส่งน้ำมันที่ไม่ได้ซ่อมบำรุงมานาน 50 ปี

การคาดคะเนนี้ สอดคล้องกับรายงานของ PDVSA เอง ซึ่งยอมรับว่าค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเพื่อกลับสู่ระดับผลิตสูงสุดที่ 3,000,000 - 4,000,000 บาร์เรล/วัน จะสูงถึง 58,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

แต่ปัญหาเพิ่มเติมคือ PDVSA ถูกกองทัพเวเนซุเอลาควบคุมมานานหลายทศวรรษ และเศรษฐกิจทั้งประเทศพึ่งพารายได้น้ำมันเพียงอย่างเดียว ทำให้การเปลี่ยนผ่านเสี่ยงต่อความไม่สงบ ทางทรัมป์เองก็ยอมรับว่ากองทัพสหรัฐฯ อาจต้องประจำการระยะยาวเพื่อรักษาความปลอดภัยโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

ปัจจุบัน รัฐบาลรักษาการโดย ปธน.รักษาการ เดลซี โรดริเกซ อดีตรองประธานาธิบดีและรัฐมนตรีพลังงานในรัฐบาลมาดูโร ได้เข้ามาบริหารประเทศชั่วคราว และเสนอให้ความร่วมมือกับทรัมป์ แม้ฝ่ายค้านเวเนซุเอลาจะเสนอแผนแปรรูปอุตสาหกรรมน้ำมันให้ทรัมป์หลายครั้งก่อนแล้วก็ตาม โฮมายูน ฟาลัคชาย นักวิเคราะห์น้ำมันดิบหลักจาก Kpler วิเคราะห์ว่า การนำบริษัทสหรัฐฯ เข้าสู่กิจการน้ำมันเวเนซุเอลานั้นจะเป็นไปไม่ได้โดยปราศจากข้อตกลงที่มั่นคงกับรัฐบาลใหม่ ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือน

แต่อย่างน้อยที่สุด หากข้อตกลงบรรลุ บริษัทน้ำมันสหรัฐฯ จะมีฐานที่มั่นคงเพื่อส่งออกส่วนแบ่งการผลิตส่วนใหญ่ กลับสู่ชายฝั่งอ่าวสหรัฐฯ (หรืออ่าวเม็กซิโก) ซึ่งกำลังขาดแคลนน้ำมันราคาถูกสำหรับโรงกลั่น

หากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี อุตสาหกรรมน้ำมันในสหรัฐฯ อาจฟื้นคืนพันธมิตรเก่า อเมริกา-เวเนซุเอลา ร่วมสมัยกว่า 100 ปีที่แล้วกลับมาได้ แต่ตามที่ทรัมป์ชี้ให้เห็น ความสัมพันธ์นี้ไม่เคยราบรื่นเลย โดยเฉพาะเมื่อการเมืองเวเนซุเอลาพลิกผันจากพันธมิตรสู่คู่แข่ง

สุดท้าย การเคลื่อนไหวนี้ อาจเสริมความมั่นคงทางพลังงานให้สหรัฐฯ ลดการพึ่งพาตะวันออกกลาง และช่วยฟื้นเศรษฐกิจเวเนซุเอลา หากสามารถหลีกเลี่ยงกับดักของการแทรกแซงที่ยืดเยื้อได้

ที่มาข้อมูล : CNN, Congressional Research Service, Michigan State International Law Review, The guardian

อ่านข่าวอื่น :

เจาะแผนปฏิบัติการสหรัฐฯ รวบตัว "ผู้นำเวเนซุเอลา"

“เดลซี โรดริเกซ” รองประธานาธิบดี นั่งรักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา

"ทรัมป์" ขู่ใช้กำลัง โค่นผู้นำ "โคลอมเบีย" เลียนแบบ "เวเนซุเอลา"